คอลัมน์ประจำ ปั้นน้ำเป็นปลา

หอยโข่งไทยที่กำลังจะหายไป

เรื่องโดย ชวลิต วิทยานนท์


นับจากวันที่ “หอยเชอร์รี” (Pomacea canaliculata) หอยจากอเมริกาใต้เข้ามายังประเทศไทยประมาณ พ.ศ. 2528 หรือราว 40 ปีที่แล้ว ในฐานะหอยเลี้ยงประดับตู้ปลา จากนั้นมีร้านอาหารทะเลแถวสามย่านเอาไปทดลองทำเป็นเมนูหอยเป๋าฮื้อน้ำจืดที่ราคาถูกกว่าตัวจริงหลายเท่าและเริ่มมีการเพาะเลี้ยงแพร่หลาย แต่หอยเชอร์รีดันหลุดรอดออกไปอยู่ในธรรมชาติและขยายพันธุ์จนยึดครองพื้นที่ทั้งนาข้าวและแหล่งน้ำจืดทั่วทุกภูมิภาค เบียดเบียนสิ่งมีชีวิตชนิดท้องถิ่นจนแทบจะสูญพันธุ์ หนึ่งในสัตว์น้ำที่ได้รับผลกระทบหนักเลยคือ “หอยโข่งไทย”

หอยโข่งไทย (Pila spp.) เป็นหอยฝาเดียวในวงศ์ Ampullaridae เช่นเดียวกับหอยเชอร์รี อาศัยในน้ำจืด ด้วยความที่ทั้งสองเป็นญาติกัน มันเลยจะดูคล้ายกันบ้างถ้าดูแบบผิวเผิน จุดสังเกตที่เห็นได้ชัดคือ เปลือกของหอยโข่งไทยตรงบริเวณเกลียวจะไม่เป็นร่องลึก ฝาปิดหนาเป็นหินปูน เวลาวางไข่ก็จะวางติดผิวน้ำ ไข่เป็นสีขาว ส่วนหอยเชอร์รีปากกว้างบานกว่า ฝาปิดเป็นแผ่นไคตินบาง ๆ วางไข่อยู่สูงเหนือน้ำ และไข่เป็นสีชมพูเข้ม

การจำแนกชนิดหอยสกุลโข่งดูจากทรงเปลือก สี อวัยวะภายใน ในประเทศไทยพบเพียง 5 ชนิด ได้แก่ หอยปัง (Pila virescens ชื่อเดิม P. polita), หอยโข่งนา (P. turbinis ชื่อเดิม P. ampullacea), หอยโข่งใต้ (P. celebensis ชื่อเดิม P. angelica), หอยโข่งเล็ก (Pila gracilis), และหอยโข่งลาย (Pila pesmei)

การรุกรานของหอยเชอร์รีทำให้หอยโข่งไทยค่อย ๆ ลดน้อยถอยลง แทบจะไม่พบในธรรมชาติ จึงมีการส่งเสริมการเลี้ยงหอยโข่งเพื่ออนุรักษ์ รวมถึงเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ด้วย โดยอย่างหลังนี้ช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพราะหอยโข่งไทยเป็นวัตถุดิบชั้นเยี่ยมที่นำไปปรุงอาหารน่าหม่ำได้สารพัด เช่น อ่อมหอยโข่ง แกงคั่ว

ส่วนหอยเชอร์รีเองแรก ๆ ยังไม่มีคนกิน แต่พอระบาดหนักเข้า หน่วยงานรัฐบาลต้องใช้กลยุทธ์ส่งเสริมให้จับมาหม่ำเพื่อควบคุมการระบาด เพราะเนื้อก็หนุบหนับใช้ได้อยู่ เมนูที่เห็นบ่อยก็ใส่ในส้มตำ ปัจจุบันมีแบบเนื้อสำเร็จรูปแช่แข็งจำหน่ายด้วย

About Author