เรื่องโดย วัชราภรณ์ สนทนา
คนไทยส่วนใหญ่คุ้นชินกับ “ถั่วเขียว” ในฐานะวัตถุดิบหลักที่พบได้ทั้งในอาหารคาว-หวาน เช่น วุ้นเส้น ถั่วเขียวต้มน้ำตาล ถั่วแปบ ถั่วกวน หรือแม้แต่การเพาะเป็นถั่วงอกเพื่อใช้ประกอบอาหาร ขณะเดียวกันการพัฒนา “นวัตกรรมอาหาร” อย่าง “ผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือก” หลายชนิดก็ผลิตขึ้นจากพืชตระกูลถั่ว ไม่ว่าเนื้อเทียมหรือพาสตา แต่รู้หรือไม่ว่า ! พืชตระกูลถั่วที่เป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมอาหารและการแปรรูปต่าง ๆ เหล่านี้ ประเทศไทยกลับต้องนำเข้าจากต่างประเทศปีละหลายหมื่นล้านบาท
สาเหตุที่ต้องนำเข้าพืชตระกูลถั่วจำนวนมากเช่นนี้มาจากเกษตรกรปลูกถั่วน้อยลง เนื่องด้วยขาดแคลนเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี เมล็ดพันธุ์ที่ขายตามท้องตลาดส่วนใหญ่มีปัญหาถั่วหินปน ปลูกแล้วได้ผลผลิตน้อย ไม่ต้านทานโรค ที่สำคัญเมล็ดถั่วที่ได้มีขนาดเล็ก ขายไม่ได้ราคา ขณะเดียวกันเกษตรกรยังขาดความรู้ในการเพาะปลูก ทำให้ผลผลิตที่ได้ไม่มีคุณภาพ รวมทั้งยังมีปัญหาตลาดรับซื้อที่ไม่แน่นอน
‘ถั่วเขียว KUML’ ถั่วเขียวพันธุ์ใหม่ เมล็ดใหญ่ ให้ผลผลิตดี
จากปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวคุณภาพดี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) ได้สนับสนุนทุนวิจัยให้ ศาสตราจารย์ ดร.พีระศักดิ์ ศรีนิเวศน์ และ รศ. ดร.ประกิจ สมท่า จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิจัยและพัฒนา “พันธุ์ถั่วเขียวจนได้สายพันธุ์ KUML” จำนวน 6 สายพันธุ์ ได้แก่ KUML1-5 และ 8
ถั่วเขียว KUML มีลักษณะเด่น คือ เมล็ดใหญ่ สุกแก่เร็ว ให้ผลผลิตสูงถึง 300 กิโลกรัมต่อไร่ ต้านทานโรคราแป้งและใบจุดได้ดี นอกจากนี้ถั่วยังสุกแก่พร้อมกัน ทำให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวเพื่อจำหน่ายได้ง่าย ซึ่งจะเป็นหนทางการแก้ปัญหาการเพาะปลูกถั่วเขียวในประเทศไทย
ที่ผ่านมาในหลายพื้นที่ของประเทศไทยประสบปัญหาภัยแล้ง รัฐบาลจึงส่งเสริมให้ลดการทำนาปรัง และปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยทดแทน ดังนั้นพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเขียว KUML จึงมีความสำคัญมาก เพราะนอกจากให้ผลผลิตดีแล้ว ถั่วเขียวยังเป็นพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อย หากปลูกก่อนหรือหลังทำนาจะช่วยตัดวงจรชีวิตโรคและแมลงในนาข้าวได้ อีกทั้งยังเป็นพืชบำรุงดิน เนื่องจากมีระบบรากที่ตรึงไนโตรเจนได้ดี ใช้เป็นปุ๋ยพืชสดเพิ่มปริมาณไนโตรเจนแก่ต้นข้าว
ด้วยเหตุนี้ สวทช. โดย สท. ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (วิทยาเขตกำแพงแสน) จังหวัดนครปฐม และกรมส่งเสริมการเกษตร ขยายผล “การผลิตถั่วเขียว KUML แบบครบวงจร” ให้แก่เกษตรกร โดยจัดอบรมเชิงปฏิบัติการทั้งการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวคุณภาพดีไว้ใช้เอง และให้ความรู้เทคนิคการปลูกถั่วเขียวที่ให้ผลผลิตสูง ซึ่งต้องดูแลตั้งแต่การเตรียมดิน วิธีการปลูก การดูแลเรื่องโรคและแมลงศัตรูพืช รวมถึงการเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ และการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว
ทั้งนี้ในปี พ.ศ. 2559-2560 สวทช.ร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตรและสำนักงานเกษตรจังหวัดอุทัยธานี นำพันธุ์ถั่วเขียว KUML ไปทดสอบการปลูกและผลิตขยายเมล็ดพันธุ์ร่วมกับเกษตรกรในจังหวัดอุทัยธานี ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ต่อมาในปี พ.ศ. 2561-2565 จึงมีการขยายผลส่งเสริมการปลูกถั่วเขียว KUML ให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี พะเยา สุพรรณบุรี อำนาจเจริญ ตาก สุรินทร์ ศรีสะเกษ และแม่ฮ่องสอน
ไม่เพียงสนับสนุนเมล็ดพันธุ์และองค์ความรู้ในการปลูกถั่วเขียวที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ สวทช.ยังใช้กลยุทธ์ “ตลาดนำการผลิต” เชื่อมเอกชนเข้ามาร่วมกำหนดมาตรฐานและราคารับซื้อ เพื่อให้เกษตรกรมั่นใจว่าปลูกแล้วมีที่ขายแน่นอน เช่น บริษัทกิตติทัต จำกัด ซึ่งมีความต้องการถั่วเขียวเพื่อแปรรูปเป็นถั่วกะเทาะซีกมากถึงปีละ 4,000 ตัน ได้เข้ามารับซื้อถั่วเขียวของเกษตรกรในจังหวัดสุพรรณบุรี สุรินทร์ และศรีสะเกษ ขณะที่บริษัทข้าว ดิน ดี จำกัด ผู้ผลิตและแปรรูปพาสตาออร์แกนิกจากถั่วเขียว ซึ่งต้องการถั่วเขียวอินทรีย์ปีละ 20 ตัน เข้ามารับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในจังหวัดอำนาจเจริญ ทั้งนี้การรับซื้อถั่วเขียว KUML มีราคาเฉลี่ยสูงถึงกิโลกรัมละ 40 บาท
การพัฒนากลุ่มผู้ผลิตถั่วเขียวให้ผลิตผลผลิตที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด และสามารถยกระดับสู่กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว (seed) ระดับชุมชน จะช่วยลดการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดี ขณะที่เกษตรกรมีรายได้เสริมและเกิดความยั่งยืน
เคล็ด (ไม่) ลับปลูกถั่วเขียว KUML อย่างไรให้ได้ทั้งคุณภาพและปริมาณ

ยโสธรตั้งเป้าผลักดันถั่วเขียวสู่ ‘พืชเศรษฐกิจตัวใหม่’
จังหวัดยโสธร คือหนึ่งใน 5 จังหวัด ที่มีพื้นที่อยู่ในทุ่งกุลาร้องไห้ แหล่งผลิต “ข้าวหอมมะลิ” ที่ดีที่สุดของประเทศ ประชาชนส่วนใหญ่จึงมีอาชีพหลักคือ การทำนา โดยเฉพาะนาอินทรีย์ ซึ่งเดิมทีหลังการเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว หากไม่ปล่อยนาว่างไว้ เกษตรกรจะปลูกพืชตระกูลถั่ว ได้แก่ ถั่วพร้าและปอเทือง เพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดบำรุงดิน
แต่หลังจากการรับรองมาตรฐานข้าวอินทรีย์ของสหภาพยุโรป (EU) ได้เพิ่มข้อกำหนดใหม่ที่ใช้ในปี พ.ศ. 2567 ซึ่งระบุไว้ว่า “การปลูกพืชล้มลุกต้องมีการปลูกพืชหมุนเวียนที่เป็นพืชตระกูลถั่วในแต่ละปี ส่วนพืชยืนต้นและการปลูกพืชในโรงเรือน ต้องปลูกพืชสดระยะสั้นและพืชตระกูลถั่ว รวมทั้งเพิ่มความหลากหลายของพืช (For annual crop, multiannual crop rotation is required with leguminous crops. For perennial crop and greenhouses, shot-term green manure crop and legume as well as the use of plant diversity is required)” โดยต้องปลูกพืชตระกูลถั่วหลังการเก็บเกี่ยวข้าวในสัดส่วนร้อยละ 5 ของพื้นที่เพาะปลูก ส่งผลให้ถั่วเขียว KUML ได้รับการจับตาในฐานะ ‘พืชหลังนา’ ความหวังใหม่ ที่นอกจากต้องปลูกตามข้อกำหนดของ EU แล้ว ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างรายได้เสริมแก่เกษตรกร
สวทช. ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมส่งเสริมการเกษตร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และภาคเอกชน ดำเนิน “โครงการขยายผลเทคโนโลยีการผลิตถั่วเขียวคุณภาพสายพันธุ์ KUML ด้วยกลไกตลาดนำการผลิต” ภายใต้ทุนสนับสนุนจากสำนักวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อสนับสนุนเกษตรกรปลูกถั่วเขียวเป็นพืชหลังนา ผ่านการทำงานเชื่อมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดทั้งสิ้น 32 จังหวัด โดยโครงการปักธงนำร่องที่จังหวัดยโสธร ซึ่งสอดคล้องนโยบายขับเคลื่อน “ยโสธรเมืองเกษตรอินทรีย์ เมืองแห่งวิถีอีสาน” รวมทั้งยังบรรจุถั่วเขียวให้เป็น 1 ใน 10 ชนิดสินค้าสำคัญที่จะขับเคลื่อนในปีงบประมาณ 2569
สำหรับการดำเนินงาน ในปี พ.ศ. 2568 เกษตรจังหวัดยโสธรได้นำร่องสนับสนุนเครือข่ายเกษตรกรปลูกถั่วเขียว KUML แล้วมากกว่า 350 ไร่ ใน 8 อำเภอ (จาก 9 อำเภอ) โดยให้เกษตรกรรวมกลุ่มตามความสมัครใจ และในปี พ.ศ. 2569 ตั้งเป้าขยายผลการปลูกถั่วเขียว KUML ทั้งจังหวัด รวมพื้นที่ประมาณ 1,000 ไร่ เพื่อผลักดันเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวของจังหวัดยโสธร
นอกจากนี้ ธ.ก.ส. ยังสนับสนุนถ่ายทอดองค์ความรู้ในการปลูก “ถั่วเขียว KUML แบบครบวงจร” ให้แก่ “เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนพักชำระหนี้” สำหรับขยายผลเป็นอาชีพเสริม โดยได้ให้สินเชื่อแก่พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเขียว KUML เพื่อเป็นแรงจูงใจในการประกอบอาชีพในท้องถิ่นของตนเอง อีกทั้ง ธ.ก.ส. สำนักงานจังหวัดยโสธร ได้ร่วมกับ สวทช. ขยายผลการปลูกถั่วเขียว KUML โดยสนับสนุนให้เกษตรกรในโครงการพักชำระหนี้เข้าร่วมอบรมรับความรู้การปลูกถั่วเขียว KUML แล้วมากถึง 18,000 ราย และเตรียมขยายผลการอบรมให้แก่เกษตรกรในรุ่นที่ 2 เพิ่มเติมอีกกว่า 3,000 ราย เพื่อยกระดับเกษตรกรในโครงการพักชำระหนี้ให้มีความรู้และทักษะในการปลูกถั่วเขียว KUML สำหรับใช้เป็นอาชีพเสริม ซึ่งจะช่วยให้มีรายได้เพิ่มและชำระหนี้ได้มากขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้และมีความเป็นอยู่ที่ดีในท้องถิ่นของตนเองอย่างยั่งยืน
ชาวนายโสธรปลื้ม ‘ถั่วเขียว KUML’ สร้างรายได้เพิ่มหลักหมื่นต่อครัวเรือน
การขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดีที่ให้ผลผลิตคุ้มค่าแก่การลงทุนลงแรงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกษตรกรปลูกพืชตระกูลถั่วลดลง แต่เมื่อเกษตรกรมีเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีและองค์ความรู้ในการปลูกถั่วเขียว KUML ที่ครบถ้วนแล้ว พวกเขาต่างยกนิ้วการันตีว่าปลูกถั่วเขียวได้ผลผลิตคุณภาพดีและอยากปลูกเพิ่ม
กลุ่มเกษตรกรของสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เลิงนกทา จำกัด ตำบลสามัคคี อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร มีสมาชิกมากกว่า 170 ครอบครัว สมาชิกส่วนใหญ่ปลูกข้าวอินทรีย์ และมีพื้นที่ทำนามากถึง 2,000 ไร่ ผลผลิตข้าวของกลุ่มได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในระดับสากล 2 มาตรฐาน คือ IFOAM และ EU ที่ผ่านมาหลังการทำนา เกษตรกรจะปลูกพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเขียว โดยซื้อเมล็ดพันธุ์จากพ่อค้าในท้องถิ่น แต่มีปัญหาถั่วหินปน ได้ผลผลิตน้อย ส่วนใหญ่จึงเก็บผลผลิตไว้กินเอง ไม่ได้ขาย แต่พอมาปลูกถั่วเขียว KUML ซึ่งเป็นถั่วเขียวสายพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูงและต้านทานโรค ก็ช่วยทั้งตอบโจทย์ EU และมีรายได้เสริมเพิ่มขึ้น
เช่นเดียวกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตปุ๋ยอินทรีย์และข้าวอินทรีย์บ้านคำครตา อำเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร ที่หันมาเริ่มปลูกถั่วเขียว KUML เป็นพืชหลังนาเมื่อปี 2567 และทุกวันนี้ถั่วเขียว KUML กลายเป็นถั่วมหัศจรรย์ที่ไม่เพียงสร้างรายได้เสริม แต่ยังช่วยบำรุงดิน ทำให้ผลผลิตข้าวงอกงาม
ถั่วเขียว KUML ที่กำลังออกฝักเต็มผืนนาไม่เพียงเป็นพืชฟื้นฟูดินที่ช่วยขับเคลื่อนยโสธรสู่เมืองเกษตรอินทรีย์ แต่ยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่ช่วยยกระดับรายได้ให้ ‘เกษตรกรทุ่งกุลาม่วนซื่น อยู่ดี มีแฮง’






