เรื่องโดย ผศ. ดร.ป๋วย อุ่นใจ
“น้องป๋วยครับ สำหรับสาระวิทย์ฉบับเดือนมีนาคมเป็นธีมเรื่อง Zero Waste เพื่อร่วมฉลอง International Day of Zero Waste นะครับ …” ข้อความจากกองบรรณาธิการนิตยสารสาระวิทย์เด้งขึ้นมาในเมสเซนเจอร์ของผม
“เรื่องนี้ก็น่าสนใจ” ผมคิดก่อนที่จะส่งกระต่ายยิ้มกลับไปเพื่อเป็นการตอบรับ
ธีมเล่มนี้น่าสนใจดี เพิ่งรู้ว่ามีวันเฉลิมฉลองขยะเป็นศูนย์ด้วย …แต่ในความเป็นจริง วันนั้นไม่น่าจะมีจริงนะ เพราะไม่ว่าจะอย่างไรของเสียก็มีเสมอ วันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่องค์กรระดับโลกอย่างสหประชาชาติ หรือ United Nations นั้นตั้งขึ้นมาเพื่อให้ความสำคัญกับการจัดการของเสีย ปีนี้เน้นไปในแง่ของการจัดการของเสียจากอาหารที่มีมากมายมหาศาลในแต่ละวัน จากข้อมูลแต่ละปีพบว่า เราทิ้งขยะอาหารที่จริง ๆ ควรจะยังกินได้อยู่ไปมากกว่าหนึ่งพันตัน หรือเกือบจะหนึ่งในห้าของอาหารทั้งหมดที่มีขายในตลาด นับว่าน่ากังวลทั้งกับมวลชนและสิ่งแวดล้อม
ในขณะที่จำนวนมนุษย์เพิ่มขึ้นราวติดจรวด ในขณะที่พืชพรรณธัญญาหารที่ผลิตได้นั้นลดลงอย่างฮวบฮาบเนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน แถมอุณหภูมิโลกก็พุ่งขึ้นจากคาร์บอนที่ปล่อยกันอย่างไม่บันยะบันยัง จนตอนนี้แทบมองไม่เห็นเพดานว่าสถานการณ์โลกร้อนจะไปหยุดที่ไหน อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นนี้ก็จะย้อนกลับมาซ้ำเติมวิกฤตอาหารและภาวะอาหารขาดแคลนให้ยิ่งร้ายแรงไปยิ่งกว่าเดิม ถ้ามองว่าในยามนี้ สถานการณ์สาหัสก็คงจะไม่ผิด และก็คงจะไม่น่าแปลกใจหากจะมีการรณรงค์เพื่อให้ผู้คนตระหนักและคิดร่วมด้วยช่วยกันที่จะทำให้สถานการณ์บรรเทาทุเลาลงบ้าง
ที่จริงพอพูดถึง Zero Waste ผมนึกย้อนถึงอะไรหลายอย่าง ตั้งแต่ตอนเรียนไปจนถึงตอนที่ทำงานอยู่ที่ห้องปฏิบัติการแห่งชาติลอเรนซ์ เบิร์กลีย์ กระทรวงพลังงาน สหรัฐอเมริกา จำได้ว่าตอนนั้นผมสนใจเรื่องพลังงานสะอาดอยู่และได้เห็นเรื่องราวงานวิจัยและโครงการน่าสนใจมากมายเกี่ยวกับพลังงานสะอาด พลังงานทดแทนเซลลูโลสิก พลังงานธัญพืช พลังงานสาหร่าย การสังเคราะห์แสงเทียม แบตเตอรี่ยุคใหม่ไปจนถึงการปฏิวัติวัฏจักรคาร์บอน ซึ่งเป็นเรื่องที่แม้จะเริ่มคุยกันอย่างแพร่หลายในวงการวิจัย แต่ในเมืองไทยกลับแทบไม่มีใครพูดถึง ผมเลยเสนอตัวเขียนเรื่องราวพลังงานยุคใหม่เผยแพร่ลงในคอลัมน์ Green Energy ของนิตยสารสารคดีในตอนนั้น
บทความเรื่อง “นวัตกรรมสู่ความเป็น 0” ที่ผมเคยเขียนลงนิตยสารสารคดีเมื่อเกือบสิบห้าปีก่อน แว่บเข้ามาในหัว ทำไมน่ะหรือครับ เพราะว่าบทความนั้นเขียนถึงบริษัทสตาร์ตอัปที่พัฒนาเทคนิคการประยุกต์ใช้กากของเสียนิวเคลียร์อย่างยูเรเนียม 238 ที่ปกติถูกทิ้งให้เป็นขยะกัมมันตรังสีมากมายมหาศาลมาผลิตพลังงานใหม่ อีกทั้งยังพัฒนาระบบคูลลิงแบบไม่ปล่อยแก๊สเรือนกระจกอีกด้วย เทคโนโลยีนั้นเกิดขึ้นโดยสตาร์ตอัปดาวรุ่งแห่งวงการพลังงานที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2006 ชื่อ เทอร์ราพาวเวอร์ (Terrapower) แต่ในตอนเมื่อราวสิบกว่าปีก่อนนั้นอยู่ ๆ ก็ได้แสงขึ้นมาแบบเต็ม ๆ เพราะบิล เกตส์ (Bill Gates) เจ้าพ่อสายเทคชื่อดังออกมาช่วยปั่นกระแสในเท็ดทอล์กของเขา ทำให้ทั่วโลกเริ่มหันมาสนใจเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กของเทอร์ราพาวเวอร์กันมากขึ้น
นี่คือกุญแจสำคัญในการจัดการสถานการณ์ในยามนี้ การใช้ทรัพยากรอย่างทรงคุณค่า เอาให้คุ้มที่สุด แบบรีดออกมาให้หมด ไม่ให้เหลือทิ้งเป็นขยะ และจะยิ่งดีขึ้นไปอีกถ้าสามารถเอามาใช้แบบหมุนเวียนได้
สาเหตุที่เกตส์สนับสนุนเทอร์ราพาวเวอร์อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู เพราะบริษัทนี้ก่อตั้งขึ้นมาโดย นาทาน มีหร์วอลด์ (Nathan Myhrvold) หนึ่งในอดีตนักวิจัยคู่ใจของเกตส์จากไมโครซอฟท์ แต่แม้เทคโนโลยีของพวกเขาจะน่าสนใจ แต่เมื่อพูดถึงนิวเคลียร์ก็ถือว่ายังมีข้อกังวลอยู่ค่อนข้างเยอะในด้านการยอมรับจากภาคประชาสังคม เพราะแค่ได้ยินว่าเป็น “ยูเรเนียม” หรือ “นิวเคลียร์” หลายคนก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบแล้วจากเรื่องราวหายนะภัยในอดีตเมื่อราว 40 ปีก่อนอย่าง “เชอร์โนบิล” แม้ว่าเตาปฏิกรณ์ของเทอร์ราพาวเวอร์จะจัดการและควบคุมได้ง่ายกว่าเตาปฏิกรณ์ขนาดใหญ่มากและโอกาสที่จะเกิดเหตุหายนะภัยนั้นเป็นไปได้ยากมาก (ก ไก่ล้านตัว)
แต่แม้โอกาสเกิดเหตุไม่คาดฝันจะน้อยเสียจนแทบเป็นศูนย์ แต่ใครเล่าจะรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า อย่างไรคนก็จะกลัวไปก่อน และนั่นทำให้ยังมีผู้คนออกมาต่อต้านอยู่มากพอประมาณ แต่เทคโนโลยีนี้ถ้าทำออกมาได้จริงและเอามาใช้ได้อย่างปลอดภัยก็น่าสนใจเพราะอาจจะเป็นอีกหนึ่งในทางเลือกที่ตอบโจทย์ที่สุดของวงการพลังงาน ทั้งกำจัดของเสียอันตราย แถมยังได้พลังงานอีกนับอสงไขย
ส่วนตัวผมชอบประเด็นนี้อยู่ไม่น้อย เพราะในโลกของฟิสิกส์นิวเคลียร์ เราไม่ค่อยได้ยินคำว่า Zero Waste กันบ่อยนัก ของเสียในโลกนั้นมักถูกมองเป็นปัญหามากกว่าจะเป็นทรัพยากรที่ยังเอามาใช้หมุนเวียนได้ แต่ถ้ามองข้ามไปที่วงการเทคโนโลยีชีวภาพและการเกษตร ภาพการนำของเสียออกมาใช้งานกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ที่นั่น “ของเสีย” แทบไม่เคยได้เป็นของเสียจริง ๆ
ในทางการเกษตร พวกชาวนาและเกษตรกรต่างก็รู้เรื่องนี้มาเนิ่นนานแล้ว ก่อนที่คำว่าเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) จะบัญญัติขึ้นเสียอีก
การออกแบบฟาร์มผสมแบบดั้งเดิมที่เลี้ยงหมูหรือไก่ไว้เหนือบ่อปลาเพื่อให้สัตว์ปล่อยมูลลงน้ำกลายเป็นอาหารปลา หรือการปลูกพืชแบบอะควาพอนิกส์ (aquaponics) ก็ใช้หลักคิดเดียวกัน เพียงเปลี่ยนรูปแบบให้ร่วมสมัยขึ้น เลี้ยงปลาร่วมกับพืช ให้ปลาถ่ายออกมาเป็นอาหารให้กับพืช ส่วนพืชช่วยกรองน้ำให้ปลา เป็นวงจรเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ หมุนเวียนไปอย่างเงียบ ๆ


การปลูกพืชแบบอะควาพอนิกส์
บางฟาร์มก้าวไปไกลกว่านั้น เช่นเลี้ยงหมูเอาขี้หมูส่งเข้าถังหมัก (bioreactor) หมักให้เป็นแก๊สชีวภาพ (biogas) เพื่อให้พลังงานในฟาร์ม ส่วนกากจากกระบวนการหมักนั้นก็ส่งต่อไปเป็นปุ๋ยซึ่งก็เอาไปบำรุงพืชอาหารอย่างเช่น มันสำปะหลัง พอพืชโตก็เก็บเกี่ยวเอามาใช้เป็นอาหารหมูอีกครั้ง และแน่นอน เมื่อหมูถ่ายออกมาก็เอาไปหมักต่อ
วงจรหนึ่งจบลง อีกวงจรก็จะเริ่มใหม่… หมุนเวียนไปเรื่อย ๆ
ที่จริง ในวงการวิชาการก็มีนวัตกรรมที่เล่นกับแนวคิดนี้เอาไว้เช่นกันอย่างน่าสนใจ เช่น นวัตกรรมถังหมักแก๊สชีวภาพแบบไร้ออกซิเจนที่พัฒนาโดยทีมของ ศ. ดร.พิมพ์ใจ ใจเย็น และ ผศ. ดร.ธัญญพร วงศ์เนตร จากสถาบันวิทยสิริเมธีที่สามารถเปลี่ยนขยะครัวเรือนให้กลายเป็นทั้งแก๊สชีวภาพและสารบำรุงพืชที่เรียกว่า “ถังสุดดี” (Suzdee)
หรือผลงานของทีม รศ. ดร.ทวีชัย อมรศักดิ์ชัย จากมหาวิทยาลัยมหิดล ที่มองเห็นคุณค่าในใบสับปะรดซึ่งเป็นของเหลือทิ้งจากไร่ เอามาสกัดเส้นใย เอามาประยุกต์ใช้สารพัด ตั้งแต่บำบัดน้ำเสีย ไปจนถึงเอามาพัฒนาต่อเป็นวัสดุหนังสังเคราะห์ แทนที่จะกำจัดทิ้งไปเป็นขยะ ของที่เคยถูกเผาทิ้ง จึงกลายเป็นวัสดุแห่งอนาคต
ในโลกของเคมี โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมี แนวคิดแบบเดียวกันยกระดับขึ้นไปอีกขั้น น้ำมันดิบหนึ่งถังแทบไม่มีอะไรถูกทิ้ง ทุกโมเลกุลได้รับการจัดวางให้มีบทบาทของมัน ผ่านกระบวนการกลั่นลำดับส่วน น้ำมันดิบถูกแยกออกเป็นผลิตภัณฑ์นานาชนิด ตั้งแต่น้ำมันเบนซิน ดีเซล เคโรซีน แก๊สหุงต้ม พลาสติก น้ำมันหล่อลื่น ตัวทำละลาย ไปจนถึงสารเคมีอีกนับไม่ถ้วน กระบวนการสกัดนี้เรียกว่า กระบวนการกลั่นน้ำมัน (refinery process)
น้ำมันดิบหนึ่งถังถูกแยกออกเป็นผลิตภัณฑ์มากมาย ราวกับว่าในของเหลวสีดำข้นนั้นมีสิ่งของหลายชิ้นซ่อนอยู่ เพียงรอให้มนุษย์ค่อย ๆ แยกมันออกมา
แนวคิดเดียวกันนี้กำลังเดินทางข้ามสาขาวิชา จากอุตสาหกรรมพลังงานมาสู่โลกของชีววิทยาสังเคราะห์และเทคโนโลยีชีวภาพ
กระบวนการนี้เรียกว่า ไบโอรีไฟเนอรี (biorefinery) ถ้าแปลไทยแบบตรงไปตรงมาก็คงประมาณว่า “กระบวนการกลั่นชีวภาพ”
แนวคิดก็คล้ายเดิม คือ พยายามดึงคุณค่าของทุกส่วนออกมาให้มากที่สุด เหมือนกับการบอกว่า ในชีวมวลหนึ่งก้อนนั้นอาจมีเรื่องราวมากกว่าที่เรามองเห็น

แผนภาพแนวคิดของกระบวนการไบโอรีไฟเนอรีที่แปรรูปชีวมวลให้เป็นผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง
ลองนึกถึงโรงงานเพาะเลี้ยงสาหร่าย ในขั้นแรก สกัดน้ำมันออกมาเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ ถัดมาอาจแยกวิตามินหรือสารออกฤทธิ์บางชนิดเพื่อนำไปใช้ทางการแพทย์ เมื่อสิ่งเหล่านั้นถูกดึงออกไปแล้ว สาหร่ายยังไม่หมดคุณค่า อาจยังมีรงควัตถุที่นำไปใช้ในเครื่องสำอางได้ และเมื่อทุกอย่างถูกสกัดออกไปเกือบหมด ซากเซลล์ที่เหลือก็ยังนำไปใช้เป็นชีวมวลเพื่อผลิตพลังงานต่อได้อีก
เหมือนกับการอ่านหนังสือหนึ่งเล่มซ้ำหลายครั้ง ทุกครั้งเรามักจะพบอะไรบางอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ผมเชื่อว่าในอนาคตเทคโนโลยีลักษณะนี้คงจะเติบโตขึ้นอีกมาก เพราะสิ่งที่เราเคยเรียกว่า “ของเสีย” อาจไม่ได้ไร้ค่าอย่างที่คิด
บางทีมันอาจเป็นเพียงทรัพยากรที่เรายังมองไม่เห็นคุณค่าเท่านั้นเอง และก็เป็นไปได้เหมือนกันว่าในกองของเสียเหล่านั้นอาจมีขุมทรัพย์ซ่อนอยู่
ขุมทรัพย์ที่วันหนึ่งอาจช่วยให้มนุษย์ประคองตัวผ่านโลกที่เต็มไปด้วยความเปราะบางในเวลานี้ไปได้
บางทีคำตอบของอนาคตอาจซ่อนอยู่ในสิ่งที่เราเคยมองข้ามมาตลอดก็ได้ และท้ายที่สุด คงไม่มีอะไรที่เป็นขยะ !!
และวันนั้นภารกิจ Zero Waste คงเป็นจริง

