ไม่ได้คิดว่าเกษตรเป็นงานหนัก คิดแค่ว่าร่างกายเราเท่านี้ เราไม่ทำฝืนร่างกายตัวเอง เราเรียนรู้มาเรื่อยๆ ที่จะทำในระดับที่เพียงพอกับความสุขของเรา
-สุดารัตน์ ประเสริฐลาภ-
“เป้าการทำเกษตร ความสุขล้วนๆ และได้กินอาหารที่ปลอดภัย” สุดารัตน์ ประเสริฐลาภ หรือ ป้าหมอสาว วัย 62 ปี บอกถึงเป้าหมายบนเส้นทางเกษตรในช่วงบั้นปลายชีวิต ที่มี พิทักษ์ ประเสริฐลาภ วัย 67 ปี คู่ชีวิตและคู่คิดร่วมเคียงข้างบนพื้นที่ 2 ไร่ของ “สวนสบายใจเกษตรอินทรีย์” ต.บ้องตี้ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี
การเดินทางร่วมชั่วโมงจากตัวเมืองกาญจนบุรี ผ่านเส้นทางที่คดเคี้ยวแลเห็นเทือกเขาตะนาวศรีแนวพรมแดนธรรมชาติระหว่างไทย-เมียร์มาไม่กี่สิบกิโลเมตร เป็นความคุ้นชินของ ป้าหมอสาว ที่เติบโตและทำงานในพื้นที่มาตลอด ก่อนจะเกษียณในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ขณะที่ ลุงพิทักษ์ อดีตรองผู้บังคับกองร้อย ตชด.136 อำเภอไทรโยค แม้พื้นเพอยู่ต่างอำเภอ แต่พร้อมโยกย้ายปักหลักใช้ชีวิตหลังเกษียณที่นี่
“เราเห็นรุ่นพี่เกษียณไปแล้วไม่ได้ทำอะไร ได้แต่นั่งๆ นอนๆ เงินบำนาญไม่ได้มาก เราไม่อยากเป็นแบบนั้น ก็มาคุยกันว่าจะทำอะไรให้มีความสุขและเห็นตรงกันว่าต้องเรียนรู้ก่อนเกษียณ ร่างกายเรายังได้ ถ้าเราเตรียมตัวก่อน เกษียณแล้วเรามีผลผลิตได้กิน ได้แจกจ่ายเพื่อน ความสุขก็ตามมา พอมันเหลือ ได้ขายมีรายได้เล็กๆ น้อยๆ เราก็ตัดสินใจซื้อที่ทำสวนไว้ เวลาทำงานเครียดแล้วเข้าสวน มันมีความสุข เกิดความชอบ ถ้าไม่ชอบคงไม่เดินมาถึงวันนี้ ไม่ได้คิดว่าเกษตรเป็นงานหนัก คิดแค่ว่าร่างกายเราเท่านี้ เราไม่ทำฝืนร่างกายตัวเอง เราเรียนรู้มาเรื่อยๆ ที่จะทำในระดับที่เพียงพอกับความสุขของเรา”
ทั้งคู่เริ่มต้นจากปลูกสวนยางพาราบนเขาที่เมื่อถึงวันเกษียณได้สร้างรายได้ 4-5 หมื่นบาท/เดือน ตามด้วยส้มโอและมะขาม ไม้ผลที่ทุกวันนี้ให้เม็ดเงินตอบแทนกว่าแสนบาทต่อปี เหล่านี้เป็นดอกผลที่มาจากการเตรียมตัวก่อนเกษียณ ขณะที่พืชผักที่หวังปลูกไว้บริโภคเอง กลับพบจุดเปลี่ยนที่สำคัญของชีวิต
“ตอนที่เราดูแลสุขภาพชาวบ้านในพื้นที่ เจาะเลือดตรวจความเสี่ยงจากการได้รับสารเคมี เราพบว่าชาวบ้านมีความเสี่ยงสูง พอลองเจาะเลือดตัวเองก็มีความเสี่ยงเหมือนกัน เพราะเราก็ซื้อผักจากเกษตรกรมากิน”
ป้าหมอสาว และเพื่อนสมาชิกอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) จึงได้ชวนกันปลูกผักปลอดภัยเพื่อสุขภาพในนามกลุ่ม “เกษตรอินทรีย์สุขใจไทรโยค” โดยได้รับความรู้การทำเกษตรอินทรีย์จากตลาดสุขใจ (มูลนิธิสังคมสุขใจ สามพรานโมเดล) ก่อนที่จะได้ต่อยอดความรู้การผลิตผักสดอินทรีย์จาก สวทช. และมหาวิทยาลัยแม่โจ้[1] เมื่อปี พ.ศ. 2562
“ตอนรวมกลุ่มไม่มีความรู้ปลูกผักเลย ปลูกตามความรู้ดั้งเดิม ส่วนเกษตรอินทรีย์รู้แค่ว่าไม่ใช้ยาฆ่าแมลง แต่จริงๆ แล้วมันต้องเริ่มตั้งแต่ดินและน้ำ แล้วได้ไปเรียนที่ม.แม่โจ้ ได้ความรู้เยอะมาก รู้จักการปลูกผักตั้งแต่เพาะเมล็ด ก็ทำให้รู้ว่าเพาะลงตะกร้าแล้วเลือกไปลงถาดหลุม เราจะได้เลือกกล้าที่มีคุณภาพและรู้ว่าจะได้กี่ต้น ควบคุมปริมาณได้ ผลผลิตเห็นชัด เพราะเราได้เลือกต้นพันธุ์ที่ดี หรือการใช้วัสดุเพาะจากแหนแดง ไม่ต้องใช้พีทมอส ก็ลดต้นทุนเราได้”
หลังได้เปิดโลกการปลูกผักสดอินทรีย์ ป้าหมอสาว ไม่รีรอที่จะกลับมาส่งต่อความรู้ให้ ลุงพิทักษ์ พร้อมกับลงมือทำตามความรู้ที่ได้รับมาทุกขั้นตอน
“เป็นคนที่อยากเรียนรู้ว่าจะได้จริงมั้ย ก็ลองทำตามก่อน ถ้าทำผิดขั้นตอน ผลลัพธ์อาจไม่ดีก็ได้ เมื่อเห็นผลแล้วค่อยมาประยุกต์เข้ากับสภาพพื้นที่เรา”
[1] หลักสูตร “การผลิตผักสดและการผลิตเมล็ดพันธุ์ผักอินทรีย์คุณภาพดีไว้ใช้เอง” ความร่วมมือระหว่างสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สวทช. กับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ภายใต้โครงการการพัฒนาเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ ผู้ผลิตผักสดและเมล็ดพันธุ์ในชุมชน ผ่านกระบวนการให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางด้านเกษตรอินทรีย์ โดยจัดอบรมให้เกษตรกรเครือข่ายมูลนิธิสังคมสุขใจ สามพรานโมเดล
ขณะที่ ลุงพิทักษ์ บอกว่า ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ อย่างทำปุ๋ยหมักไม่พลิกกลับกอง ฟังแล้วก็คิดว่าจะเป็นไปได้หรือที่เอาเศษหญ้าเศษฟางมากองรวมๆ แล้วใส่มูลสัตว์จะได้เป็นปุ๋ย แต่ก็ลองทำตาม ทำแล้วก็ได้ปุ๋ยที่เอาไปใช้ได้จริง
“จากที่เราทำแบบชาวบ้าน มีวิธีการอีกอย่าง ก็คิดว่าจะเป็นไปได้เหรอ อย่างเตรียมแปลงพรวนดินขึ้นกองสามเหลี่ยม ตากไว้ 7 วัน ฆ่าไข่แมลง ใส่ปุ๋ยหมักก่อนปลูก ขั้นตอนเพิ่มขึ้นจากที่ชาวบ้านทำ แต่พอทำแล้วได้ผลผลิตดีกว่า ค่าใช้จ่ายก็น้อย เรียนรู้แล้วก็ต้องทำให้เห็นผลกับตาว่าได้ผลจริงมั้ย”
ด้วยความตั้งใจของทั้งคู่ที่นำความรู้มาใช้และปรับเปลี่ยนการผลิต ป้าหมอสาว และ ลุงพิทักษ์ ได้มีโอกาสเรียนรู้การปลูกมะระอินทรีย์ในโรงเรือนปลูกพืชต้นทุนต่ำเพื่อส่งตลาดสุขใจ รวมถึงการได้สิทธิต่อยอดความรู้การผลิตมะเขือเทศอินทรีย์ หลักสูตรภายใต้ Training Hub ของ สวทช. และมหาวิทยาลัยแม่โจ้อีกด้วย
“ตอนนั้นตลาดต้องการมะระอินทรีย์ ไม่ค่อยมีใครปลูกเพราะทำยาก ต้องใช้เวลา เราอยากลองปลูก ก็ได้ความรู้หลายอย่าง ต้องทำให้ดินร่วนซุย ดูแลแปลงไม่ให้มีหญ้าเพราะจะเป็นที่อยู่ของแมลง เวลามะระออกผลแล้วต้องห่อ เราทำได้ดีก็ถือว่าประสบความสำเร็จ ส่วนมะเขือเทศซันไชน์[2]ให้ลุงพิทักษ์ไปเรียน กลับมาก็ลองทำ ตอนแรกยังไม่มั่นใจเพราะไม่เคยทำ ใช้ปุ๋ยหมักผสมแกลบ ต้นงามมาก ตัดแต่งกิ่ง ตัดแขนง ได้ผลผลิตเยอะ เหลือกินก็ได้แจกและได้ขาย ลูกค้าบอกว่าผลผลิตอร่อย ไม่เหมือนที่อื่น”
การเปิดรับความรู้และปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับพื้นที่และความพร้อมของทั้งคู่ ทำให้พื้นที่ 2 ไร่ยกระดับเป็น “ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ระดับชุมชน” ของ สวทช. และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่มีฐานเรียนรู้การใช้โรงเรือนปลูกพืชต้นทุนต่ำ การผลิตปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกอง การเพาะเลี้ยงแหนแดงเพื่อทำวัสดุเพาะกล้า การเพาะกล้าผัก และการเลี้ยงชันโรง
[2] ปรับปรุงสายพันธุ์โดยนักวิจัยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) มีจุดเด่นต้านทานโรคใบหงิกเหลือง
“ความรู้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการปลูกผัก เราต้องปรับปรุงการปลูกตลอดเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี ความรู้ได้มาจากหลายที่ เราต้องมาลองทำว่าได้ผลจริงมั้ย เเล้วเอามาใช้ผสมผสานให้เหมาะกับเรา”
ผลผลิตจากยางพารา ส้มโอและมะขาม มีตลาดรับซื้อชัดเจน แต่สำหรับพืชผัก ป้าหมอสาว เน้นปลูกให้หลากชนิด และเลือกชนิดพืชผักจากความถนัดปลูก ฤดูกาล และความต้องการของลูกค้าในพื้นที่
“ทำผักเหนื่อยสุด ต้องดูแล บางทีทำแล้วไม่ได้กิน แมลงลง จะไม่ทำล่ะ แต่ก็กลับมาทำเพราะมันมีความสุข เราปลูกสลัดมาตั้งแต่แรกก็ค่อนข้างชำนาญ ผักอื่นมีกวางตุ้ง คะน้า ต้นหอม มีผักหลากหลายทำให้ได้ขายตลอด คนกินไม่เบื่อ ตอนนี้เน้นพรีออเดอร์ เพราะผลผลิตไม่พอ ลูกค้ามาซื้อที่สวนหรือไม่เราก็ไปส่งในพื้นที่ เราไม่ได้ทำเยอะ ไม่ทำจนเกินกำลังเรา หมดก็ปลูกใหม่ การตลาดถ้าคิดทำขายก็จำเป็น แต่ถ้าทำเพื่อความสุขก็ไม่ค่อยจำเป็น เราทำด้วยความสุข ชาวบ้านรู้ก็เข้ามาหาเราเอง”
# # #
สวนสบายใจเกษตรอินทรีย์
ต.บ้องตี้ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี
โทรศัพท์ 0 89919 8056
www.facebook.com/สวนสบายใจเกษตรอินทรีย์
(ข้อมูลสัมภาษณ์เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569)
