“กะเพรา” สมุนไพรคู่ครัวไทยที่โดดเด่นด้วยกลิ่นหอมฉุนและรสเผ็ดร้อนอันเป็นเอกลักษณ์ กำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ในฐานะพืชเศรษฐกิจแห่งอนาคตที่น่าจับตา ด้วยการต่อยอดองค์ความรู้ด้านงานวิจัยและเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ เพื่อพัฒนาเป็นวัตถุดิบสมุนไพรคุณภาพสูงสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร สุขภาพ และความงาม
หากพูดถึงเมนูอาหารจานด่วนที่อยู่คู่ครัวไทยมาอย่างยาวนาน “ผัดกะเพรา” คงเป็นหนึ่งในเมนูที่หลายคนนึกถึงเป็นอันดับแรก กลิ่นหอมฉุนของใบกะเพราที่ผัดกับพริกและกระเทียม กลายเป็นรสชาติคุ้นเคยในชีวิตประจำวันของคนไทย แต่อีกมุมหนึ่งกะเพราไม่ได้มีคุณค่าเพียงในจานอาหารเท่านั้น นักวิจัยมองกะเพราเป็นพืชสมุนไพรที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นวัตถุดิบมูลค่าสูงสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร สุขภาพ และความงาม
นี่คือแนวคิดที่ ดร.พนิตา ชุติมานุกูล นักวิจัยจากทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร ไบโอเทค สวทช. ศึกษาและพัฒนาเพื่อยกระดับกะเพราไทยให้ก้าวสู่การเป็นพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูงด้วยองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่

ดร.พนิตา ชุติมานุกูล
ค้นหาศักยภาพจากความหลากหลายของกะเพราไทย 90 สายพันธุ์
จุดเริ่มต้นของงานวิจัยคือการทำความเข้าใจกะเพราให้ลึกซึ้งมากขึ้น ทีมวิจัยได้รวบรวมและศึกษากะเพราจากแหล่งต่าง ๆ มากกว่า 90 สายพันธุ์ เพื่อวิเคราะห์ลักษณะสำคัญ เช่น กลิ่น น้ำมันหอมระเหย สารสำคัญทางชีวภาพในพืช
สารสำคัญที่น่าสนใจ คือ เมทิลยูจีนอล (methyl eugenol) รวมถึงสารในกลุ่มเทอร์พีนอยด์ (terpenoids) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระและยับยั้งแบคทีเรีย จึงมีศักยภาพในการนำไปพัฒนาเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและความงาม
แม้กะเพราจะมีศักยภาพสูง แต่การนำไปใช้ในระดับอุตสาหกรรมยังมีข้อจำกัดสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องปริมาณสารสำคัญในพืชที่ยังไม่สูงเพียงพอ ทำให้การสกัดสารต้องใช้ใบกะเพราปริมาณมาก ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูง นอกจากนี้การปลูกแบบทั่วไปยังมีความเสี่ยงเรื่องการปนเปื้อนของสารเคมีหรือโลหะหนักซึ่งอาจกระทบต่อมาตรฐานของผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง
ดร.พนิตาจึงตั้งคำถามสำคัญว่า จะทำอย่างไรให้กะเพรามีคุณภาพสม่ำเสมอและมีสารสำคัญเพียงพอสำหรับการใช้ในระดับอุตสาหกรรม
เกษตรอัจฉริยะกับการยกระดับกะเพราเชิงอุตสาหกรรม
ดร.พนิตากล่าวว่า การยกระดับพืชสมุนไพรไทยให้มีมูลค่าเพิ่มไม่ได้อาศัยเพียงประสบการณ์การปลูกเท่านั้น แต่ต้องใช้ วิทยาศาสตร์ งานวิจัย และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนาระบบการผลิต ทีมวิจัยจึงนำแนวคิดเกษตรอัจฉริยะ (smart agriculture) มาประยุกต์ใช้ร่วมกับเทคโนโลยี “โรงงานผลิตพืช” (plant factory) ที่ตั้งอยู่ในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เพื่อควบคุมปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช เช่น แสง อุณหภูมิ ความชื้น สารอาหาร ทำให้ผลิตกะเพราที่มีคุณภาพสม่ำเสมอและเหมาะสำหรับการใช้ในภาคอุตสาหกรรม
“เกษตรอัจฉริยะเป็นการนำงานวิจัยด้านเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่มาช่วยยกระดับการผลิตพืชให้ได้คุณภาพสูงและคงที่ ความสำเร็จของพืชเศรษฐกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้เทคโนโลยีจากงานวิจัยเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต นอกจากนี้ทีมวิจัยยังต่อยอดสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อพัฒนากะเพราให้เป็นวัตถุดิบคุณภาพสูงสำหรับอุตสาหรรม”
กะเพราเชิงอุตสาหกรรมเริ่มต้นจากการทดลองในห้องปฏิบัติการก่อนจะพัฒนาเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร เวชสำอาง และผลิตภัณฑ์สมุนไพรสุขภาพ แนวทางนี้จะช่วยให้กะเพราก้าวสู่การเป็นพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูงที่สามารถต่อยอดได้ในหลายอุตสาหกรรมในอนาคต
ผู้ประกอบการหรือผู้ที่สนใจงานวิจัยด้านการผลิตพืชสมุนไพรด้วยเทคโนโลยีโรงงานผลิตพืชและเกษตรอัจฉริยะ ติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการจัดการแบบบูรณาการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) โทรศัพท์ : 0 2564 6700 เว็บไซต์ : www.biotec.or.th

