“ถ้าไม่เจอความรู้ การทอผ้าก็คงอยู่แบบดั้งเดิม ไม่ได้พัฒนาลาย พัฒนาสี การพัฒนาทำให้คนรู้จักเรามากขึ้น มีลูกค้าเข้ามา สร้่างรายได้ให้เรา” แสงมณี โคตรเจริญ ประธานวิสาหกิจชุมชนปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าบ้านอุ่มแสง ตำบลดู่ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ สะท้อนมุมมองความรู้กับงานทอผ้าไหม หัตถศิลป์ที่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชาวอีสานใต้มาเนิ่นนาน

“เราโตมากับแม่ที่ทำงานผ้าทั้งทอและมัดหมี่ แต่ก่อนไม่ค่อยชอบเพราะเป็นงานละเอียดอ่อน แม่ก็คะยั้นคะยอให้ทำ เขาว่าถ้ามัดหมี่เป็นจะมีคนจ้าง มีรายได้ ก็จริงอยากที่แกบอก พอทำจริง งานมัดหมี่ให้รายได้ที่ดีอยู่ และยิ่งไม่มีแม่แล้ว ก็อยากสืบทอดงานทอผ้าให้แก เป็นงานที่แกรัก”

บ้านอุ่มแสงเป็นหมู่บ้านทอผ้าไหมมาช้านาน จากที่ทอผ้าเพื่อนุ่งห่มหรือเป็นของชำร่วยในงานบุญ ขยับขยายสู่การทอผ้าสร้างรายได้ ทุกวันนี้ยังมีครัวเรือนที่ยึดงานทอผ้าไหมเป็นอาชีพหลัก และยังคงวิถีดั้งเดิมตั้งแต่เลี้ยงไหม สาวไหม และใช้กี่ทอผ้าที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น กลายเป็นเสน่ห์ที่แฝงอยู่ในงานผ้าไหมบ้านอุ่มแสง

แสงมณี ซึมซับงานทอผ้าไหมทุกขั้นตอนจากแม่ รวมถึงการย้อมสีธรรมชาติจากมะเกลือ เข ครั่ง หรือแม้แต่การใช้ขี้เถ้าฟอกไหม เมื่องานทอผ้าไหมในชุมชนเริ่มขยับจากวิถีเป็นอาชีพ แสงมณี จึงรวมกลุ่มชาวบ้านจัดตั้งเป็น “วิสาหกิจชุมชนปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าบ้านอุ่มแสง” เมื่อปี พ.ศ. 2559 เพื่อนำสินค้าไปจำหน่ายร่วมกัน เปิดโอกาสทางการตลาดและเปิดโอกาสรับความช่วยเหลือด้านต่างๆ จากหน่วยงานรัฐ

ในช่วงปี พ.ศ. 2562 แสงมณี เริ่มย้อมผ้าไหมจากดินทุ่งกุลาเพื่อพัฒนาเป็น “ผ้าศรีกุลา” หนึ่งในผ้าทอเบญจศรี[1] ของจังหวัดศรีสะเกษ ไม่เพียงพบว่าสีดินทุ่งกุลาที่จับเส้นไหมได้ดีต้องเป็นดินจากลำห้วยน้ำเค็มแห่งบ้านอุ่มแสง หากยังเป็นจุดเริ่มให้เธอได้รับความรู้และเทคโนโลยีจาก สวทช.

“ดินทุ่งกุลาแต่ละที่ไม่เหมือนกัน ดินจากลำห้วยน้ำเค็มเป็นดินเหนียวสีออกดำ เอามาย้อมแล้วจับเส้นไหมดี แต่สีไม่สดใส สวทช. มาเอาดินไปทดลอง ตรวจคุณภาพดิน แล้วก็ให้คำแนะนำวิธีย้อม ส่วนผสม และการใช้มอร์แดนท์ที่ช่วยให้สีติดดี เช่น น้ำปูนใส น้ำมะขาม น้ำขี้เถ้า ซึ่งไม่เคยรู้มาก่อน หรือแม้แต่การหมักดินไว้ 1-2 วัน ให้ดินนุ่ม แล้วค่อยกรองเอาน้ำดินมาใช้ ช่วยเราประหยัดเวลาจัดการดินได้”  

การใช้มอร์แดนท์ (mordant) สารช่วยติดสีจากวัสดุใกล้ตัว เป็นความรู้ใหม่ที่ทำให้เส้นไหมมีสีสวยสม่ำเสมอ เช่นเดียวกับการใช้เอนไซม์ลอกกาวไหม[2] ที่ทำให้เส้นไหมไม่แตกและติดสีได้ดีเมื่อนำไปย้อม

“ความรู้เรื่องมอร์แดนท์ทำให้สีสดใส สว่าง ย้อมดินแล้วมาแดนท์กับน้ำปูนใส หรือสารส้ม ทำให้ได้สีสดใส สีเสมอไม่ด่าง ต้นทุนไม่ได้เพิ่ม น้ำปูนได้จากเปลือกหอยแครงเผา ขี้เถ้าก็มีอยู่ ส่วนเอนไซม์ใช้ลอกกาวไหมได้ดี ใช้ง่าย แช่ไหมไว้แล้วมาต้ม ใช้เวลาไม่นาน แต่ก่อนใช้ด่างฟอกไหมสำเร็จ ต้มนานเป็นวัน เส้นไหมที่ฟอกด่างไม่สวย เส้นไม่กลม”

[1] ผ้าทอประจำจังหวัดศรีสะเกษที่นำวัสดุธรรมชาติที่เป็นอัตลักษณ์สำคัญของจังหวัด 5 ชนิด มาย้อมไหมหรือฝ้าย แล้วพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าชุมชน ผ้าทอเบญจศรี ประกอบด้วย ผ้าทอศรีลาวา (ย้อมด้วยดินลาวาภูเขาไฟ) ผ้าศรีกุลา (ย้อมด้วยดินจากทุ่งกุลาร้องไห้) ผ้าศรีมะดัน (ย้อมจากเปลือกไม้มะดัน) ผ้าศรีลำดวน (ย้อมจากใบลำดวน) และผ้าศรีมะเกลือ (ย้อมจากผลมะเกลือ)
[2] ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเอนไซม์เอนอีซ (ENZease) ซึ่งพัฒนาขึ้นสำหรับลอกแป้งและกำจัดสิ่งสกปรกบนผ้าฝ้ายหรือเส้นใยฝ้าย ต่อมาได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเอนไซม์ซิลค์โปร (SilkPro) สำหรับลอกกาวไหมโดยเฉพาะ

นอกจากสีดินทุ่งกุลาสู่ผ้าอัตลักษณ์ประจำจังหวัดแล้ว แสงมณี และสมาชิกกลุ่มฯ ยังได้เรียนรู้การย้อมสีธรรมชาติจากพืชในท้องถิ่น เช่น ใบสัก ใบแสง รวมถึงการออกแบบลายผ้าอัตลักษณ์ “อุ่มแสง 1”[3] เป็นลายผ้าประจำกลุ่ม

“ภูมิใจที่มีลายผ้าเป็นของตัวเอง มัดแล้วคนก็ชอบ คนได้รู้จักบ้านเรา ลายจะเป็นต้นแสงซึ่งที่นี่เคยมีอยู่เยอะ เป็นไม้พุ่มขนาดใหญ่ แต่เดี๋ยวนี้เหลือน้อยลง สวทช. มาช่วยกลุ่มเรามาก ทำให้กลุ่มประสบความสำเร็จ ซึ่งครั้งนึงเราได้ย้อมสีธรรมชาติจากใบสัก มอร์แดนท์สารส้ม ได้สีออกแดงชมพู นำไปทอลายอัตลักษณ์ต้นแสง ผ้าผ่านมาตรฐานนกยูง และได้มีโอกาสทูลเกล้าฯ ถวายกรมสมเด็จพระเทพฯ”

“ลายอุ่มแสง 1” เป็นอีกหนึ่งลายผ้าที่สมาชิกทั้ง 40 คนของกลุ่มฯ นำไปถักทอสร้างชิ้นงานผ้าไหมทอมือ ในขณะที่การย้อมสีธรรมชาติ มีสมาชิกหลายคนเริ่มให้ความสนใจ มาช่วยกันย้อมแล้วแบ่งเส้นไหมกันไปทอ

“มีสมาชิกทำผ้าย้อมสีธรรมชาติประมาณ 10 คน เราก็ให้ข้อมูลกับคนอื่นๆ เดี๋ยวนี้ตลาดต้องการผ้าย้อมสีธรรมชาติมากขึ้น ทำยากกว่า แต่ราคาเพิ่ม ตัวเราเองก็ชอบ เวลาใส่ก็ปลอดภัย”

ผ้าไหมทอมือสีธรรมชาติของ แสงมณี ราคาเริ่มต้นที่ 4,500 บาท (2 เมตร) และขึ้นอยู่กับลายผ้า แม้ปัจจุบัน แสงมณี จะมีภารกิจงานปกครองในพื้นที่ด้วย แต่เธอยังยึดมั่นที่จะสืบสานงานทอผ้าของแม่ และตั้งเป้าพัฒนางานผ้าทอให้ได้ผ้าไหมมัดหมี่ระดับ OTOP 5 ดาว ตรวจผ่านมาตรฐานนกยูงทองทุกผืน รวมถึงต้องผ่านมาตรฐานอุตสาหกรรมจังหวัดในกลุ่มสิ่งทอ ซึ่งเป็นเครื่องการันตีคุณภาพผ้าไหม สร้างความมั่นใจให้ลูกค้า และที่สำคัญสร้างความภาคภูมิใจให้แม่ของเธอ

“ถ้าแม่ยังอยู่แม่คงภูมิใจมากที่ลูกคนนี้สานต่อภูมิปัญญาสืบทอดแทนแม่ได้ เวลาได้รางวัล ยิ่งคิดถึง รักแม่มากเท่าไรก็รักอาชีพทอผ้ามากเท่านั้น”

[3] ประกอบด้วย ต้นแสงและใบแสง สื่อถึงความอดทนของต้นแสงที่สามารถเติบโตในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ มีนัยถึงความอดทนและขยันขันแข็งชองชาวบ้านอุ่มแสง ดอกต้นแสง ความงดงามที่ซ่อนอยู่ในความเรียบง่าย เป็นตัวแทนของความหวัง ความเบ่งบาน และพลังของการเริ่มต้นใหม่ ลำน้ำมูล สายน้ำแห่งชีวิตที่หล่อเลี้ยงทุกชีวิตในพื้นที่ สะท้อนถึงความสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างผู้คนและธรรมชาติ

# # #

ที่มา : หนังสือ “วิทย์พลิกชีวิต เปลี่ยนวิธีคิด ปรับวิธีทำ สู่นวัตกรรมเกษตรยั่งยืน”. สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร. 2569.

สานต่อภูมิปัญญา “ผ้าไหมบ้านอุ่มแสง” ด้วยความรู้และเทคโนโลยี