ดร.กฤษฎา ประเสริฐสุโข ผู้บริหารด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมระดับประเทศ หนึ่งในศิษย์เก่าคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่สร้างคุณูปการอย่างต่อเนื่อง ได้รับการยกย่องด้วย “รางวัลมหิดลทยากร ประจำปี 2568” จากผลงานที่มุ่งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ
เส้นทางชีวิตของ ดร.กฤษฎา เริ่มต้นจากเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จป.) ในโครงการก่อสร้างอาคารสูง ก่อนก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยมีบทบาทสำคัญในโครงการปิโตรเคมีระยะที่ 1 ของประเทศไทย ณ จังหวัดระยอง ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีต้นน้ำของประเทศ ด้วยความมุ่งมั่นและความสามารถ ทำให้เติบโตในสายงานอย่างต่อเนื่อง จนได้รับมอบหมายให้ร่วมจัดตั้งศูนย์บริการด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม และต่อยอดสู่การร่วมก่อตั้ง บริษัท NPC Safety and Environmental Service จำกัด (NPC S&E) ในปี 2548 เพื่อให้บริการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมรวมทั้งการจัดการภาวะฉุกเฉิน ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ หนึ่งในผลงานโดดเด่น คือ การพัฒนาศูนย์ควบคุมภาวะฉุกเฉินที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้บริการฝึกอบรมและรับมือเหตุฉุกเฉินอย่างครบวงจร รวมถึงการส่งทีมเข้าร่วมภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติระดับนานาชาติ ในนามทีม USAR ขององค์การสหประชาชาติ สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลกด้านการจัดการภัยพิบัติ
จากความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่สั่งสม ดร.กฤษฎา ได้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของ NPC S&E และในปี 2565 ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ PTT Global Chemical โดยมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน “เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)” ผ่านการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์เกษตร สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) และแนวคิด ESG ที่กำลังเป็นทิศทางสำคัญของโลก
ดร.กฤษฎา ประเสริฐสุโข กล่าวถึงแรงบันดาลใจสำคัญที่เข้าศึกษาคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ว่า จากที่บิดามีอาชีพเป็นแพทย์ประจำตำบลอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ในขณะนั้น อำเภอที่อยู่ไม่มีโรงพยาบาลที่จะรักษาดูแลผู้ป่วย ซึ่งเป็นยุคที่โรงพยาบาลประจำอำเภอยังไม่ทั่วถึงที่จะดูแลสุขภาพของประชาชนได้ จืงมองเห็นภาพคุณพ่อทำงานร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขอำเภอเพื่อดูแลสุขภาพคนในชุมชนมาโดยตลอด ทำให้เกิดความผูกพันและอยากตอบแทนสังคมด้วยการทำหน้าที่ดูแลสุขภาพของประชาชน และเมื่อถึงช่วงวัยในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยจึงเลือกเรียนคณะสาธารณสุขศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล และได้เข้าศึกษาในปี 2527
ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีในสายงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในประเทศไทย ถือได้ว่ามีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ซึ่งในปี 2531 ที่ผมเรียนจบมา คนส่วนใหญ่ในประเทศไม่รู้จัก คำว่า “อาชีวอนามัย” หรือ “เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย” เมื่อไปสมัครงานคนจะเข้าใจผิดว่ามาสมัครเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือ รปภ. แต่ปัจจุบันงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยกลายเป็นส่วนสำคัญของทุกอุตสาหกรรม และทุกสถานประกอบการ เนื่องจากมีกฎหมาย แนวทางการปฏิบัติงาน (Guidelines) และมาตรฐานการจัดการต่างๆ ที่พัฒนาขึ้น เป็นแรงขับเคลื่อนหลักให้เกิดความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะหลังปี 2535 เป็นต้นมาจะมีความก้าวหน้าในการพัฒนากฎหมายและมาตรฐานใหม่ ๆ ออกมาใช้งานจำนวนมาก และผมเองก็มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ร่วมในการพัฒนากับกระทรวงแรงงาน และกระทรวงอุตสาหกรรมในการพัฒนาข้อกำหนดและมาตรฐาน (Guideline) ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เพื่อให้เป็นกรอบในการพัฒนาเรื่องดังกล่าวประเทศไทย และผมเชื่อว่าปัจจุบันคนมีความเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น ความสำคัญของงานด้านนี้จะมีความต้องการมากขึ้นในอนาคต
ดร.กฤษฎา ประเสริฐสุโข กล่าวในฐานะผู้นำองค์กร ว่า ตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา องค์การอนามัยโลก (WHO) ผลักดันในเรื่อง SDGs ที่มีทั้งหมด 17 เป้าหมาย แบ่งเป็น 5 ด้าน 5 P ได้แก่ P1 : People เป็นมิติด้านสังคม P2: Prosperity มิติด้านเศรษฐกิจ P3: Planet มิติด้านสิ่งแวดล้อม P4: Peace เป็นมิติด้านของสันติภาพและความสงบสุข และ P: Partnership เป็นมิติของการมีส่วนร่วม แนวคิดทั้ง 5 ตัวนี้ จะสอดคล้องกับวิชาเรียนในคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล หากมองย้อนกลับไปในช่วงที่ผมเรียนที่คณะสาธารณสุขศาสตร์เรื่องนี้ก็มีการพูดถึงบ้างแล้ว แต่ยังเป็นเพียงหลักการที่เป็นนามธรรมที่มองไม่เห็นว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ในอดีตภาพยังไม่ชัดเจน สิ่งที่ทำให้ความก้าวหน้า SDGs เกิดจากหลาย ๆ องค์กรให้ความสนใจด้านความยั่งยืน ตามหลักของ ESG ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) ด้านสังคม (Social) และด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Governance) จึงมีการดำเนินการด้านความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
ดร. กฤษฎา ประเสริฐสุโข.มีคติพจน์ที่สำคัญที่สื่อสารกับทีมงานใช้เป็นแนวคิดในการทำงาน คือ “ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ ถ้าเราตั้งใจจะทำ” โดยให้ถือหลักปฏิบัติ 4 ประการ ได้แก่ 1. ไม่กลัวงานยากและไม่ปฏิเสธงานใหม่ เมื่อได้รับโอกาสให้ทำสิ่งใหม่หรือสิ่งที่ยาก จงรับงานนั้นมาทำเพราะมันคือการเรียนรู้ 2. คิดวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางในการสร้างความสำเร็จ และเกิดประโยชน์ที่ดี เน้นกระบวนการคิด วิเคราะห์ โดยเริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหา จัดลำดับความสำคัญ การตัดสินใจ และวางแผนอย่างเป็นระบบเพื่อเป็นแนวทางการสร้างความสำเร็จ 3. ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง ต้องกล้าที่จะเปลี่ยน เพื่อให้เกิดผลที่ดีกว่าเสมอ ไม่ยึดกรอบเดิม ๆ เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน เวลาเปลี่ยนเราต้องเปลี่ยน ต้องปรับได้ให้เข้ากับยุคสมัย ไม่ยึดติดกับความสำเร็จเดิม ๆ 4. สร้างนวัตกรรม โดยการพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ ที่มีคุณค่า และแตกต่างจากสิ่งที่มีอยู่เดิม
ดร. กฤษฎา ประเสริฐสุโข กล่าวว่า ข้อดีของคณะสาธารณสุขศาสตร์ คือ การพัฒนาคนให้มีความรู้แบบกว้าง หรือเป็น Generalist เนื่องจากจะให้เรียนรู้หลาย ๆ ด้าน ซึ่งขอสรุปเรื่องสำคัญที่ได้เรียนรู้ 4 เรื่อง ได้แก่ 1. เรียนรู้เรื่องคน ทำให้เรามีความเข้าใจ กระบวนการคิดและการแสดงพฤติกรรมของคน 2. เรียนรู้เรื่องกลไกการเกิดโรคและการป้องกันโรค ซึ่งจะนำมาประยุกต์ใช้ ในกระบวนการคิด วิเคราะห์ และหาสาเหตุ เพื่อไปสู่การแก้ไขป้องกันอย่างเป็นระบบ 3. เรียนรู้พื้นฐานด้านวิศวกรรม การแก้ไขในปัญหาในโรงงานอุตสาหกรรมจำเป็นต้องใช้ความรู้ด้านวิศวกรรม ซึ่งการเรียนรู้หลักพื้นฐานด้านวิศวกรรมทำให้เข้าใจสภาพปัญหาอุตสาหกรรมได้ดีขึ้น และสามารถต่อยอดองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมได้ 4. เรียนรู้ด้านการบริหาร คณะสาธารณสุขศาสตร์สอนเรื่อการบริหารสาธารณสุข สามารถประยุกต์ใช้กับการบริหารงานในทุกหน้าที่ ทั้ง หัวหน้าแผนก ผู้จัดการศูนย์ จนถึงกรรมการผู้จัดการ ทำให้เราสามารถจัดลำดับความสำคัญของงาน และการวางแผนการทำงานได้เป็นอย่างดี และจากพื้นฐานความรู้ทั้ง 4 ด้านนี้ส่งผลให้ ดร.กฤษฎา ประเสริฐสุโข เติบโตเป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กรได้
ดร.กฤษฎา ประเสริฐสุโข ได้กล่าวถึงความภาคภูมิใจอย่างสูงสุดในฐานะ “ลูกพระราชบิดา” ได้ยึดหลักพระราชดำรัสใน สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก “ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง ลาภทรัพย์และเกียรติยศจะตกมาแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งวิชาชีพย์ไว้ให้บริสุทธิ์” รางวัลนี้สร้างความภาคภูมิใจให้กับผมเป็นอย่างมาก มีความหมายต่อผมมากกว่ารางวัล CEO ใด ๆ ที่เคยได้รับ เพราะผมรักความเป็นมหิดล มหาวิทยาลัยไม่ได้สอนให้ผมแค่จำ แต่สอนให้ผม “คิด วิเคราะห์ และสังเคราะห์” จนนำมาใช้ในการทำงานได้จริง ที่สำคัญรางวัลนี้ไม่ใช่ของผมเพียงคนเดียว แต่เป็นของเพื่อน ๆ ชาวสาธารณสุขศาสตร์ทุกคนที่ช่วยกันสนับสนุนและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันมาโดยตลอด รางวัลนี้จะเป็นกำลังใจให้ผมมุ่งมั่นสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติ สังคม และตอบแทนมหาวิทยาลัยอย่างเต็มความสามารถต่อไปครับ เป็นรางวัลที่ผมภาคภูมิใจที่สุดตั้งแต่ผมทำงานมา

