Cover Story คอลัมน์ประจำ

สุภาพบุรุษอังกฤษ 2 คน กับเรือหลายลำ และหนังสืออีกมากมาย

เรื่องโดย ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์


วันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1809 เป็นวันเกิดของนักวิทยาศาสตร์เอกของโลกคือ ชาลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) ผู้ค้นพบทฤษฎีวิวัฒนาการ (Theory of Evolution) ผ่านการคัดสรรตามธรรมชาติ (Natural Selection) ที่เป็นดั่ง “หัวใจหลัก” ของความรู้ด้านชีววิทยาทั้งมวล ซึ่งตีพิมพ์อยู่ในหนังสือกำเนิดสปีชีส์ (On the Origin of Species) ของเขาที่ตีพิมพ์ครั้งแรกใน ค.ศ. 1859

ปีนี้จึงเป็นปีที่ครบรอบ 217 ปีเกิดของเขา และครบรอบ 167 ปีของการตีพิมพ์หนังสืออันโด่งดังนี้เป็นครั้งแรก เรื่องน่าดีใจก็คือ หนังสือ “กำเนิดสปีชีส์” ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยแล้ว (โดยผู้เขียนและคณะ) และพิมพ์เป็นครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์สารคดีใน พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015)

แต่ที่น่าเสียดายคือ ยังมีหนังสือของดาร์วินเล่มที่โด่งดังอีกหลายเล่มที่ยังไม่มีฉบับแปลไทยอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ไม่ตัดทอนเลย ไม่ว่าจะเป็น The Voyage of the Beagle ที่เป็นบันทึกการเดินทางของดาร์วินขณะเดินทางไปกับเรือหลวงบีเกิล และหนังสือ The Descent of Man ที่เป็นเสมือนภาคต่อของ On the Origin of Species ที่เน้นในเรื่องวิวัฒนาการของมนุษย์โดยเฉพาะ

ในบทความนี้นอกจากจะเล่าเกี่ยวกับชาลส์ ดาร์วินแล้ว ยังจะเล่าถึงชายหนุ่มอีกคนที่เป็นผู้ค้นพบทฤษฎีวิวัฒนาการเช่นเดียวกับดาร์วิน แต่กลับแทบไม่มีใครพูดถึงเขาเลยว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น และจะเล่าถึงเรือบางลำที่พาเขาทั้งสองออกไปท่องโลกกว้าง จนทำให้ตกผลึกความคิดจนได้เป็นทฤษฎีวิวัฒนาการผ่านการคัดสรรตามธรรมชาติในที่สุด

บุรุษผู้เกิดมาบนกองเงินกองทอง

ดาร์วินเกิดมาในเขตชนบทเมืองชรูวส์บิวรี (Shrewsbury) ทางตอนเหนือของเมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ เป็นลูกคนที่ 5 ในจำนวน 6 คน ของรอเบิร์ต ดาร์วิน และซูซานนาห์ เวดจ์วูด บิดาเป็นนายแพทย์และร่ำรวยจากการลงทุนในธุรกิจ ส่วนมารดามาจากครอบครัวเจ้าของโรงงานกระเบื้องเคลือบชื่อดังของอังกฤษ

เรียกว่ารวยทั้งจากฝั่งพ่อและแม่

ปู่ของเขาคือ อีราสมัส ดาร์วิน เป็นทั้งกวีและนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงพอสมควร


ชาลส์ ดาร์วิน ในช่วงราว ค.ศ. 1878 (ขณะอายุ 69 ปี)

ที่มาภาพ : Public Domain via Wikimedia Commons

เขาเป็นเด็กที่ไม่ได้ฉายแววว่าฉลาดเป็นพิเศษ ในวัยเด็กชอบใช้เวลากับกิจกรรมกลางแจ้งอย่างการยิงนกและจับหนูมากกว่าอ่านหนังสือ และมีนิสัยชอบสะสมเปลือกหอย หิน แร่ ไข่นก และแมลง นิสัยเช่นนี้เองที่อาจบ่มเพาะความช่างสังเกต และความสามารถในการแยกแยะความแตกต่างของสิ่งมีชีวิต

ขณะอายุเข้า 16 ปี เขาก็ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนแพทย์ในเมืองเอดินบะระในสกอตแลนด์ ซึ่งในยุคนั้นถือว่าเป็นโรงเรียนแพทย์ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป โดยที่คุณพ่อของเขาหวังจะให้เจริญรอยตามในวิชาชีพเดียวกัน แต่อาการวิงเวียนเมื่อเห็นเลือดและความสยดสยองจากการผ่าตัดในยุคที่ยังไม่มีการวางยาสลบก็เป็นเรื่องเหลือทนสำหรับเขา สุดท้ายคุณพ่อรอเบิร์ตก็ต้องทำใจยอมให้ลูกชายเปลี่ยนจากการเรียนแพทย์เป็นหมอสอนศาสนาแทนในที่สุด โดยย้ายไปเรียนที่ไครสต์คอลเลจในมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์แทน

โปรดสังเกตว่าสังคมไฮโซอังกฤษยุควิกตอเรีย หากไม่เป็นแพทย์ก็ต้องเป็นบาทหลวงนะครับ

ดาร์วินไม่ใส่ใจกับการเรียนนัก แต่หลงใหลไปกับการท่องเที่ยวและสะสมแมลงปีกแข็ง เขาชมชอบการอ่านงานของเชกสเปียร์ ฟังดนตรี เล่นไพ่ และเที่ยวเตร่จนดึกดื่น ช่วงนี้เองเขาก็เริ่มเข้าฟังบรรยายต่าง ๆ และรู้ตัวว่าชื่นชอบวิชาธรรมชาติวิทยามาก กิจกรรมโปรดในช่วงนี้ได้แก่ การติดตามศาสตราจารย์จอห์น สตีเฟน เฮนสโลว์ ที่ยังอายุแค่เพียง 30 ปีต้น ๆ ไปเก็บตัวอย่างพันธุ์พืชต่าง ๆ อีกคนหนึ่งที่เขาติดตามไปออกทริปด้วยคือ ศาสตราจารย์อดัม เซดจ์วิก ที่เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยา จนทำให้เขาหลงใหลในการใช้งานแผนที่ เข็มทิศ และการสำรวจชั้นหินในภูมิประเทศแบบต่าง ๆ

ในช่วงนี้เองดาร์วินได้อ่านหนังสือบันทึกการสำรวจอเมริกาใต้ของอเล็กซานเดอร์ ฟอน ฮัมโบลดท์ (Alexander von Humboldt) จนใฝ่ฝันอยากเดินทางท่องเที่ยวสำรวจธรรมชาติในดินแดนห่างไกลบ้าง

เด็กหนุ่มอนาคตมัวซัว

ขณะที่เส้นทางชีวิตยังมัวซัว เอาแน่ไม่ได้ว่าจะไปทางไหนนั่นเอง ชะตาชีวิตก็ส่งตัวเลือกที่คาดไม่ถึงมาให้ กัปตันรอเบิร์ต ฟิตซ์รอย (Robert Fritzroy) ประกาศรับสมัครนักธรรมชาติวิทยาที่จะไปกับเรือหลวงบีเกิล (HMS Beagle)

ในการเดินทางแบบนี้ การเดินทางในฐานะนักธรรมชาติวิทยาเป็นแค่เพียงบทบาทหนึ่งเท่านั้น มีบันทึกว่ากัปตันเรือหลายคนทีเดียวที่เกิดความเครียดระหว่างภารกิจจนถึงกับฆ่าตัวตาย เพราะในสมัยนั้นกัปตันจะไม่สุงสิงกับลูกเรือเพราะถือว่าเป็นคนในชนชั้นที่ต่างออกไปมากนัก และเมื่อต้องทำหน้าที่ในท้องทะเลอย่างยาวนาน หากไม่ได้พูดคุยกับใครนอกเหนือจากการทำงานเป็นเวลานาน ความเครียดก็ทวีขึ้นทุกทีจนทนไม่ไหว ดังที่เกิดขึ้นกับกัปตันคนก่อนหน้าของเรือลำนี้

การที่กัปตันหนุ่มอายุเพียง 26 ปีจากกองทัพ จะได้มีเพื่อนร่วมเดินทางรุ่นราวคราวเดียวกัน (ดาร์วินในขณะนั้นอายุ 22 ปี) เพื่อพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสังสรรค์กัน จึงลงตัวอย่างที่สุด

แต่การเดินทางที่กินเวลา 2 ปีก็ต้องใช้เงินทุนมากพอสมควร ไม่ใช่การโดยสารไปเปล่า ๆ ขณะที่คุณพ่อและพี่สาวคัดค้านเรื่องการเดินทาง เพราะเกรงว่าอาจทำให้ดาร์วินทำตัวเลื่อนลอยยาวนานออกไปอีก แต่ก็ถือว่าดาร์วินยังโชคดีอยู่บ้างที่คุณลุงฝ่ายมารดาชื่อ โจซิอาห์ เวดจ์วูด กล่อมจนคุณพ่อยอมควักเงินก้อนโตจ่ายเป็นค่าโดยสารให้ในที่สุด

การเดินทางในคราวนั้น เนื่องจากเป็นการออกเงินโดยทางผู้โดยสารเอง ดาร์วินจึงมีอิสระพอสมควร และอันที่จริงแล้วเขาอาจจะยกเลิกภารกิจและกลับบ้านเมื่อใดก็ได้ แต่เขาก็อยู่จนจบภารกิจที่ยืดยาวออกไปกลายเป็นเกือบ 5 ปี ใครเลยจะคิดว่าการเดินทางครั้งนี้จะเปลี่ยนชีวิตของเขาและโลกไปตลอดกาล

การเดินทางเปลี่ยนชีวิตและเปลี่ยนโลก

เรือหลวงบีเกิลออกเดินทางในวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1831 จากท่าเรือเมืองพลีมัท (Plymouth) แต่กลับเจอคลื่นลมแรงปั่นป่วนจัด จนต้องกลับมาจอดที่ท่าอีกครั้ง ก่อนจะออกเดินทางอีกครั้งได้สำเร็จในวันที่ 27 ธันวาคม ปีเดียวกันนั้นเอง

หากคุณต้องเดินทางนาน 2 ปี โดยไม่มีโทรทัศน์ วิทยุ อินเทอร์เน็ต หรือเน็ตฟลิกซ์ให้ดู คุณจะเอาหนังสือติดตัวไปด้วยกี่เล่ม ? และเอาเล่มไหนไปบ้าง ?

มีหลักฐานว่าห้องพักเล็ก ๆ ขนาด 10 x 11 ตารางฟุตของดาร์วินที่ทำหน้าที่เป็นห้องสมุดของเรือไปด้วยในตัว อัดแน่นไปด้วยหนังสือน่าจะมากถึง 400 เล่ม ! [1-3] ครอบคลุมตั้งแต่บันทึกของนักเดินทางรุ่นบุกเบิกอย่างเจมส์ คุก และอเล็กซานเดอร์ ฟอน ฮัมโบลดท์ หนังสือบันทึกภาพพืชและสัตว์สารพัดชนิด หนังสือคู่มือจัดจำแนกสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ และที่สำคัญคือ หนังสือ Werner’s Nomenclature of Colours (ค.ศ. 1814) ของแพตทริก ซาย์ม (Patrick Syme) ที่ช่วยให้เขาระบุสีของสัตว์และพืชได้อย่างแม่นยำ ซึ่งจำเป็นมากสำหรับงานภาคสนามของนักชีววิทยา

อีกเล่มหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ หนังสือ Principles of Geology (ค.ศ. 1830-33) ของชาลส์ ลีเยลล์ (Charles Lyell) อาจารย์สนิทท่านหนึ่งของเขา หนังสือเล่มนี้มีส่วนสำคัญทำให้คิดเรื่องทฤษฎีวิวัฒนาการออก

เมื่อจัดจำแนกประเภทของหนังสือที่เขาพกพาไปด้วยก็พบว่าประกอบด้วย หนังสือบันทึกการเดินทางหรือท่องเที่ยว 36 เปอร์เซ็นต์ หนังสือธรรมชาติวิทยา 33 เปอร์เซ็นต์ หนังสือธรณีวิทยา 15 เปอร์เซ็นต์ หนังสือแผนที่และการเดินเรือ 7 เปอร์เซ็นต์ หนังสือวรรณกรรม 4 เปอร์เซ็นต์ หนังสืออ้างอิง 3 เปอร์เซ็นต์ และหนังสือประวัติศาสตร์ 2 เปอร์เซ็นต์

นอกจากหนังสือ 125 เล่มที่เป็นภาษาอังกฤษแล้ว หนังสือที่เหลือเป็นภาษาอื่น คือ ภาษาฝรั่งเศส 38 เล่ม ภาษาสเปน 9 เล่ม ภาษาเยอรมัน 7 เล่ม ภาษาละติน 1 เล่ม และภาษากรีก 1 เล่ม โดยเล่มภาษาละตินก็คือ คู่มืออนุกรมวิธานจัดจำแนกสิ่งมีชีวิตของคาร์ล ลินเนียส เจ้าพ่ออนุกรมวิธาน และรายการสุดท้ายที่เป็นภาษากรีกก็คือ พระคัมภีร์ไบเบิล

เป็นสุภาพบุรุษนักวิชาการชาวอังกฤษ ต้องรู้ภาษามากขนาดนี้เลยนะครับ !

เมื่อหนอนกลายร่างเป็นผีเสื้อ

จะขอข้ามรายละเอียดเรื่องการเดินทางตรงนี้ไป (หากโชคดี ผู้อ่านคงจะได้อ่านฉบับแปลไทยของ The Voyage of the Beagle ในอนาคต เพราะผมแปลอยู่และพบว่าเป็นหนังสือที่สนุกต่างกับกำเนิดสปีชีส์แบบคนละเรื่องเลย)

แต่มีเรื่องสำคัญที่น่าจะเล่าประกอบไว้ตรงนี้ว่า หลักฐานเรื่องวิวัฒนาการสำคัญที่ได้จากเกาะกาลาปากอส ได้แก่ ซากนกฟินช์ (finch) ที่สตัฟฟ์กลับมา ที่ตอนแรกคิดว่าเป็นนกสปีชีส์ต่าง ๆ หลายสปีชีส์ที่อยู่ตามเกาะต่าง ๆ ในหมู่เกาะนั้น แต่สุดท้ายกลับจำแนกได้ว่าเป็นสปีชีส์เดียวกันหมด แต่ผ่านการคัดสรรด้วยสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน จนมีลักษณะรูปร่างหน้าตาและพฤติกรรมที่แตกต่างกันออกไป

อีกเรื่องคือในตอนออกเรือไปนั้น ดาร์วินเป็นแค่เพียงบัณฑิตจบใหม่ที่ไม่มีใครรู้จัก แต่การเดินทางไปกับเรือหลวงบีเกิลนานเกือบ 5 ปี การทำงานหนักในภาคสนาม การส่งตัวอย่างสิ่งมีชีวิตและบทความเพื่อตีพิมพ์  กลับมาให้อาจารย์และเพื่อนฝูงช่วยจัดจำแนก ยืนยันหรือแก้ไข และตีพิมพ์ ได้ทำให้เขากลายเป็นนักชีววิทยาหนุ่มชื่อดังไปเสียแล้ว

จากเด็กหนุ่มอนาคตมืดมน ชาลส์ ดาร์วิน ได้กลายเป็นนักชีววิทยาผู้เริ่มมีชื่อเสียงขจรขจาย มีประสบการณ์เดินทางเกือบรอบโลก ได้พบเจอเรื่องแปลกประหลาดมหัศจรรย์และสิ่งมีชีวิตที่เหลือเชื่อมากมายอย่างที่ยากจะหาคนมาเทียบเคียงได้


ซ้าย ภาพวาดเรือหลวงบีเกิลขณะจอดบริเวณช่องแคบแมกเจลลัน ด้านหลังคือภูเขามองเตซาร์มิเอนโต
(Monte Sarmiento) ภาพนี้ปรากฏอยู่ในหนังสือ The Voyage of the Beagle ฉบับตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1890 ที่มีการเพิ่มเติมภาพประกอบ, ขวา ปกหนังสือ The Voyage of the “Beagle” ฉบับตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1905
ที่มาภาพ : Public Domain via Wikimedia Commons

 

กำเนิดนักชีววิทยาผู้ยิ่งใหญ่แต่อับโชค


อัลเฟรด วอลเลซ ในช่วงราว ค.ศ. 1895 (ขณะอายุ 72 ปี)

ที่มาภาพ : Public Domain via Wikimedia Commons

อัลเฟรด รัสเซล วอลเลซ ถือกำเนิดขึ้นในวันที่ 8 มกราคม ค.ศ. 1823 จึงมีอายุอ่อนกว่าดาร์วิน 14 ปี เขาเป็นลูกคนที่ 8 ในจำนวน 9 คนของครอบครัววอลเลซ ที่มีคุณพ่อคือ ทอมัส เวียร์ วอลเลซ และคุณแม่แมรี แอนน์ วอลเลซ คุณพ่อแม้ว่าจะพอมีสินทรัพย์อยู่บ้าง แต่การลงทุนธุรกิจที่ผิดพลาด ทำให้ฐานะของครอบครัวย่ำแย่ ขณะที่คุณแม่มาจากครอบครัวชนชั้นกลาง

เมื่ออายุได้ 14 ปี เขาก็ไม่ได้เรียนต่อ ไม่มีโอกาสเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย เขาย้ายไปฝึกฝนการเป็นคนงานก่อสร้างกับพี่ชายชื่อ จอห์น ที่ขณะนั้นอายุเพียง 19 ปี ก่อนที่พี่ชายคนโตสุด วิลเลียม จะชักนำให้เขามาฝึกหัดเป็นนักสำรวจ

เขาศึกษาด้วยตัวเองและย้ายไปทำงานหลายแห่งก่อนจะลงหลักปักฐานที่เมืองนีท (Neath) ในเวลส์ และทำอาชีพเป็นนักสำรวจที่ดินไปทั่วพื้นที่แถบตะวันตกของอังกฤษและเวลส์ในระหว่าง ค.ศ. 1840-1843 ก่อนจะค่อย ๆ สนใจสะสมต้นไม้ ดอกไม้ และหันมาสนใจศึกษาวิชาธรรมชาติวิทยา

อินเดียนา โจนส์ ในโลกจริง

เมื่อนึกภาพของวอลเลซ ผมจะนึกถึงตัวละครอินเดียนา โจนส์ในภาพยนตร์ เขาเคยรับงานสอนการวาด การทำแผนที่ และการสำรวจอยู่เป็นเวลาสั้น ๆ ที่วิทยาลัยแห่งหนึ่งในเมืองเลสเตอร์ เขาเป็นนักอ่านตัวยงเช่นเดียวกับดาร์วิน เขาใช้เวลาในห้องสมุดเมืองเลสเตอร์อยู่ไม่น้อย อ่านงานของฮัมโบลดท์, ลีเยลล์ และอ่านบทความเรื่อง An Essay on the Principle of Population ของทอมัส มัลทัส ที่เป็นปัจจัยสำคัญให้ได้ข้อสรุปในเรื่องวิวัฒนาการเช่นเดียวกับดาร์วิน

อีกเรื่องที่สำคัญคือ เขาได้อ่าน The Voyage of the Beagle ของดาร์วิน (ซึ่งหากเขาอ่านฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกสุดใน ค.ศ. 1839 ขณะนั้นเขาก็น่าจะอายุ 16 ปี แต่ก็อาจอ่านหลังจากนั้นก็ได้) และเกิดแรงบันดาลใจอยากออกเดินทางสำรวจบ้าง เขาออกเดินทางสำรวจภาคสนามอย่างกว้างขวางทั้งในแถบลุ่มแม่น้ำแอมะซอนและแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และได้เขียนบันทึกการเดินทางชื่อ The Malay Archipelago ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกใน ค.ศ. 1869

เล่มนี้ยังได้รับความนิยม ตีพิมพ์อย่างซ้ำ ๆ อยู่จนถึงปัจจุบัน

น่ายินดีที่หนังสือเล่มนี้มีฉบับแปลไทยแล้วในชื่อ หมู่เกาะมาเลย์ โดยจัดพิมพ์ครั้งแรก (และครั้งเดียว) ใน พ.ศ. 2563 โดยสำนักพิมพ์มติชน (ผู้แปลคือผมและคณะ)

การเดินทางครั้งสำคัญนี้ทำให้เขาสรุปข้อเท็จจริงประการหนึ่ง จนมีการตั้งชื่อเป็นเกียรติให้แก่เขาคือ เส้นวอลเลซ (Wallace Line) กล่าวโดยสรุปคือ หากไปสำรวจสัตว์ต่าง ๆ ที่อยู่เหนือและใต้เส้นสมมุติแคบเพียง 35 กิโลเมตรที่พาดผ่านช่องแคบมาคาสซาร์ (Makassar Strait) ระหว่างเกาะบอร์เนียวกับสุลาเวสี (หรือเซเลบีส) ของประเทศอินโดนีเซียในปัจจุบัน จะพบว่าชนิดและประเภทของสิ่งมีชีวิตจากตำแหน่งที่แตกต่างกันนี้ มีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก

การที่เป็นเช่นนี้น่าจะมีสาเหตุมาจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกที่แยกห่างจากกัน จนทำให้สิ่งมีชีวิตเกิดวิวัฒนาการท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันและแยกจากกันในเวลานานแสนนาน จนได้ผลลัพธ์เป็นสัตว์ที่แตกต่างกันมาก


เส้นวอลเลซ (Wallace Line) ที่แบ่งแยกความแตกต่างของสิ่งมีชีวิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับออสเตรเลียออกจากกัน โดยเกิดจากการเพิ่มความสูงของระดับน้ำทะเลในช่วงยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้ายมากกว่า 110 เมตร จนกลายเป็นตัวกั้นขวางการเดินทางไปมาของสิ่งมีชีวิตจากแผ่นดินสองฝั่งของเส้นดังกล่าว

ที่มาภาพ : listfiles/Kanguole, CC BY-SA 4.0 via Wikimedia Commons


ซวยซ้ำซาก เซ็งซ้ำซ้อน

ย้อนกลับมาก่อนหน้านั้น ในตอนที่เขาเริ่มออกสำรวจโลกเป็นครั้งแรก

หลังจากอ่านหนังสือชื่อ A Voyage up the River Amazon ที่เขียนโดย วิลเลียม เฮนรี เอ็ดเวิร์ด (William Henry Edwards) และหนังสือของฮัมโบลดท์และดาร์วิน ดังได้กล่าวไปก่อนหน้า อัลเฟรด วอลเลซ ก็เกิดความต้องการอย่างแรงกล้าจะเดินทางไปสำรวจแถบลุ่มน้ำแอมะซอนในทวีปอเมริกาใต้ และเริ่มต้นจากการเดินทางไปยังบราซิลโดยเรือชื่อ Mischief (ซึ่งแปลว่า ความซุกซน ความเสียหาย หรือความชั่วร้าย…ทำไมถึงเลือกเดินทางไปกับเรือชื่อนี้นะ !) ใน ค.ศ. 1848

ในการเดินทางสำรวจของเขา จำเป็นต้องส่งตัวอย่างสิ่งมีชีวิตบางส่วนกลับมาให้แซมมวล สตีเฟนส์ ที่เป็นตัวแทนจำหน่าย เพื่อโฆษณาและขายตัวอย่างเหล่านั้นให้แก่สถาบันต่าง ๆ รวมไปถึงนักสะสมอิสระ เพื่อนำเงินที่ได้นี้เองมาใช้จ่ายในการเดินทาง ดังนั้นเขาจึงต้องเก็บตัวอย่างอย่างน้อยสองชุดเสมอ ชุดหนึ่งเพื่อขายหาเงิน อีกชุดหนึ่งเพื่อนำมาใช้ตรวจสอบและตีพิมพ์ผลงาน

เราจะไม่ลงรายละเอียดการสำรวจแอมะซอนของเขา และลัดสั้นไปยังตอนจบที่เขากำลังจะกลับบ้าน พร้อมด้วยสัมภาระที่เต็มไปด้วยสมุดจดบันทึก ตัวอย่างพืชและสัตว์ที่ได้ระหว่างการสำรวจนานราว 4 ปี เรื่องที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เรือที่เขาโดยสารชื่อ เฮเลน (Helen…ชื่อเดียวกับนางแห่งเมืองทรอยที่เป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุที่ทำให้เกิดสงครามกรุงทรอยที่มีผู้เสียชีวิตมากมาย…ทำไมเลือกลงเรือแต่ละลำแบบนี้นะ !) จู่ ๆ ในวันที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ. 1852 หลังจากออกทะเลได้ 25 วัน ก็เกิดไฟไหม้ใหญ่บนเรือ จนต้องสละเรือเพื่อเอาชีวิตรอด !

สิ่งที่วอลเลซคว้ามาได้ในนาทีท้าย ๆ มีเพียงสมุดบันทึกไม่กี่เล่มและสมุดภาพสเกตซ์ด้วยดินสอ ขณะที่ตัวอย่างชั้นดีเยี่ยมที่สุดที่ตั้งใจนำกลับอังกฤษด้วยตัวเองซึ่งส่วนใหญ่ได้มาจากการสำรวจในช่วงสองปีก่อนหน้านั้น จมหายไปในทะเลจนหมดสิ้น

เขาลอยคออยู่ 10 วันก่อนจะมีเรือชื่อ จอร์ดีสัน (Jordeson) ที่แล่นระหว่างคิวบากับอังกฤษลอยผ่านมาช่วยชีวิตเอาไว้ แม้ว่าวอลเลซจะได้เงินประกันความเสียหายจากการขนส่งที่สตีเวนส์ทำไว้ 200 ปอนด์ (ราว 1.5-1.6 ล้านบาทตามค่าเงินปัจจุบัน) แต่ก็คงร้องไห้เสียดายเสียใจแทบเป็นสายเลือดเป็นแน่

แต่วอลเลซก็ยังมีความสามารถมากพอจะเขียนเปเปอร์วิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางดังกล่าวออกมาได้ 6 ชิ้น (รวมทั้งเรื่อง On the Monkeys of the Amazon) และหนังสืออีก 2 เล่มคือ Palm Trees of the Amazon and Their Uses และ Travels on the Amazon

เรียกว่าเอาความอึด ความถึกทน สู้กับความซวยที่มาเยือนอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งไม่ธรรมดาจริง ๆ !

ตัวอย่างพืชสัตว์ เรือหลากประเภท และไข้ป่า

ชะตาชีวิตร้าย ๆ ไม่อาจทำร้ายผู้มุ่งมั่นอย่างแท้จริงได้

แม้ต้องเผชิญโชคไม่ดีในอเมริกาใต้ แต่วอลเลซก็เลือกเดินทางสำรวจภาคสนามอีกครั้ง คราวนี้มาแถบอุษาคเนย์ มาเยือนแถบที่ขณะนั้นเรียกว่า หมู่เกาะมาเลย์ (The Malay Archipelago) ซึ่งปัจจุบันนี้ครอบคลุมพื้นที่สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย โดยใช้เวลาในการสำรวจคราวนี้นานถึง 8 ปี ตั้งแต่ ค.ศ. 1854-1862

การสำรวจคราวนี้ได้เพิ่มจำนวนตัวอย่างสิ่งมีชีวิต (specimens) ให้แก่วงการวิทยาศาสตร์มากถึง 125,660 ตัวอย่าง โดยส่วนใหญ่เป็นแมลง โดยเฉพาะแมลงปีกแข็ง (มากกว่า 83,000 ตัวอย่าง) และมีหลายพันตัวอย่างที่จัดว่าเป็น “สปีชีส์ใหม่” ที่ไม่เคยมีใครรู้จักหรือเคยพบเจอมาก่อนเลย ทั้งหมดนั่นเขาต้องจ้างคนมากกว่า 30 คนช่วยทำงานให้ ในจำนวนนี้บางคนก็ทำงานเป็นลูกจ้างนักสำรวจเต็มเวลา ยังไม่รวมไกด์ คนขนของ พ่อครัวแม่ครัว และลูกเรือที่รวมแล้วน่าจะมากกว่า 100 ชีวิตทีเดียว[4]

ระหว่างการเดินทางสำรวจและวิจัยในหมู่เกาะมาเลย์ เขาน่าจะเป็นชาวยุโรปที่ได้โดยสารเรือประเภทต่าง ๆ มากประเภทที่สุดคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเรือกลไฟชื่อ Euxine ของบริษัท P&O ที่พาเขาออกจากอังกฤษไปยังสิงคโปร์ใน ค.ศ. 1854 เรือชื่อ Bengal และ Pottinger ที่เขาใช้เดินทางระหว่างอียิปต์และซีลอน (ศรีลังกา) เรือบาร์ค (barque) ชื่อ Kembang Djepoon ที่พาเขาจากสิงคโปร์ไปยังเกาะลอมบอก เรือใบสองเสา (schooner) ชื่อ Esther Helena ที่ใช้เดินทางไป-กลับระหว่างเกาะเทอร์เนตกับนิวกินี และยังมีเรือไม้แบบพื้นเมืองที่เขาสั่งต่อขึ้นเองเพื่อใช้เดินทางในเขตนิวกินีและหมู่เกาะใกล้เคียงเรียกว่า เรือ Prau

ก่อนไปจบที่เรือลำสุดท้ายที่นำเขาเดินทางกลับอังกฤษใน ค.ศ. 1862 ชื่อ Emeu

วันหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1858 ขณะสำรวจแถบหมู่เกาะมาเลย์อยู่นั่นเอง ดูเหมือนโชคร้ายยังคงเป็นเจ้าเรือนที่ติดตามเล่นงานเขาอย่างไม่หยุดหย่อนเช่นเคย เขาเป็น “ไข้ป่า” หรือติดเชื้อมาลาเรียเข้าอีก จนต้องนอนแกร่ว ไม่อาจออกทำงานภาคสนามได้ดังเคย

แต่คราวนี้กลับให้ผลพลอยได้ที่สั่นสะเทือนโลกทีเดียว

เขาใช้เวลาขณะที่นอนป่วยอยู่นั้น สรุปข้อสังเกตต่าง ๆ ในงานที่ผ่านมา เพื่อหาทฤษฎีที่เหมาะสมมารองรับ และลงมือเขียนในเวลาต่อมาจนได้เป็นบทความวิชาการชื่อ On the Tendency of Varieties to Depart Indefinitely from the Original Type ขึ้นมา

ในธรรมเนียมนักวิชาการสมัยนั้น มักส่งบทความให้นักวิจัยอาวุโสอ่านเพื่อให้คำแนะนำก่อนจะส่งเพื่อตีพิมพ์ต่อไป และวอลเลซก็เลือกส่งไปให้ดาร์วินที่ขณะนั้นเป็นนักชีววิทยาเรืองนามแล้ว ดาร์วินถึงกับตกใจแทบสิ้นสติเมื่อได้อ่านบทความยาว 20 หน้าดังกล่าว เพราะแนวคิดและคำอธิบายแทบไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่เขาสำรวจตรวจสอบและเก็บข้อมูลมาอย่างยาวนานเกือบ 20 ปี แต่ลังเลที่จะตีพิมพ์

สุดท้าย ด้วยคำแนะนำของมิตรสหายหลายคน เขาก็เขียนบทความสรุปสั้น ๆ ของตนเองขึ้นจากข้อมูลที่สะสมมานาน และมีการอ่านและนำเสนอบทความของทั้งวอลเลซและดาร์วินในการประชุมสมาคมลินเนียนวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1858 จึงอาจกล่าวได้ว่าผู้ค้นพบทฤษฎีวิวัฒนาการ “ร่วมกัน” คือ ชาลส์ ดาร์วินและอัลเฟรด วอลเลซ แต่ในที่ประชุมกลับแทบไม่มีใครตระหนักถึงความสำคัญของทฤษฎีนี้ในตอนนั้นเลย

เรื่องที่แปลกยิ่งกว่าคือ ตัววอลเลซขณะนั้นอยู่ที่หมู่เกาะมาเลย์ ไม่ได้อยู่ในที่ประชุม และแม้แต่ตัวดาร์วินเองก็ไม่ได้อยู่ในที่ประชุมนั้นเช่นกัน เพราะกำลังโศกเศร้าอยู่กับเรื่องการเสียชีวิตของลูกชายคนหนึ่งอยู่ การประกาศทฤษฎีวิวัฒนาการจึงเกิดขึ้นลับหลังผู้คิดค้นทฤษฎีวิวัฒนาการทั้งคู่

สุภาพบุรุษอังกฤษ 2 คน

หากมองด้วยสายตาคนทั่วไปในยุคปัจจุบัน อาจมีผู้คิดว่าวอลเลซน่าจะโกรธดาร์วินน่าดูที่จู่ๆ ก็ “ฉก” เอาทฤษฎีวิวัฒนาการไปอ้างว่าเป็นของตัว (หรือแม้แต่อ้างว่าค้นพบร่วมกันก็ตาม) เพราะหลังจากการอ่านงานวิจัยของทั้งคู่ในการประชุมลินเนียนไป 1 ปี ดาร์วินก็ตีพิมพ์หนังสือกำเนิดสปีชีส์ เรื่องน่าสนใจคือ เขาเขียนระบุไว้ว่าช่วงเวลาดังกล่าว เขาเครียดราวกับกำลังเขียนสารภาพบาปว่าไปฆ่าคนมา !

แต่ความโด่งดังของหนังสือเล่มดังกล่าวบวกกับความมีชื่อเสียงอยู่แล้วของดาร์วิน ก็ทำให้ผู้คนจดจำเขากับเรื่องทฤษฎีวิวัฒนาการได้มากกว่าวอลเลซ และอันที่จริงแล้วหลังจากนั้นวอลเลซก็ไม่ได้ตีพิมพ์ผลงานด้านนี้เพิ่มเติมอีกเลย จะด้วยสาเหตุใดก็ตาม

ในช่วงท้ายชีวิต วอลเลซกลับได้รับชื่อเสียงในแง่มุมอื่น เช่น เขาเขียนหนังสือ Man’s Place in the Universe ขึ้นใน ค.ศ. 1904 จนได้รับการอ้างอิงว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกที่เขียนเรื่องการสำรวจอวกาศและความเป็นไปได้ของการมีชีวิตบนดาวอังคารอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเป็นคนแรก และยังเป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรก ๆ ที่แสดงความห่วงใยถึงผลกระทบที่กิจกรรมของมนุษย์อาจส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้เขายังสนใจเรื่องทางสังคมอย่างกว้างขวาง เขียนวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่ยุติธรรมในสังคม (ไม่น่าแปลกใจ หากดูจากประวัติ !) และไปไกลถึงเรื่องของจิตวิญญาณที่อยู่นอกขอบเขตของวัตถุไป

ตัวอย่างหลักฐานความรักเคารพและความเอื้ออารีต่อกัน อาจเห็นได้จากการที่วอลเลซไม่เคยพาดพิงใด ๆ เกี่ยวกับเครดิตของการค้นพบทฤษฎีวิวัฒนาการเลย เพราะเชื่อในหลักฐานว่าดาร์วินศึกษามาก่อนราว 20 ปีจริง แค่ไม่ได้เขียนออกมาหรือตีพิมพ์ออกมาเท่านั้น

ขณะที่ดาร์วินเองก็เอื้ออาทรต่อวอลเลซ เช่น ช่วงปลายทศวรรษ 1870 เขาเสนอรัฐบาลอังกฤษให้สนับสนุนเงินบำนาญแก่วอลเลซจากความทุ่มเทและผลงานที่ทำให้กับวงการชีววิทยาของอังกฤษ แต่ยังมีปัญหาเรื่องการเงินอยู่แทบตลอดชีวิต ในการนี้ดาร์วินต้องไปล็อบบี้เพื่อน ๆ ในวงการวิทยาศาสตร์หลายคนให้ลงนามในบันทึกข้อความที่เขาร่างขึ้น เพื่อยื่นต่อนายกรัฐมนตรีขณะนั้นคือ นายวิลเลียม แกลดสโตน

จนสุดท้าย ใน ค.ศ. 1881 รัฐบาลตัดสินใจมอบเงินบำนาญจำนวน 200 ปอนด์ต่อปี (ราว 1.4 ล้านบาทในปัจจุบัน) ทำให้วอลเลซที่ตอนนั้นมีอายุ 58 ปีแล้วมีรายได้ที่มั่นคงมากขึ้นสำหรับเลี้ยงชีพในบั้นปลายชีวิต

แม้ในยามสิ้นชีวิตแล้ว เกียรติยศชื่อเสียงของดาร์วินกับวอลเลซก็ยังคงดำเนินไปอย่างแตกต่างกัน

ตัวดาร์วินเองแสดงความจำนงว่า ต้องการให้ฝังที่สุสานของโบสถ์เซนต์ แมรี ที่เมืองดาวน์ (Downe) ใกล้กับบ้านที่เขาอาศัยอยู่ แต่วิลเลียม สปอตติสวูด (William Spottiswoode) ผู้ดำรงตำแหน่งประธานราชสมาคมในขณะนั้น ก็จัดแจงจนเขาได้รับเกียรติฝังไว้ที่โบสถ์เวสต์มินสเตอร์ ใกล้กับที่ฝังร่างของจอห์น เฮอร์เชล และไอแซก นิวตัน นักวิทยาศาสตร์เอกอีกสองท่าน ในวันที่ 26 เมษายน ค.ศ. 1882 ท่ามกลางสักขีพยานที่เป็นคนในครอบครัว เพื่อนฝูง นักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญา และคนมีชื่อเสียงนับพันคน


สถานที่ฝังร่างของดาร์วินที่โบสถ์เวสต์มินสเตอร์

ขณะที่มีหลายคนอยากให้มีการฝังร่างของวอลเลซคู่กับดาร์วินในโบสถ์เวสต์มินสเตอร์ แต่ครอบครัวของเขาก็เลือกปฏิเสธความปรารถนาดีนี้ และทำตามความปรารถนาของเจ้าตัวแทน สถานที่ฝังร่างของวอลเลซจึงเป็นที่สุสานบรอดสโตน (Broadstone Cemetery) ในเมืองดอร์เซต (Dorset) ใกล้กับบ้านที่เขาพำนักอยู่ที่ได้รับฉายา Old Orchard (สวนผลไม้โบราณ)


สถานที่ฝังร่างของวอลเลซในสุสานบรอดสโตน เมืองดอร์เซต

ที่มาภาพ : George W. Beccaloni, “Restored grave of A.R. Wallace” (CC-BY-3.0), via Wikimedia Commons

โดยมีต้นไม้ที่กลายเป็นฟอสซิลสูง 7 ฟุต ประเมินอายุว่าน่าจะอยู่ที่ราว 146 ล้านปี ฝังติดอยู่กับฐานหินปูนเพอร์เบ็กเป็นสัญลักษณ์ นับจากต้นทศวรรษ 2000 สมาคมลินเนียนแห่งลอนดอนก็เข้ามารับหน้าที่ดูแลหลุมฝังศพของเขา หลังจากที่ขาดการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมก่อนหน้านั้น

ทั้งหมดนั้นคือเรื่องราวอย่างย่นย่อของสุภาพบุรุษอังกฤษ 2 ท่าน คนหนึ่งเหมือนมีบุญเก่ามาเกื้อหนุนอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่เกิด แต่กับอีกคนราวกับจะมีกรรมเก่ามาบั่นทอนชีวิตอยู่เสมอ แม้จะมีฐานะทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันอย่างยิ่ง แต่ทั้งคู่มีสิ่งที่เหมือนกันคือ ชอบการผจญภัย มีความมุ่งมั่นในการค้นคว้าหาความรู้ และเขียนเผยแพร่ความรู้ไว้ให้แก่ชนรุ่นหลัง

เกียรติคุณที่โดดเด่นและยิ่งใหญ่ที่สุดคือได้ร่วมกันมอบสมบัติความรู้ที่สำคัญสุดในทางชีววิทยา คือ “ทฤษฎีวิวัฒนาการ” ให้แก่มนุษยชาตินั่นเอง


     

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • ข้อมูลส่วนใหญ่ในบทความนำมาจากหนังสือ ชาร์ลส์ ดาร์วิน กำเนิดแห่งชีวิตและทฤษฎีวิวัฒนาการ (ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์ และสุวัฒน์ อัศวไชยชาญ, พ.ศ. 2555, สำนักพิมพ์สารคดี) และเว็บไซต์ Wikipedia
  • ผู้สนใจอ่านประวัติชีวิตโดยละเอียดของชาลส์ ดาร์วิน แนะนำเล่ม อัจฉริยะผู้ลังเล ชาร์ลส์ ดาร์วิน (เดวิด ควอมเมน เขียน, อุทัย วงศ์ไวศยวรรณ แปล, พ.ศ. 2550, โครงการจัดพิมพ์คบไฟ)

แหล่งข้อมูลอ้างอิงสำหรับรายละเอียดสำคัญบางจุดในบทความ

  • [1] https://morethanadodo.com/2021/02/22/darwins-dockdown-reading-list/. เข้าถึงข้อมูลวันที่ 29 ม.ค. 2569
  • [2] https://cambridgeblog.org/2014/11/what-charles-darwin-read-on-the-beagle/. เข้าถึงข้อมูลวันที่ 29 ม.ค. 2569
  • [3] https://darwin-online.org.uk/BeagleLibrary/Beagle_Library_Introduction.htm. เข้าถึงข้อมูลวันที่ 29 ม.ค. 2569
  • [4] https://en.wikipedia.org/wiki/Alfred_Russel_Wallace. เข้าถึงข้อมูลวันที่ 30 ม.ค. 2569

About Author