เรื่องโดย ผศ. ดร.ประหยัด นันทศีล
วันนี้อยากชวนคุยเรื่องราวเกี่ยวกับโลกร้อนในแบบฉบับของชาวนาครับ นานมาแล้วที่การทำนาถูกระบุว่าเป็นต้นตอของการทำให้โลกร้อน เพราะทุ่งนาที่มีน้ำขังยาวนานก่อให้เกิดแก๊สมีเทนซึ่งเป็นหนึ่งในแก๊สเรือนกระจก หรือพูดง่าย ๆ คือเป็นแก๊สอีกตัวหนึ่งที่ทำให้โลกร้อน
ที่เป็นเช่นนั้นเพราะโมเลกุลของมีเทนดูดซับคลื่นความร้อนที่สะท้อนจากผิวโลกออกสู่บรรยากาศไว้ กล่าวคือ เมื่อดวงอาทิตย์ส่องลงมายังผิวโลกในเวลากลางวัน ก็จะมีการสะท้อนกลับออกไปนอกบรรยากาศโลก แต่ปัญหาคือ คลื่นที่สะท้อนกลับพวกนี้มีค่าพลังงานที่เท่ากับพลังงานของพันธะที่อยู่ในแก๊สเรือนกระจกต่าง ๆ โดยเฉพาะมีเทนซึ่งถ้าเทียบกันตัวต่อตัวคนละหนึ่งโมเลกุลแล้ว เจ้ามีเทนนี่ดูดความร้อนเอาไว้ได้มากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 28-36 เท่าเลยทีเดียว
ด้วยเหตุนี้การทำนาของประเทศไทยจึงถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในต้นตอทำให้โลกร้อน นั่นก็ต้องยอมรับว่าแปลงนาของไทยก็มีส่วนจริง ๆ เพื่อแก้ปัญหานี้ เทคโนโลยีหนึ่งก็ได้รับการพัฒนาขึ้นมา คือ นาเปียกสลับแห้ง (alternate wetting and drying, AWD) ที่จะปล่อยน้ำลงในแปลงนาเท่าที่จำเป็นในช่วงที่ข้าวต้องการจริง ๆ ซึ่งช่วยลดการก่อเกิดแก๊สมีเทนอันเนื่องมาจากการทำนาไปได้บางส่วน ตอนนี้มีแปลงทดลองเกิดขึ้นจากการสนับสนุนของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะแถวจังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดอื่น ๆ ในภาคกลาง
![]() ระดับน้ำในการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง |
มีอีกเทคโนโลยีหนึ่งที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้นาข้าวมีส่วนช่วยลดโลกร้อน เรียกว่า enhanced rock weathering (ERW) เป็นการดึงคาร์บอนไดออกไซด์ที่อยู่บนฟ้าและร่วงลงมาพร้อมหยาดฝนในรูปของกรดคาร์บอนิก (carbonic acid) วิธีการคือ โปรยผงหินบะซอลต์ลงในแปลงนาข้าวเพื่อให้เกิดการทำปฏิกิริยากับกรดคาร์บอนิก แล้วเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ให้อยู่ในรูปของไบคาร์บอเนตซึ่งเป็นอนุมูลที่เสถียรอยู่ในน้ำผิวดินและน้ำในช่องว่างดิน (pore water) ได้ยาวนาน จนวันหนึ่งเมื่อโดนพัดพาไปสู่ทะเลกว้างก็จะไปจับคู่กับไอออนในทะเลกลายเป็นพวกแร่คาร์บอเนตที่เป็นองค์ประกอบหลักของหินปูน ซึ่งเสถียรยาวนานหลักหลายร้อยหลายพันล้านปี หากเปรียบเปรยก็เหมือนการจับเสือที่หลุดเข้าป่ามาขังไว้ในกรง เพราะคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยขึ้นฟ้าไปแล้วนั้นยากเหลือเกินในการไล่จับ
![]() หลักการทำงานของเทคโนโลยี enhanced rock weathering |
อาจจะมีคำถามผุดขึ้นมาว่า “หากไม่มีการโปรยผงบะซอลต์แล้วกรดคาร์บอนิกจะไม่ไปทำปฏิกิริยากับแร่อื่น ๆ ในดินเลยหรือ ?” คำตอบคือ มีครับ แต่…ช้ากว่าเยอะ หินบะซอลต์มีเนื้อละเอียด มีผลึกขนาดเล็กของพวกแร่ที่ปกติคุ้นเคยกับความร้อน ความดันเยอะ ๆ ในชั้นแมนเทิล เช่น โอลิวีน ไพรอกซีน ดังนั้นเมื่อต้องมาอยู่บนผิวโลกจึงเสถียรน้อยกว่าแร่อื่นที่เกิดที่อุณหภูมิต่ำกว่า พูดง่าย ๆ คือพร้อมจะเกิดปฏิกิริยาเพื่อปรับตัวเองให้อยู่ในรูปของแร่หรือสารประกอบอื่นที่เสถียรกว่า ณ สภาวะของผิวโลก
แถมบะซอลต์ยังประกอบด้วยเนื้อแก้ว (volcanic glass) ที่เย็นตัวจากลาวาอย่างรวดเร็ว โดยเนื้ออสัณฐานพวกนี้พร้อมจะเกิดปฏิกิริยายิ่งกว่าแร่ที่กล่าวไปด้วยซ้ำ ดังนั้นบะซอลต์จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในการส่งไปทำปฏิกิริยากับกรดคาร์บอนิกแล้วเปลี่ยนไปอยู่ในรูปที่เสถียรขึ้นเพื่อรอวันเปลี่ยนเป็นหินปูนดังที่กล่าวมาข้างต้น จึงนับว่า ERW เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีสำหรับการดึงคาร์บอนไดออกไซด์ลงมาจากฟ้า
ในแง่ของการจะเคลมว่าการโปรยผงบะซอลต์ของเราจับเสือคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ได้มากเท่าไหร่นั้น ต้องมีแปลงนาอีกหนึ่งแปลงที่ไม่ได้โปรยบะซอลต์และอยู่ใกล้ ๆ ในสภาวะแวดล้อมเหมือน ๆ กันเป็นตัวเทียบ เวลานักธรณีวิทยาที่ทำโครงการนี้จะเก็บตัวอย่างดินและน้ำในช่องว่างดินไปทดสอบ ก็ต้องเก็บตัวอย่างจากทั้งแปลงทดลองและแปลงควบคุมที่ใช้เทียบนี้ไปทดสอบพร้อมกัน แล้วเทียบกันว่าแปลงทดลองกับแปลงควบคุมมีปริมาณไบคาร์บอเนตและธาตุบางตัวต่างกันเท่าไร ความต่างนั้นแหละที่จะเคลมได้ว่าเกิดจากความพยายามของเราและคำนวณเป็นคาร์บอนเครดิตได้
อย่างไรก็ตามคาร์บอนเครดิตที่เราเคลมว่าทำได้นี้ต้องผ่านการรับรองจากหน่วยงานกลาง ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศที่มีให้เลือกใช้บริการได้ตามความต้องการของผู้ดำเนินโครงการ เช่น องค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ที่ออกในชื่อ Tver กับ Premium Tver หรือในระดับสากลก็มี Isometric, PuroEarth, Verra การจะให้หน่วยงานเหล่านี้มารับรองก็ต้องจ่ายค่าดำเนินการ ดังนั้นโมเดลธุรกิจขายคาร์บอนเครดิตจึงมักจะมีค่าใช้จ่ายจากการบริหารจัดการ การติดตามตรวจสอบ ค่าวิเคราะห์ ค่าใช้จ่ายแก่หน่วยงานเหล่านั้น โดยแต่ละหน่วยงานก็มีข้อกำหนดของตัวเองว่าต้องวิเคราะห์ตัวแปรอะไรบ้าง ด้วยวิธีการอย่างไร เครื่องมืออะไร ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะดำเนินธุรกิจขายคาร์บอนเครดิตก็ต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่าของธุรกิจที่ต้องร่วมงานกับเกษตรกรหรือชาวนาด้วย
โดยสรุปคือ แปลงนาข้าวก็มีส่วนช่วยลดปัญหาโลกร้อนได้ ด้วยเทคโนโลยีที่เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมตามพื้นที่ และพวกเราก็จะมีข้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อย ๆ แถมยังเคลมเป็นคาร์บอนเครดิตเพื่อขายให้ผู้ที่ถูกบังคับให้ต้องซื้อได้เช่นกัน



