คณะผู้เขียน
ดร.วรพงศ์ สิงห์ชาติ, ดร.ฐิติพงศ์ พันทุม, ดร.นิวิฐ ตั้งเลิศไพบูลย์, ผศ. ดร.รัตนพล ชื่นค้า, ผศ. ดร.อิงอร ไชยเยศ,
รศ. ดร.ณรงค์ฤทธิ์ เมืองใหม่, รศ. ดร.ประทีป ด้วงแค และ ศ. ดร.ครศร ศรีกุลนาถ
ไก่ป่า หรือ Red Junglefowl (Gallus gallus) ไม่ได้เป็นเพียงต้นกำเนิด “เสียงขันในป่า” เท่านั้น แต่คือบรรพบุรุษของไก่บ้านทั่วโลกและเป็นดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของป่าไทย แต่ปัจจุบันแนวโน้มประชากรไก่ป่ากำลังลดลงจากการสูญเสียถิ่นอาศัยและการรบกวนของมนุษย์ จึงยิ่งตอกย้ำว่าการอนุรักษ์ไก่ป่าไม่ใช่แค่การปกป้องสัตว์ชนิดหนึ่ง แต่คือการดูแลรากเหง้าทางพันธุกรรมและประวัติศาสตร์การเลี้ยงสัตว์ของมนุษย์ทั้งโลกไปพร้อมกัน
เพื่อฟื้นเสียงขันในป่าและรักษาพันธุกรรมไก่ป่าไทย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และเครือเบทาโกร ได้ร่วมกันพัฒนา “โมเดลความร่วมมือ” ตั้งแต่การวิจัยพันธุกรรม การประเมินพื้นที่ที่เหมาะสม ไปจนถึงการปล่อยไก่ป่าคืนถิ่นอย่างเป็นระบบ ทั้งในภาคใต้ที่สวนกวางเปิดเขาคราม จังหวัดพัทลุง และภาคเหนือที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยกิจกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นภายใต้ “โครงการอนุรักษ์ เพาะพันธุ์ และเพิ่มประชากรไก่ป่าคืนสู่ธรรมชาติ เพื่อรักษาแหล่งพันธุกรรมและความมั่นคงทางอาหาร” เพื่อต่อยอดและสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์ไก่ป่าและสัตว์ป่าไทยมาอย่างยาวนาน
สถานะไก่ป่าของประเทศไทย
ไก่ป่า หรือ Red Junglefowl (Gallus gallus) คือบรรพบุรุษสำคัญของไก่บ้านทั่วโลก และเป็นหนึ่งในสัตว์ป่าที่สะท้อนความสมบูรณ์ของระบบนิเวศไทยได้อย่างชัดเจน แม้สถานะการประเมินล่าสุดจาก International Union for Conservation of Nature IUCN เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2559 จัดให้ไก่ป่าอยู่ในกลุ่ม “ความเสี่ยงต่ำ” (least concern) แต่แนวโน้มประชากรกลับลดลงอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยหลายด้าน เช่น การสูญเสียพื้นที่ป่า การรบกวนจากมนุษย์ การขยายตัวของเมือง ทำให้เสียงขันในป่าซึ่งเคยคุ้นหูของชุมชนชนบทได้หายไปในหลายพื้นที่ของประเทศ ไก่ป่าของไทยจึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “สัตว์ป่าคุ้มครอง” ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 เพื่อรักษาพันธุกรรมดั้งเดิมของสัตว์ชนิดนี้ไม่ให้สูญหายไปจากธรรมชาติ
ไก่ป่าไม่ได้มีคุณค่าเพียงในฐานะสัตว์ป่าเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นคลังอาหารธรรมชาติ (natural food bank) ของระบบนิเวศ และเป็นแหล่งพันธุกรรมสำหรับไก่พื้นเมืองและไก่เลี้ยงของมนุษย์ในอดีต กระบวนการวิวัฒนาการ เช่น การกลายพันธุ์ (mutation) การคัดเลือกตามธรรมชาติ (natural selection) การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมแบบสุ่ม (genetic drift) ทำให้ไก่ป่าค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านสู่กระบวนการเลี้ยงให้เชื่องหรือ domestication กลายเป็นไก่สยามและไก่พื้นเมืองที่เรารู้จักในปัจจุบัน การรักษาไก่ป่าในธรรมชาติจึงไม่ใช่เพียงการปกป้องสัตว์ชนิดหนึ่ง แต่คือการปกป้องรากเหง้าทางพันธุกรรม อาหาร และความสมบูรณ์ของป่าไทยในระยะยาว
จากการทบทวนหลักฐานอย่างเป็นระบบของ Joris Peters และคณะ เมื่อปี พ.ศ. พบว่าหลักฐานโบราณคดีจาก บ้านโนนวัด จังหวัดนครราชสีมา ประเทศไทย อายุราว 1650–1250 ปีก่อนคริสตกาล เป็นหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ที่บ่งชี้ถึงการเลี้ยงไก่โดยมนุษย์อย่างชัดเจน ทำให้ไทยกลายเป็น “จุดเริ่มต้นของการเลี้ยงไก่บ้าน” งานวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าหลักฐานจากจีนตอนใต้และจีนตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งเคยถูกอ้างว่าเก่าแก่นั้นไม่ได้ผ่านการระบุอายุโดยตรง และหลายชิ้นมีช่วงเวลาซ้อนทับกับหลักฐานจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ภาพรวมก่อนหน้านี้คลาดเคลื่อน ข้อมูลทั้งหมดจึงสนับสนุนความจริงสำคัญว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย คือบ้านเกิดของไก่เลี้ยงตัวแรกของมนุษยชาติ และเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับไก่ที่ดำเนินยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน

ประเทศไทย จุดเริ่มต้นของการเลี้ยงไก่บ้าน
ความมั่นคงด้านอาหารและเศรษฐกิจท้องถิ่นจากไก่ป่าและไก่สยาม
แม้ไก่ป่าจะไม่ใช่สัตว์ที่เรานำมาบริโภคโดยตรงเพราะเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎหมายของไทย แต่กลับมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารของคนไทยในทางอ้อม ไก่ป่าถือเป็น “ดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของป่า” หากพื้นที่ใดมีไก่ป่าอาศัยอยู่แสดงว่าป่านั้นยังคงมีแหล่งอาหาร ความอุดมสมบูรณ์ และความหลากหลายทางชีวภาพ เมื่อธรรมชาติยังคงสมบูรณ์ ระบบนิเวศก็สามารถผลิตอาหารให้กับมนุษย์ได้อย่างยั่งยืน เช่น แหล่งน้ำป่า แมลงที่เป็นอาหารสัตว์อื่น ผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่รอบป่า นอกจากนี้ไก่ป่ายังเป็นแหล่งพันธุกรรมสำคัญที่มนุษย์อาจนำไปศึกษาพัฒนาไก่พื้นเมืองและไก่เลี้ยงในอนาคต เพื่อเพิ่มความทนทานต่อโรคและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงจากภาวะโลกร้อน
ด้านเศรษฐกิจท้องถิ่น ไก่ป่าเป็นเสน่ห์ของผืนป่าและแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางไปตามอุทยานหรือเขตรักษาพันธุ์เพื่อสังเกตสัตว์ป่า เช่น ชมนก ฟังเสียงไก่ป่าขันยามเช้า ทำให้เกิดรายได้แก่ชุมชนในรูปแบบท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการบริการในพื้นที่
ขณะเดียวกัน “ไก่สยามและไก่พื้นเมือง” ซึ่งมีรากฐานทางพันธุกรรมจากไก่ป่า ก็มีบทบาทโดยตรงในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพราะให้เนื้อและไข่แก่ครัวเรือนชนบททั่วประเทศ จึงกล่าวได้ว่า ไก่ป่าเป็นผู้ดูแลป่า ส่วนไก่สยามคือผู้ดูแลปากท้องของคนไทย ทั้งสองต่างช่วยกันสร้างความยั่งยืนให้ชุมชนในรูปแบบที่แตกต่างกัน

ไก่ป่า “คลังอาหารธรรมชาติ” (Natural Food Bank) ของระบบนิเวศ และเป็น “แหล่งพันธุกรรม”
ความร่วมมือเพื่ออนุรักษ์ไก่ป่าไทย สืบสานพระราชปณิธานสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ปี พ.ศ. 2565 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสำนักบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน เครือเบทาโกร ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการอนุรักษ์ เพาะพันธุ์ และเพิ่มประชากรไก่ป่า ไก่พื้นเมือง และไก่ประจำถิ่น” เพื่อความมั่นคงทางอาหารของชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้านการเพาะขยายพันธุ์ไก่ป่า โดยบูรณาการองค์ความรู้ระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ดูแลทรัพยากรชีวภาพ และรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ โดยมุ่งเน้นการวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยีด้านพันธุกรรมของไก่ป่า ไก่พื้นเมือง และไก่ประจำถิ่น เพื่อให้เป็นแหล่งอาหารพื้นฐานของชุมชน และสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืนในอนาคต

ต่อมามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และสำนักบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน เครือเบทาโกร ดำเนิน “โครงการอนุรักษ์ เพาะพันธุ์ และเพิ่มประชากรไก่ป่าคืนสู่ธรรมชาติ เพื่อรักษาแหล่งพันธุกรรมและความมั่นคงทางอาหาร” ซึ่งเป็นความร่วมมือของสามหน่วยงานในการรักษาแหล่งพันธุกรรมไก่ป่าของไทยผ่านเทคโนโลยีจีโนมิกส์ เพื่อคัดเลือกไก่ป่าที่มีความหลากหลายทางพันธุกรรม พร้อมนำไปเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์ในสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าของกรมอุทยานฯ ก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติแบบค่อยเป็นค่อยไปในคอกปรับสภาพ (soft release) เพื่อให้ไก่ป่าเรียนรู้สภาพแวดล้อมจริงก่อนออกหากินเองอย่างสมบูรณ์ หลังจากปล่อยแล้วจะติดตามการอยู่รอดและพฤติกรรมของไก่ป่าเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการขยายผลสู่พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยกรมอุทยานฯ สำหรับการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ เพื่อฟื้นฟูประชากรไก่ป่าและเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว
ทั้งสามหน่วยงานที่ร่วมดำเนินโครงการต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือ ต้องการฟื้นฟูและเพิ่มประชากรไก่ป่า ไก่พื้นเมือง และไก่ประจำถิ่น โดยบูรณาการความรู้ด้านพันธุศาสตร์ นวัตกรรม และการจัดการระบบนิเวศ โครงการเหล่านี้ไม่ได้เพียงมุ่งอนุรักษ์สัตว์ป่า แต่ยังต้องการสร้างคลังอาหารของชุมชนและสร้างความมั่นคงทางอาหาร การร่วมมือของทั้งสามหน่วยงานจึงเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยพัฒนาระบบการอนุรักษ์ไก่ป่าที่เป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น ตั้งแต่การเพาะขยาย การตรวจสอบพันธุกรรม ไปจนถึงการวางแผนคืนถิ่นและติดตามผลในระยะยาว เพื่อให้ไก่ป่ายังคงเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติไทยต่อไปอย่างยั่งยืน
การประเมินความหลากหลายทางพันธุกรรมของไก่ป่าไทย
เพื่อให้การอนุรักษ์ไก่ป่าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นักวิจัยจำเป็นต้องรู้ก่อนว่า “ไก่ป่าในประเทศไทยมีโครงสร้างทางพันธุกรรมเป็นอย่างไรบ้าง” เพราะพันธุกรรมคือข้อมูลสำคัญที่บอกว่าไก่ป่ากลุ่มไหนมีความใกล้เคียงกัน กลุ่มไหนแยกเป็นสายประชากรเฉพาะพื้นที่ และพื้นที่ใดควรเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูประชากรในอนาคต งานวิจัยที่ผ่านมาทั้งของอายาโนะ ฮาตะ (Ayano Hata) และคณะ เมื่อปี พ.ศ. 2564 และของทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2565 พบตรงกันว่า ไก่ป่าไทยมีความหลากหลายทางพันธุกรรมสูงและยังคงรักษาเอกลักษณ์ของสายพันธุกรรมดั้งเดิมไว้ได้ดีมาก เป็นสัญญาณสำคัญว่าประชากรไก่ป่าในไทยยังคงแข็งแรงและเหมาะต่อการเป็นต้นแบบสำหรับงานอนุรักษ์ในระยะยาว
งานวิจัยครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนตัวอย่างไก่ป่าจากหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าทั่วประเทศ ภายใต้การดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งเก็บรักษาและดูแลไก่ป่าอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ทีมวิจัยยังได้รับตัวอย่างจากสวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา และสวนสัตว์เชียงราย ภายใต้การดูแลขององค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ซึ่งเพาะเลี้ยงไก่ป่าในระบบควบคุม ทำให้มีข้อมูลเชิงพันธุกรรมที่แม่นยำและใช้เปรียบเทียบกับประชากรตามธรรมชาติได้อย่างดี เมื่อรวมข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน นักวิจัยพบว่าไก่ป่าไทยมีการแบ่งกลุ่มตามภูมิภาคอย่างชัดเจน เช่น ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ และแม้จะมีการปะปนกับไก่บ้านบ้างในบางพื้นที่ แต่ความปะปนยังอยู่ในระดับต่ำ ผลลัพธ์เหล่านี้ช่วยให้นักวิจัยเลือกประชากรที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการปล่อยคืนถิ่น ลดความเสี่ยงการปะปน และรักษาเอกลักษณ์ของไก่ป่าไทยให้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน
การศึกษาพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการอนุรักษ์และปล่อยไก่ป่าคืนสู่ธรรมชาติ
ก่อนจะปล่อยไก่ป่าคืนสู่ธรรมชาติ นักวิจัยจำเป็นต้องรู้ก่อนว่า พื้นที่แบบไหนที่ไก่ป่าสามารถอยู่รอดได้จริง งานวิจัยของทีมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์ที่ชื่อว่า MaxEnt (Maximum Entropy Model) เพื่อทำนายความเหมาะสมของถิ่นอาศัย (habitat suitability) ทั่วประเทศไทย จากข้อมูลสภาพแวดล้อม เช่น ความชื้น อุณหภูมิ ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ความสูงจากระดับน้ำทะเล พื้นที่อนุรักษ์ ผลลัพธ์แสดงเป็นแผนที่สีต่าง ๆ ที่แสดงโอกาสที่ไก่ป่าจะสามารถทำรังและหากินได้ ตั้งแต่ระดับต่ำสุด (สีเหลือง) จนถึงระดับสูงสุด (สีเขียวเข้ม–น้ำเงิน) ช่วยให้เรามองเห็นพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดโดยไม่ต้องเสี่ยงปล่อยไก่ป่าไปในพื้นที่ที่ไม่เหมาะซึ่งอาจทำให้ไก่ป่าเสียชีวิต
สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อนักวิจัยคำนวณ “ฉากอนาคต” ในปี พ.ศ. 2593 และ 2613 ผลลัพธ์ชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับไก่ป่ามีแนวโน้ม “ลดลง” เนื่องจากผลของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (climate change) ทำให้การเลี้ยงดูและการปล่อยคืนต้องมีการวางแผนล่วงหน้า เช่น เลือกพื้นที่ที่ยังเหมาะสมต่อไปในอนาคต มีความต่อเนื่องของป่า ได้รับการคุ้มครองอย่างเข้มงวด เมื่อรู้พื้นที่ที่ดีที่สุดแล้ว ทีมวิจัยจึงสามารถกำหนดจุดปล่อยและออกแบบระบบติดตามและเฝ้าระวัง (monitoring) เพื่อประเมินว่าฝูงไก่ป่าปรับตัว มีลูก และตั้งรกรากได้จริงหรือไม่ ถือเป็นก้าวสำคัญของการอนุรักษ์ไก่ป่าอย่างยั่งยืนในประเทศไทย

แผนที่แสดง พื้นที่ที่เหมาะสมต่อการอนุรักษ์และปล่อยไก่ป่าคืนสู่ธรรมชาติ
กิจกรรมการปล่อยไก่ป่าคืนถิ่น ฟื้นเสียงขันให้กลับคืนสู่ป่าของไทย
หนึ่งในก้าวสำคัญของโครงการอนุรักษ์ไก่ป่า คือ การปล่อยไก่ป่าคืนถิ่น เพื่อให้ประชากรไก่ป่าสามารถตั้งรกรากในพื้นที่ธรรมชาติอีกครั้ง หนึ่งในพื้นที่นำร่องที่สำคัญคือ สวนกวางเปิดเขาคราม จังหวัดพัทลุง ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2567 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ร่วมลงพื้นที่พร้อมพันธมิตรจากภาครัฐและเอกชน ได้แก่ทีมงานจากบริษัทเบทาโกรฯ สวนสัตว์สงขลา และสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าพัทลุง เพื่อร่วมกันปล่อยไก่ป่าที่ได้รับการตรวจสอบพันธุกรรมอย่างสมบูรณ์กลับคืนสู่ป่า
อีกหนึ่งพื้นที่สำคัญของการฟื้นฟูประชากรไก่ป่าคือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยดั้งเดิมของไก่ป่าในภาคเหนือ และเป็นพื้นที่ที่ยังคงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับไก่สยามเอาไว้มากที่สุด เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 คณะวิทยาศาสตร์ และวิทยาลัยบูรณาการศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับมูลนิธิสายธาร เครือเบทาโกร สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดแม่ฮ่องสอน ศูนย์ไทใหญ่ศึกษา และหน่วยวิจัยด้านจีโนมิกส์และทรัพยากรชีวภาพสัตว์ ได้จัดกิจกรรม “ปล่อยไก่ป่าคืนถิ่นภาคเหนือ” ภายใต้โครงการอนุรักษ์ เพาะพันธุ์ และเพิ่มประชากรไก่ป่า ไก่พื้นเมือง และไก่ประจำถิ่น รวมถึงโครงการ Siam Chicken Bioresource Project
ไก่ป่าชุดนี้ได้รับการคัดเลือกทั้งด้านสุขภาพและสายพันธุกรรม เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นพันธุ์ดั้งเดิมที่เหมาะสมต่อการคืนถิ่นจริง การปล่อยไก่ป่าในพัทลุงไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนสัตว์ป่า แต่เป็นความพยายามฟื้นดัชนีความสมบูรณ์ของระบบนิเวศให้กลับคืนสู่พื้นที่ป่าภาคใต้ เมื่อไก่ป่าปรับตัวและตั้งถิ่นอาศัยได้ จะช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพและสร้างฐานพันธุกรรมสำคัญสำหรับการอนุรักษ์ในอนาคต นอกจากนี้พื้นที่เขาครามยังมีศักยภาพเป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ชุมชนมีส่วนร่วมได้ ทำให้การปล่อยไก่ป่าในครั้งนี้เป็นทั้งภารกิจด้านอนุรักษ์และโอกาสในการสร้างความยั่งยืนให้คนและป่าไปพร้อมกัน
การปล่อยไก่ป่าคืนสู่ธรรมชาติเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความร่วมมือหลายภาคส่วน เพื่อให้ประชากรไก่ป่าในธรรมชาติฟื้นตัวอย่างยั่งยืน ขั้นตอนเริ่มจากการคัดเลือกไก่ป่าที่มีสุขภาพแข็งแรงและผ่านการตรวจสอบพันธุกรรม เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นพันธุ์ดั้งเดิมของพื้นที่ ต่อมาจึงปรับพฤติกรรมและความคุ้นชินของไก่ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมจริงด้วยการเลี้ยงในคอกกึ่งธรรมชาติ ก่อนปล่อยสู่พื้นที่ป่าที่เหมาะสม โดยต้องผ่านการประเมินจากข้อมูลระบบนิเวศ เช่น แหล่งอาหาร ความชุ่มชื้น ความต่อเนื่องของพื้นที่ป่า หลังปล่อยแล้ว ทีมวิจัยจะติดตามดูพฤติกรรม การหากิน การรวมฝูง และความสามารถในการสืบพันธุ์ของไก่ป่า เพื่อประเมินความสำเร็จของการคืนถิ่น พร้อมมุ่งหวังว่าไก่ป่ากลับมาทำหน้าที่เป็นดัชนีความสมบูรณ์ของป่า และเป็นทรัพยากรพันธุกรรมสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารในอนาคต
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- Singchat, W., Chaiyes, A., Wongloet, W., Ariyaraphong, N., Jaisamut, K., Panthum, T., Ahmad, S. F., Chaleekarn, W., Suksavate, W., Inpota, M., et al. (2022). Red Junglefowl resource management guide: Bioresource reintroduction for sustainable food security in Thailand. Sustainability, 14(13), 7895. https://doi.org/10.3390/su14137895
- Hata, A., Nunome, M., Suwanasopee, T., Duengkae, P., Chaiwatana, S., Chamchumroon, W., Suzuki, T., Koonawootrittriron, S., Matsuda, Y., & Srikulnath, K. (2021). Origin and evolutionary history of domestic chickens inferred from a large population study of Thai red junglefowl and indigenous chickens. Scientific Reports, 11, 2035. https://doi.org/10.1038/s41598-021-81589-7
- Peters, J., Lebrasseur, O., Irving-Pease, E. K., Paxinos, P. D., Best, J., Smallman, R., Callou, C., Gardeisen, A., Trixl, S., Frantz, L., Sykes, N., Fuller, D. Q., & Larson, G. (2022). The biocultural origins and dispersal of domestic chickens. Proceedings of the National Academy of Sciences, 119(24), e2121978119. https://doi.org/10.1073/pnas.2121978119

