เรื่องโดย ภาณุ ตรัยเวช
แม่น้ำสองสายที่ยาวที่สุดในโลกคือ “แม่น้ำไนล์” ในแอฟริกาและ “แม่น้ำแอมะซอน” ในอเมริกาใต้ ยาวประมาณ 6,400 ถึง 6,700 กิโลเมตร ในหนังสือเรียนโดยทั่วไปจะบอกว่าแม่น้ำไนล์ยาวกว่า แต่แฟนแม่น้ำแอมะซอนจะอ้างว่าขึ้นกับวิธีวัด ถ้าวัดแบบเข้าข้างฝั่งอเมริกาใต้ แม่น้ำแอมะซอนอาจยาวได้ถึง 7,000 กิโลเมตร
แม่น้ำสองสายที่ยาวที่สุดในโลกนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แม่น้ำแอมะซอนผ่านพื้นที่ป่ารกชัฏ มีลำน้ำสาขาไหลมาเติมอยู่ตลอดเส้นทาง ขณะเดียวกันลำน้ำสาขาเหล่านั้นก็รับน้ำมาจากสายเล็กสายน้อย จึงเป็นเรื่องยากที่จะระบุจุดตั้งต้นและวัดความยาวแม่น้ำตลอดทั้งสาย ในทางตรงกันข้าม แม่น้ำไนล์ถึงจะรับน้ำมาจากลำน้ำสาขาบ้าง แต่จำนวนลำน้ำเทียบกันไม่ติดกับของแอมะซอนเลย ถึงแม้ความยาวแม่น้ำสองสายใกล้เคียงกัน ถ้าเทียบปริมาตรของน้ำที่ไหลผ่าน แม่น้ำแอมะซอนชนะขาดลอย เพราะมีอัตราน้ำไหล 200,000 ลูกบาตรเมตรต่อวินาที ขณะที่แม่น้ำไนล์อยู่ที่ 3,000 ลูกบาตรเมตรต่อวินาที
ปริมาตรน้ำในแม่น้ำไนล์ “น้อย” ถึงขนาดว่าเอาไปเทียบกับแม่น้ำความยาวลำดับสามและลำดับสี่ของโลก อย่างแม่น้ำแยงซีและแม่น้ำมิสซิสซิบปีแล้ว แม่น้ำไนล์ยังแพ้สองแม่น้ำนั้นเลย
แผนที่แม่น้ำไนล์
ที่มาภาพ : Hel-hama, CC BY-SA 4.0 via Wikimedia Commons
สิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่สุดของแม่น้ำไนล์คือ เป็นแม่น้ำยาวที่สุดในโลกที่อยู่กลางทะเลทรายใหญ่ที่สุดในโลกแม่น้ำไนล์ไหลผ่านทะเลทรายสะฮาราเป็นระยะทางหลายพันกิโลเมตร มิหนำซ้ำยังไหลตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นฤดูกาลที่แห้งแล้งขนาดไหน ไม่แปลกเลยที่ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่าแม่น้ำไนล์เป็นของขวัญที่เหล่าทวยเทพมอบให้แก่มนุษย์
อย่างไรก็ดีมีชาวอียิปต์โบราณหัววิทยาศาสตร์บางคนใคร่ครวญถึงสาเหตุธรรมชาติที่ทำให้แม่น้ำไนล์ไหลผ่านความแห้งแล้งในทะเลทรายมาได้ พวกเขาออกเดินทางสำรวจแม่น้ำไนล์ ล่องเรือลงใต้สวนกระแสน้ำไปเรื่อย ๆ จนเจอกับบริเวณที่แม่น้ำขนาดใหญ่สองสายมาเจอกัน ปัจจุบันเราเรียกแม่น้ำที่มาจากทิศตะวันออกว่า แม่น้ำไนล์สีน้ำเงิน และแม่น้ำจากทิศใต้ว่า แม่น้ำไนล์สีขาว ตามสีของดินตะกอน บริเวณที่แม่น้ำทั้งสองสายมาเจอกันคือ เมืองคาร์ทูม เมืองหลวงของประเทศซูดาน
แม่น้ำไนล์สีน้ำเงินไหลแรงกว่า นักสำรวจชาวอียิปต์โบราณเหล่านั้นจึงตัดสินใจเลี้ยวซ้าย พวกเขาล่องลำน้ำไปจนถึงที่ราบสูงเอธิโอเปีย และค้นพบว่าต้นกำเนิดแม่น้ำไนล์คือ ทะเลสาบทานา ทะเลสาบแห่งนี้เองที่รับน้ำฝนจากลมมรสุมในฤดูร้อน ปริมาณน้ำไนล์เกือบร้อยละ 90 ที่ไหลมาถึงอียิปต์ มาจากพื้นที่แถบนี้
แต่นั่นเป็นการไขปริศนาแค่ครึ่งเดียว ในช่วงฤดูอื่น ๆ อย่างฤดูหนาว ฤดูแล้ง แม่น้ำไนล์สีน้ำเงินแทบแห้งผาก สาเหตุที่แม่น้ำไหลต่อเนื่องได้เพราะน้ำจากแม่น้ำไนล์สีขาวต่างหาก ไหลจากดินแดนลึกลับทางทิศใต้ ผ่านทะเลทรายอย่างไม่หยุดไม่หย่อนตลอดทั้งปี แต่ไม่มีใครรู้ว่าต้นกำเนิดของแม่น้ำไนล์สีขาวคือที่ไหน
พรุซัดด์ในประเทศเซาท์ซูดาน
ที่มาภาพ : Inna67895, CC BY-SA 4.0 via Wikimedia Commons
จูเลียต ซีซาร์ จักรพรรดิโรมันผู้พิชิตอียิปต์ เคยกล่าวว่า ถ้าเขาได้เห็นต้นกำเนิดแม่น้ำไนล์ ต่อให้ต้องแลกกับบังลังก์จักรพรรดิ เขาก็ยอมแลกได้ เนโร จักรพรรดิคนถัด ๆ มา ต้องการไขปริศนาให้ได้ว่าต้นกำเนิดของแม่น้ำไนล์คือที่ไหนกันแน่ เขาส่งนักสำรวจและทหารกองใหญ่บุกลงใต้ไปเรื่อย ๆ สองริมฝั่งแม่น้ำเต็มไปด้วยพีระมิดของชาวนูเบียน พีระมิดพวกนี้มีขนาดเล็กกว่าพีระมิดในอียิปต์ แต่มีจำนวนมากกว่า ข้างในพีระมิดนูเบียนตัน ไม่มีห้องหับใด ๆ พวกเขาแค่สร้างปิดทับหลุมฝังศพเหมือนกับป้ายสุสาน
นักสำรวจของเนโรผ่านบริเวณที่แม่น้ำสองสีมาเจอกัน และบุกลงใต้ตามแม่น้ำไนล์สีขาวไป สองฝั่งแม่น้ำเต็มไปด้วยพุ่มอะเคเชียซึ่งเป็นแหล่งอาหารของพวกอูฐ นักสำรวจเจอสัตว์ดุร้ายอย่างฮิบโปโปเตมัส พวกมันเป็นสัตว์กินพืชก็จริงแต่หวงแหนอาณาเขตเอามาก ๆ แค่อ้าปากแล้วงับทีเดียวก็ล่มเรือของพวกเขาได้เลย
หลังจากบุกฝ่าดงฮิบโปโปเตมัสมาได้ ต้นอะเคเชียถูกแทนที่ด้วยต้นกกอียิปต์ (พาไพรัส หรือ ปาปิรุส ที่เราคุ้นหู) เหล่านักสำรวจคุ้นเคยกับต้นกกชนิดนี้ดี มันคือพืชที่ขึ้นอยู่สองฝั่งแม่น้ำไนล์ในอียิปต์ ประโยชน์คือเอามาใช้ทำกระดาษ แม้แต่เรือที่พวกเขานั่งอยู่ก็อาจสานมาจากใยต้นกกอียิปต์ แต่ต้นกกอียิปต์ในดินแดนแถบนี้แตกต่างจากต้นที่พวกเขาเคยเห็น มันสูงถึงห้าเมตร ท่วมศีรษะคน ความสูงใหญ่ไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือรากของมันถักทอเครือข่ายขวางลำน้ำจนไม่สามารถแล่นเรือผ่านไปได้
สถานที่แห่งนี้คือ ซัดด์ (Sudd) พรุที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบันตั้งอยู่ในประเทศเซาท์ซูดาน นักสำรวจของเนโรต้องยกธงขาวยอมแพ้ พวกเขาไม่สามารถเจาะแม่น้ำไนล์ลึกไปกว่านี้ได้ เป็นเวลาเกือบสองพันปีแล้วที่ไม่มีใครรู้ต้นกำเนิดของแม่น้ำไนล์ ทุกคณะสำรวจ ไม่ว่าจะของชาวอียิปต์ ชาวมุสลิม หรือชาวยุโรป มาสิ้นสุดที่ซัดด์เหมือนกันหมด (ซัดด์เป็นภาษาอารบิกแปลว่า “อุปสรรค”)
ทำไมซัดด์ถึงได้เป็นอุปสรรคยิ่งใหญ่อะไรขนาดนี้ แม่น้ำไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ความลาดเอียงของไนล์บริเวณซัดด์คือ 1 ต่อ 100 เท่านั้น แปลว่ามันแทบไม่มีความลาดเอียงใด ๆ เลย น้ำเอ่อนองอยู่นิ่ง ๆ ไม่สามารถบอกได้ว่าต้นแม่น้ำคือทิศไหน อุปสรรคอีกอย่างคือเกาะลอยน้ำที่เกิดจากรากต้นกกอียิปต์ถักรวมกันหนาแน่นจนแยกไม่ออกตรงไหนกันแน่คือแผ่นดิน ตรงไหนคือแผ่นน้ำ
เกาะลอยเป็นอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหน กระโดดข้ามเวลามาปี ค.ศ. 1900 รัฐบาลอังกฤษตั้งใจว่าทำอย่างไรก็ได้ ขอแค่ให้ฝ่าอุปสรรคนี้ไป พวกเขาเกณฑ์นักโทษชาวนูเบียมา 800 คน หั่นรากไม้ ใช้เรือกลไกห้าลำลากเกาะลอยไปทิ้ง ถ้าจำเป็นจริง ๆ ก็ราดน้ำมันแล้วจุดไฟเผา ถึงขนาดนั้นแล้วยังต้องใช้เวลาสามเดือนกว่าจะเจาะแม่น้ำเป็นระยะทางแค่สิบกิโลเมตร
ด้วยปาฏิหาริย์บางอย่าง ถ้านักสำรวจในอดีตสามารถฝ่าซัดด์ไปได้ พวกเขาจะมาถึงแม่น้ำไนล์ภูเขาที่ระดับความลาดเพิ่มขึ้น น้ำไหลเร็วขึ้น สัตว์ร้ายก็เพิ่มขึ้นด้วย นอกจากฮิบโปโปเตมัส พวกเขาจะได้เห็นสัตว์มาสคอตประจำแม่น้ำไนล์ จระเข้นั่นเอง ฮิบโปโปเตมัสเป็นต้นเหตุการณ์เสียชีวิตของคนต่อปีมากกว่าจระเข้ แต่ฮิบโปโปเตมัสไม่ได้มองมนุษย์เป็นอาหาร ในทางตรงกันข้าม จระเข้ล่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างเรา
บางช่วงของแม่น้ำไนล์ภูเขา ร่องน้ำถูกบีบแคบเหลือเพียงสายน้ำพุ่งออกมาจากร่องหิน ทะยานไปทางซ้ายทีขวาที สายรุ้งตีวงโค้งอยู่ท่ามกลางละอองน้ำ ถ้าเริ่มเห็นทิวทัศน์แบบนี้แสดงว่าพวกเขามาถึงน้ำตกเมอร์ชิสันแล้ว (ปัจจุบันอยู่ในประเทศยูกันดา) อีกอึดใจเดียวก็จะถึงต้นแม่น้ำไนล์สีขาว
น้ำตกเมอร์ชิสัน บริเวณที่จระเข้อาศัยอยู่มากที่สุดในโลก
พอนักสำรวจปีนน้ำตกเมอร์ชิสันขึ้นไป ผ่านเกาะแก่งและกระแสน้ำ ฝ่าดงจระเข้ (แถบน้ำตกเมอร์ชิสันขึ้นชื่อว่าเป็นบริเวณที่มีจระเข้หนาแน่นที่สุดในโลก) ในที่สุดพวกเขาก็จะมาถึงเมืองจินจา ริมทะเลสาบวิกตอเรีย ทะเลสาบน้ำจืดมีพื้นที่เจ็ดหมื่นตารางกิโลเมตร สถานที่แห่งนี้ในปัจจุบันได้รับเกียรติให้เป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำไนล์ เมืองจินจามีทั้งวัดพุทธ มัสยิดอิสลาม แล้วก็โบสถ์คริสต์ ทุกศาสนาใหญ่ ๆ ต่างอยากมีอารามของตัวเองตั้งอยู่ ณ จุดกำเนิดของแม่น้ำที่เป็นจุดกำเนิดของอารยธรรม มหาตมะ คานธี ขอให้โปรยอัฐิของท่านไว้ที่เมืองนี้
แต่จินจาใช่ต้นกำเนิดของแม่น้ำไนล์จริงหรือเปล่า ? ในด้านหนึ่ง ทะเลสาบวิกตอเรียรับน้ำมาจากลำน้ำสาขาหลายเส้น เราควรนับต้นกำเนิดของแม่น้ำเหล่านั้นว่าเป็นต้นกำเนิดที่แท้จริงของแม่น้ำไนล์มากกว่าไหม อีกด้านหนึ่ง ต่อให้รู้ว่าจินจาคือต้นกำเนิดของแม่น้ำ แต่นี่ก็ไม่ได้ตอบคำถามว่าเหตุใดแม่น้ำไนล์สีขาวถึงไหลผ่านทะเลทรายในฤดูแล้งได้
สะพานในเมืองจินจา ประเทศยูกันดา ข้ามต้นกำเนิดแม่น้ำไนล์
ที่มาภาพ : Movemus, CC BY-SA 4.0 via Wikimedia Commons
คำตอบอาจอยู่ที่อุปสรรคอันยิ่งใหญ่ระหว่างการเดินทางของเราก็ได้ นักอุทกวิทยาและนักอุตุนิยมวิทยาประเมินว่า เพราะแม่น้ำไนล์บริเวณพรุซัดด์ไหลช้ามาก น้ำเลยถูกเก็บกักไว้บริเวณนี้แทนที่จะไหลสู่ทะเลทรายแล้วแห้งระเหยไปในคราวเดียว น้ำบางส่วนที่ซัดด์ระเหยกลายเป็นไอ แต่ก็ตกกลับมาเป็นฝนได้ง่าย ซัดด์ต่างหากที่กุมความลับของไนล์เอาไว้ บางทีมันอาจจะเป็นต้นกำเนิดที่แท้จริงของแม่น้ำไนล์ก็ได้
ไหน ๆ เราก็พูดถึงนักสำรวจปาฏิหาริย์ในอดีตที่สามารถฟันฝ่าทุกอุปสรรคไปจนถึงต้นแม่น้ำได้แล้ว ลองใช้ปาฏิหาริย์อีกประเภทย้อนเวลากลับไปดูต้นกำเนิดแม่น้ำไนล์จริง ๆ ดีกว่า เมื่อล้านปีก่อนแม่น้ำไนล์ไหลอยู่แค่ทางตอนบนของทวีปแอฟริกา ถ้าเทียบเขตแดนปัจจุบันคืออยู่แต่เฉพาะในประเทศอียิปต์เท่านั้น
ประมาณแปดแสนปีที่แล้ว แผ่นเปลือกโลกเอธิโอเปียค่อย ๆ ยกตัว จากเดิมที่เทลาดลงฝั่งทะเลแดงทางทิศตะวันออก พลิกกลับไปอีกด้านหนึ่ง เทลาดลงมาใจกลางทวีปทางทิศตะวันตกแทน ผลคือเกิดแม่น้ำสายใหม่ที่ไหลฝ่าใจกลางทวีป ไปเจอกับแม่น้ำไนล์ทางตอนเหนือ จนกลายเป็นพื้นที่แห่งความชุ่มชื้นตัดผ่ากลางทะเลทราย และกลายเป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในโลกดังปัจจุบัน
ผลข้างเคียงเหนือความคาดหมายก็คือ Homo sapiens ลิงไม่มีหางประเภทหนึ่งที่เคยอาศัยอยู่แต่เฉพาะในดินแดนเอธิโอเปีย อพยพออกจากเอธิโอเปียไปยังปากแม่น้ำไนล์ และเดินทางต่อไปยังเขตทะเลทรายอาหรับได้
และนั่นเองคือจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

