เรื่องโดย ดร.ประหยัด นันทศีล
ทุกครั้งที่เกิดสงครามครั้งใหญ่ระหว่างประเทศคู่ขัดแย้งหรือสงครามโลกก็ล้วนมีผลกระทบต่อทุกวงการ รวมถึงวงการธรณีวิทยา ส่วนผลกระทบดังกล่าวจะเป็นผลด้านลบหรือด้านบวกนั้น ตามมาดูกันครับ
สงครามทำให้ราคาของโลหะต่าง ๆ พุ่งสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโลหะมีค่าจำพวกทองคำหรือโลหะพื้นฐานที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมทางทหารและอุตสาหกรรมอุปกรณ์ไอทีทั้งหลาย เช่น ทองแดง เหล็ก ตะกั่ว ดีบุก พลวง มีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้ราคาของแร่โลหะเหล่านี้พุ่งทยานสูงกว่าสภาวการณ์ปกติ
ปัจจัยแรก ความต้องการใช้เพื่อสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์ ทั้งกระสุน จรวด หัวรบ ปืน ปืนใหญ่ รถถัง โดรน ยูเอวีชนิดต่าง ๆ ซึ่งล้วนต้องใช้วัสดุทางธรณีเป็นโครงสร้างหลัก ยังรวมถึงอุปกรณ์ประจำตัวทหาร เป็นต้นว่า ชุดเกราะกันกระสุน สารเคลือบผิวเพื่อให้หลบการตรวจจับ ตอนท้ายของบทความจะยกตัวอย่างแร่ที่มีความจำเป็นอย่างมากเป็นพิเศษในยุคแห่งสงครามสมัยใหม่นี้
ปัจจัยที่สองคือ การเข้าถึงแหล่งผลิตที่ยากขึ้น หลายพื้นที่หรือภูมิภาคที่เกิดความขัดแย้งเป็นแหล่งผลิตหลักของแร่โลหะสำคัญ ทำให้มูลค่าของแร่ที่ผลิตจากภูมิภาคเหล่านั้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างแร่ดีบุกและพลวงนั้นปกติแล้วผลิตจากประเทศเมียนมาร์ อินโดนีเซีย ภูมิภาคอเมริกาใต้ หรือแอฟริกา ทีนี้พอบางประเทศ เช่น อินโดนิเซีย มีนโยบายไม่ส่งออกแร่ดิบเพราะต้องการเก็บไว้ใช้ผลิตสินค้าไฮเทคพวกเซมิคอนดักเตอร์และไมโครชิปหรือแบตเตอรี่ในประเทศ พูดง่าย ๆ คือขอแปรรูปให้เป็นสินค้าราคาสูงก่อนแล้วค่อยส่งออกเป็นผลิตภัณฑ์เลยดีกว่า นโยบายนี้ของอินโดนีเซียทำให้แหล่งวัตถุดิบยิ่งมีน้อยลงไปอีก ครั้นจะไปเอามาจากแอฟริกาหรืออเมริกาใต้ก็ต้องเพิ่มค่าขนส่ง ค่าประกันต่าง ๆ อีกจิปาถะ ต้นทุนก็สูงขึ้น
หันมามองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มีเพียงประเทศเมียนมาร์ที่อุดมไปด้วยดีบุกและพลวง ขณะที่ดีบุกในประเทศไทยนั้นก็ไม่ถึงขนาดไม่มีเลย แต่ของที่มีอยู่นั้นไม่คุ้มกับการเปิดทำเหมือง เนื่องจากดีบุกถูกกำกับด้วยพระราชบัญญัติแร่พิเศษ ไหนยังต้องฟันฝ่ากับกระแสต่อต้านจากมวลชน และที่สำคัญคือการจ่ายเบี้ยบ้ายรายทางอีกมากมาย ทั้งภาษีสีขาว สีเทา และสีดำ นักลงทุนคิดแล้วอย่างไรก็ไม่คุ้ม ดังนั้นลืมไปได้เลยที่จะทำเหมืองดีบุกในประเทศไทยครับ
ส่วนแร่พลวงก็มีเพียงไม่กี่แห่งที่คุ้มค่าและอยู่ในเกณฑ์ที่ทำได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ก็อีกนั่นแหละ ยังต้องฝ่าด่านอรหันต์อีกเยอะกว่าจะบรรลุความฝัน ทำให้ ณ ปัจจุบันแหล่งที่มาของแร่พลวงในภูมิภาคนี้ส่วนใหญ่มาจากเมียนมาร์และกัมพูชาซึ่งก็มาถูกซ้ำเติมให้ยากยิ่งขึ้นไปอีกจากเหตุการณ์กวาดล้างจีนเทาและความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ยิ่งของหายากเพียงใดราคาก็ยิ่งทยานสูงขึ้น ในกรณีของเมียนมาร์เองแหล่งแร่พลวงส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่สู้รบระหว่างชนกลุ่มน้อยกับรัฐบาลกลางเสียด้วย นั่นยิ่งทำให้การเข้าถึงยากลำบาก แถมยังมีอุปสรรคจากสภาพถนนที่ไม่ดีเท่าไรนัก ดังนั้นในหน้าฝนเช่นนี้เหมืองส่วนใหญ่จึงเลือกทำเก็บเป็นกองไว้เพื่อรอให้ฝนหมดฤดูแล้วค่อยขนออกมา ถามว่าถึงตอนนั้นราคาจะยังดีอยู่เหรอ ตอบได้เลยว่ายังดีแน่นอนครับ เพราะประเทศมหาอำนาจทั้งจีนและยุโรปต่างต้องการแร่ตัวนี้มากพอ ๆ กับดีบุกและทองคำ
การเก็งกำไรและการถ่ายโอนทรัพย์ไปสู่รูปของทองคำที่มูลค่าเสถียร ไม่เฟ้อ ไม่เสื่อมราคา ซึ่งต่างกับพันธบัตรรัฐบาล หรือเงินสกุลต่าง ๆ ดังนั้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ราคาทองคำจึงพุ่งทยานไม่หยุดนับตั้งแต่สงครามรัสเซีย-ยูเครน ต่อเนื่องด้วยอิสราเอล-ปาเลสไตน์ และล่าสุดอิสราเอล-อิหร่าน นี่ยังไม่รวมถึงความตึงเครียดที่ก่อตัวเงียบ ๆ ระหว่างจีนกับอเมริกาและพันธมิตร ที่สร้างความกังวลใจให้แก่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ จนนำไปสู่การตุนทองคำไว้ในคลังจำนวนมาก
ขอยกตัวอย่างการใช้งานของสินแร่ดีบุกกับพลวงในช่วงสงครามทั้งสงครามการค้าและสงครามที่มีการสู้รบด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัยหลากชนิดพอสังเขปดังนี้ครับ
ดีบุก ปกติแล้วมักจะใช้เคลือบโลหะอื่น ๆ เพราะดีบุกมีคุณสมบัติที่พิเศษคือ ไม่ทำปฏิกิริยากับน้ำและทนทานต่อการกัดกร่อน หรือพูดง่าย ๆ ว่า ไม่เกิดสนิม แต่การใช้งานที่ทำให้ดีบุกยิ่งมีค่าทวีขึ้นอีกในยุคแห่งเอไอนี้คือ การใช้ดีบุกเป็นส่วนประกอบในแผงไมโครชิปซึ่งเป็นสมองกลของอุปกรณ์และเครื่องจักรสมัยใหม่ แม้กระทั่งจรวดที่ยิงกันวันละหลายร้อยลูกที่ตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน หรือกลุ่มฮูตี กลุ่มฮามาส นี่ยังไม่นับยานพาหนะไร้คนขับ (ยูเอวี) เครื่องบิน และอาวุธอีกมากมาย ล้วนมีไมโครชิปที่เปรียบดั่งสมองรับคำสั่งจากมนุษย์และตัดสินใจเองได้ในบางสถานการณ์ เมื่อดีบุกต้องใช้เยอะและไม่รู้ว่าต้องใช้อีกมากแค่ไหน สงครามจะยืดเยื้อยาวนานแค่ไหน และจะลามปามขยายวงไปอีกขนาดไหน ทำให้แต่ละประเทศที่เป็นคู่ขัดแย้งหรือมีแนวโน้มจะกระโดดเข้าไปร่วมวงด้วยต่างก็ต้องตุนเอาไว้แหละครับ
มาถึงพลวงบ้าง ในภาวะปกติเรามักจะใช้ในการผลิตแบตเตอรี่ แผงโซลาร์เซลล์ เซมิคอนดักเตอร์ ใช้งานทางการแพทย์ รวมถึงเป็นสารกันเปลวไฟ แต่ในภาวะสงครามระอุไปทั่วทุกภูมิภาคเช่นนี้ พลวงกลายเป็นโลหะที่มีความต้องการใช้งานในวงการทหารหลากหลายรูปแบบ เช่น การผลิตปืน การผลิตเสื้อเกราะกันกระสุน การผลิตยานสเตลท์ (stealth aircraft) นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมประเทศใหญ่ ๆ ถึงตุนแร่พลวงไว้มากมายครับ
วกกลับมาที่วงการธรณีวิทยาว่าภาวะสงครามเช่นนี้มีผลดีหรือผลเสีย เอาเฉพาะวงการธรณีวิทยานะครับ ตอบได้เลยว่าเป็นผลดี เพราะเราเกี่ยวข้องทุกยุทธปัจจัย ไม่ว่าน้ำมัน แร่โลหะพื้นฐานและโลหะมีค่า เพราะความต้องการที่มากขึ้นก็ทำให้เกิดการเปิดเหมืองมากขึ้น หรือเหมืองที่มีอยู่แล้วก็เพิ่มกำลังการผลิตมากขึ้น หลายแห่งที่ยังไม่เปิดเหมืองก็มีกิจการสำรวจมากขึ้น ซึ่งพวกเราอยู่ในห่วงโซ่การผลิตช่วงต้นน้ำตั้งแต่การสำรวจและการผลิต ดังนั้นหากมองย้อนกลับไปในอดีต แล้วมองไปข้างหน้าในอนาคต ผมก็ยังเลือกมองว่าวงการเหมืองแร่จะไม่ตายไปหรอกครับ เพียงแต่มันมีวงจร มีวาระ และมีวิวัฒนาการของมันอยู่ในตัว ทั้งหมดนี้กำหนดโดยอภิชนหรือที่เรียกกันว่า อีลีต ทั้งหลาย ที่กำหนดความเป็นไปของโลกนี้นับแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นต้นมา และสงครามก็จะยังถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความมั่งคั่งให้อีลีตเหล่านั้นในอนาคตอีก
แล้วถ้าวันหนึ่งโลกเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการพักล่ะ ธรณีวิทยาจะลำบากไหม ก็ตอบได้อีกแหละว่า ไม่น่าจะขนาดนั้น ถ้าเรารู้จักปรับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ก็อยู่ต่ออีกได้ ธรณีวิทยาไม่ได้มีเพียงบทของผู้หาและขุดมาให้ชาวโลกได้ใช้เท่านั้น แต่ธรณีวิทยายังทำในบทบาทของผู้มีส่วนช่วยเยียวยา ปรับสมดุลของปฏิสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมกับมนุษย์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปรับตัวเรียนรู้ให้อยู่กับโลกที่มีพิบัติภัยธรรมชาติ เรื่องการจัดเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีศักยภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ เช่น การปนเปื้อน, การสำรวจ พัฒนาและบริหารจัดการแหล่งน้ำบาดาลและน้ำผิวดินที่สะอาดสำหรับอุปโภค-บริโภค, การสำรวจและผลิตวัสดุก่อสร้าง รวมไปถึงอัญมณี
สรุปได้ว่าตราบที่ไฟดับและน้ำมันหมดปั๊มยังเป็นความเดือดร้อนของคนส่วนใหญ่อยู่ และมนุษย์ยังต้องการเครื่องอำนวยความสะดวกอยู่เสมอ วิชาชีพธรณีวิทยาก็ยังจำเป็นสำหรับโลกนี้ครับ



