คอลัมน์ประจำ สภากาแฟ

ทางเลือก (ที่ถูกมองข้าม)

เรื่องโดย ผศ. ดร.ป๋วย อุ่นใจ


ยังเหลืออีกเท่าไร…กว่าจะถึงวิกฤต ?

คำถามนี้ไม่ได้ดังมาจากเพียงแค่แล็บหรือนักวิจัยที่ตั้งคำถาม…

แต่มันเริ่มกรุ่น ๆ ขึ้นมาจากพื้นถนนตอนเที่ยง จากไอร้อนที่ตีขึ้นมาจากคอนกรีต จากเบาะรถที่ร้อนจนเหมือนจะย่างก้นคนที่นั่งให้สุกแบบมีเดียมเเรร์​ และจากลมหายใจของพลเมืองที่เริ่มหอบถี่เพราะฝุ่น PM2.5

เราชอบคิดกันเองว่าวิกฤต คือ “เส้น” บาง ๆ ที่พอข้ามผ่านไปแล้ว ทุกอย่างจะพังครืนลงมาราวตึกถล่ม แต่ความเป็นจริงวิกฤตสภาพอากาศมันไม่ได้มาเเบบเส้น แต่เหมือนการถูกจับไปมัดเอาไว้แล้วรอน้ำขึ้นเปรียบเหมือนยืนอยู่ในทะเล รอให้น้ำที่เอ่อสูงขึ้นทีละเซนติเมตรแต่ไปไหนไม่ได้ จนน้ำค่อย ๆ ปริ่มขึ้นมาถึงจมูกและปากอย่างช้า ๆ นั่นแหละ

คิดไปก็ทรมานพิลึก…

สัญญานเตือนมีตลอดว่า “วิกฤต” กำลังแผลงฤทธิ์ ทั้งในรูปของเด็กชายตัวจ้อยกับเด็กหญิงตัวจิ๋วที่เปลี่ยนผันภูมิอากาศจนแปรปรวนไปทั้งโลก และนี่เป็นแค่สัญญานเตือน ของจริงยังไม่มา ของจริงจะมาอย่างสาหัสเมื่องบคาร์บอน (carbon budget) นั้นถูกใช้หมด ว่าแต่งบคาร์บอนนั้นคืออะไร

งบคาร์บอน คือ ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ (และแก๊สเรือนกระจก) ที่เรายังเติมเข้าไปในชั้นบรรยากาศได้ก่อนที่อุณหภูมิโลกจะสูงขึ้นจนชนลิมิต แล้วถ้ากำหนดลิมิตอุณหภูมิโลกไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส เราเหลืองบคาร์บอนอยู่เท่าไรกันแน่ ถ้ามองแบบไม่โลกสวย คำตอบคือราว 400–500 กิกะตัน หรือ 400,000,000,000-500,000,000,000 ตัน

เยอะไหม… แค่มองเลข 0 ก็เกินนิ้วมือจะนับแล้ว

และถ้าเราเปรียบงบคาร์บอนเหมือนกับเงินในบัญชี ตัวเลข 400–500 กิกะตัน ฟังดูเหมือนจะมีเงินให้ใช้จับจ่ายพอใช้ไปได้อีกนาน แน่นอนว่าถ้าเราใช้อย่างประหยัด แต่มนุษย์เราคือสายรูด สายสแกนมือโปร ที่ทั้งรูด ทั้งสแกนกันสนุกสนานโดยแทบไม่สนสลิป มีเยอะแค่ไหน โอกาสหมดก็ยังมี และที่จริงมันใกล้กว่าที่คิด เพราะถ้ามองแบบไม่เบียว ปัจจุบันเราใช้โควตาการปล่อยคาร์บอนไปทุกปี ปีละกว่าสี่สิบกิกะตัน และยังมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นตลอด

คำถามจึงไม่ใช่ว่า “เหลืออีกเท่าไรกว่าจะวิกฤต ?” เพราะถ้าให้คิดจริง ๆ ตอนนี้คงต้องเริ่มนับถอยหลังแล้ว บางประเทศเรียกระยะเวลาในช่วงนี้ว่า carbon countdown

ว่าแต่… เรายังใช้ชีวิตเหมือนเดิมไปได้อีกกี่วัน ก่อนที่ความปกติจะกลายเป็นของหายาก เพราะผู้ร้ายไม่ได้มีแค่คาร์บอนไดออกไซด์ตัวเดียว คาร์บอนไดออกไซด์เป็นเหมือนตัวละครหลักที่รอโดนด่าอยู่หน้าเวที ขณะที่ยังมีตัวร้ายตัวอื่น อย่างมีเทนและแก๊สเรือนกระจกอื่น ๆ คอยยิ้มเยาะอยู่หลังฉาก

นักวิทย์รู้มานานแล้วว่า มีเทนคืออีกหนึ่งตัวแสบ เพราะกักเก็บไอร้อนได้หนักหนากว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 27-28 เท่า ตัวเลขนี้คำนวณมาจาก “ศักยภาพในการกักความร้อนของมีเทนในช่วง 100 ปี” หรือที่เราเรียกว่า global warming potential 100 (GWP100) ซึ่งก็ใช้กันมานานแล้วก็เป็นที่ยอมรับ ตัวเลข 27-28 เท่าก็สาหัสสากรรจ์แล้ว

แต่มีนักวิทย์อีกกลุ่มแย้งว่า แก๊สมีเทนไม่ได้มีอายุขัยยืนยาวขนาดเป็นศตวรรษ ปกติจะคงอยู่แค่ราว 10-12 ปี การคำนวณผลกระทบเป็นศตวรรษคือการดูถูกความร้ายกาจของมีเทน เพราะถ้ามองผลจริงเเบบแฟร์ ๆ ก็ต้องมองแค่ในช่วงอายุของมันก่อนที่มันจะสลายไป ไม่ต้องเอา 10 หรือ 12 ปี เอาแบบหลวม ๆ ก็พอสัก 20 ปี น่าจะสะท้อนความเป็นจริงมากกว่า ​ไม่ฟังดูเวอร์วัง และไม่มีคนเอาไปสร้างเป็นดรามา

และเมื่อคำนวณ “ศักยภาพในการกักความร้อนในระยะ 20 ปี” หรือ “GWP20” ของมีเทน ดรามาก็มาจริง ๆ เพราะค่าที่ได้น่ากลัวมาก ไม่ใช่แค่ 20-30 เท่า แต่เป็น 80 เท่า ซึ่งหมายความว่า การปล่อยมีเทน 1 ตัน จะเทียบเท่ากับการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 80 ตัน หรือบางคนจะเรียกเป็น 80 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือ CO2e (carbon dioxide equivalent) สถานการณ์การปล่อยคาร์บอนที่ส่งผลกระทบให้เกิดภาวะโลกร้อนจากที่เราเคยมองว่าเลวร้าย แท้จริงแล้ว… เลวร้ายหนักยิ่งกว่าที่คิดเยอะ

แต่เรื่องมันไม่ได้จบแค่โลกร้อน มันลากยาวต่อไปถึงเรื่องอาหาร พลังงาน ความสงบ และแม้กระทั่งจินตนาการของมนุษย์ เพราะเมื่ออากาศร้อนระอุ พืชพรรณธัญญาหารไม่แฮปปี ผลผลิตทางการเกษตรก็เริ่มลดลง ข้าวไม่งอก ฝนไม่มา หรือมาทีเดียวก็จัดหนักจนท่วมกระจายไปทั่ว ราคาพลังงานก็แกว่งเหมือนยิ่งกว่าโรลเลอร์โคสเตอร์ เพราะภัยความไม่สงบของสถานการณ์โลก ความไม่แน่นอนก็เริ่มกัดกินความมั่นคงทีละคำ

โลกยังไม่ได้แตก แต่ความ “เพี้ยน” ของภูมิอากาศโลก และสถานการณ์บนโลกกำลังทำให้มนุษย์เริ่มอยู่กันไม่เป็นปกติสุข จึงมีคำถามที่น่าสนใจกว่าว่า แล้วเราจะอยู่กันอย่างไร ในสถานการณ์ที่วิกฤตค่อย ๆ กลืนกินชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเรา ?

บางทีเราอาจจะต้องใฝ่หาหนทางรอด มนุษย์อาจจะมีวิวัฒนาการไม่ทันโลกที่เปลี่ยนแปลง แต่ถ้าจะทำจริง บางทีอาจจะมีวิวัฒนาการของเทคโนโลยีขึ้นมาช่วยระงับวิกฤตที่กำลังคืบคลานเข้ามาหาเราได้ ในบริบทประเทศไทย เรามีบางสิ่งบางอย่างที่ประเทศอื่นไม่มี อาจจะไม่ใช่บ่อน้ำมันดิบขนาดใหญ่โตมโหฬาร หรือ เทคโนโลยีล้ำยุคทะลุซิลิคอนวัลเลย์ แต่เป็น “ความหลากหลายทางชีวภาพ”

คำนี้ถูกใช้บ่อยจนแทบจะกลายเป็น “คำสำคัญ” (keyword) ในสไลด์ของพวกนักวิชาการ เอ็นจีโอ และนักการเมือง ที่เอามารณรงค์ เอามาหาเสียงกันปาว ๆ ในพื้นที่ต่าง ๆ เราสำรวจศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพมาเนิ่นนานหลายสิบปี แต่กลับไม่ค่อยมีผลิตภัณฑ์หรือผลิตผลใด ๆ จากความหลากหลายที่สร้างความแตกต่างในเชิงอาหาร การแพทย์ สังคม และเทคโนโลยี หรืออาจจะมีอยู่บ้างแต่ก็น้อยเสียจนนับนิ้วได้

การศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่แค่สำรวจ ค้นพบ แล้วจบกัน แต่ต้องหาคุณสมบัติสำคัญที่เป็นเหตุผลให้จำเป็นจะผลักดันต่อไปให้ถึงปลายน้ำ ให้เกิดผลทางเศรษฐกิจ นโยบาย สังคม หรือเทคโนโลยี ถ้ามองลึกลงไป ในป่า ในดิน ในน้ำ ในโคลน ในถ้ำ ยังมีสิ่งมีชีวิตที่เราไม่รู้จัก และในสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นมี “ยีน” ที่เราไม่เคยเปิดอ่าน ยีนบางตัวอาจสร้างเอนไซม์ที่ย่อยพลาสติก บางตัวอาจเปลี่ยนของเสียให้กลายเป็นพลังงาน บางตัวอาจจับคาร์บอนได้เก่งเหมือนกับพัดลมดูดมลพิษ​ก็เป็นได้

และนี่คือขุมทรัพย์ของประเทศที่จะทำให้เราเอามาใช้สร้างนวัตกรรมได้มากมาย เพราะในยุคแห่งชีววิทยาสังเคราะห์ เราไม่ได้ถามว่า “ธรรมชาติมีอะไร ?” แต่เรากำลังตั้งคำถามใหม่ว่า “เราจะเขียนธรรมชาติใหม่ได้อย่างไร ?” เมื่อสังเคราะห์ดีเอ็นเอได้ตามใจปรารถนา สิ่งมีชีวิตก็อาจจะไม่ใช่แค่สิ่งที่ต้องอนุรักษ์ แต่เป็น “แพลตฟอร์ม” ที่สามารถ “ออกแบบ” ได้

ในโลกแบบนี้อัตลักษณ์หรือเอกลักษณ์ประจำถิ่นที่เป็น “สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์” (Geographical Indication: GI) ไม่ใช่สิ่งที่ปลอดภัยอีกต่อไปในเชิงเศรษฐกิจ เพราะมันถูกคัดลอกได้และอาจจะถูกเอาไปออกแบบใหม่ให้ดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ และในท้ายที่สุด GI อาจกลายเป็นแค่โลโกบนสินค้า ที่อาจจะโดนตีเทียบด้วย สินค้ารุ่นใหม่กว่าจากการทำวิศวกรรมชีวภาพ

ถ้ามนุษย์ฟื้นสปีชีส์หมาป่ายักษ์ที่สูญพันธุ์ไปนับหมื่นปีให้กลับมาในเวอร์ชันใหม่ ก๊อบปี้เกรดเอได้อย่างรีมัส โรมูลัส และคาลิซี แบบนี้การทำวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพคงต้องเปลี่ยนไป ไม่ใช่เพื่อ “อนุรักษ์” เอาไว้ แต่เพื่อ “เอามาใช้”  ให้ได้แบบยั่งยืน

การค้นพบสิ่งมีชีวิตใหม่ต้องกลายเป็นจุดเริ่มต้น เริ่มจากการอ่านจีโนม และแน่นอนที่สุดต้องมีการจัดการข้อมูลจีโนมให้ชัดเจนว่าข้อมูลจะเป็นของใคร ของประเทศ หรือของสาธารณะที่สตาร์ตอัปที่ไหนก็ได้ในโลกสามารถเอาไปใช้ได้

เพราะถ้าเราดูจีโนมมันออกและพอจะเดาได้ว่าสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่นี้น่าจะทำอะไรได้บ้างเพื่อแก้ปัญหาโลก และถ้าเราจัดการทรัพยากรตรงนี้ของเราได้ดีพอ บางทีเราอาจจะเจอขุมทรัพย์ที่มีค่าพอที่จะฉุดให้ประเทศหลุดจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางก็เป็นได้

เพราะในโลกที่คาร์บอนล้น สิ่งมีชีวิตที่กินคาร์บอนคือ ทองคำ

ในโลกที่มีเทนพุ่ง จุลินทรีย์ที่จัดการมีเทนคือ อุตสาหกรรม

ในโลกที่ขยะล้น เอนไซม์ที่ย่อยขยะคือ พลังงาน

คำถามคือ เราเริ่มศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพกันอย่างจริงจังหรือยัง หรือเรายังแค่สำรวจ ถ่ายรูป ตีพิมพ์ ทำสารานุกรมแล้วแยกย้าย ?

คงจะน่าเสียดายถ้ามีต่างชาติมาสำรวจแล้วพบว่า ประเทศไทยอาจจะ (เคย) มีแม่ไก่ที่ออกไข่เป็นทองคำและมีหลักฐานชัดเจนในพิพิธภัณฑ์ เเต่พอเราไปดู อยากเก็บไก่มาเลี้ยงเอาไข่ก็อาจจะไม่มีเหลือ เพราะไม่เคยมีใครรู้ว่าแม่ไก่ฝูงนี้ออกไข่เป็นทองคำ เลยล่าเอาไปขาย ทำไก่ย่าง ไปจนหมดฝูงเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าจะให้เจ็บที่สุดคือ เอาแม่ไก่ส่งออกไปขายให้ต่างชาติ แล้วต่างชาติก็ผลิตไข่ทองคำส่งกลับมาขายคนไทยอีกที

บทความนี้จริง ๆ อยากเขียนเรื่องพลังงานทางเลือก แต่สิ่งที่อยากจะบอกคือ บางทีทางเลือกอาจจะอยู่ใกล้กว่าที่คุณคิด แค่เส้นผมบัง…

About Author