เรื่องโดย ผศ. ดร.กฤษณ์ วันอินทร์
ลองจินตนาการถึงหุบเขาที่เต็มไปด้วยชั้นหินที่มีอายุมากกว่าร้อยล้านปี ถ้ำหินปูนที่งดงามตระการตา หรือภูเขาไฟที่ดับมอดไปแล้วนับล้านปีก่อน สถานที่เหล่านี้มิได้มีคุณค่าเพียงในทางวิทยาศาสตร์หรือการศึกษาเท่านั้น แต่นำมาเป็น “ทุน” สำคัญที่ใช้ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในพื้นที่ได้อีกด้วย และนี่เองคือแนวคิดที่พัฒนาเป็น “อุทยานธรณี” (Geopark) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับการรับรองจากองค์การยูเนสโก มีมากถึง 177 แห่ง กระจายตัวอยู่ใน 46 ประเทศทั่วโลก และเมื่อเวลาผ่านมาจนถึงกลางปี ค.ศ. 2026 จำนวนดังกล่าวก็ได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 241 แห่ง ใน 51 ประเทศแล้ว สะท้อนถึงความสนใจที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระดับสากล
ด้วยความสำคัญที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เช่นนี้ คำถามที่น่าสนใจและควรค่าแก่การพิจารณาจึงอยู่ที่ว่า อุทยานธรณีเหล่านี้ทำหน้าที่ได้ตรงตามที่ตั้งใจไว้จริงหรือไม่ กล่าวคือ นำไปสู่ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” ในระดับท้องถิ่นได้อย่างแท้จริงหรือเปล่า เพื่อค้นหาคำตอบดังกล่าว คณะนักวิชาการจากประเทศบราซิลประกอบด้วย ดาเนร์ รอสกัมป์ เฟร์เรย์รา (Daner Rosskamp Ferreira) และไจรุ วัลดาตี (Jairo Valdati) แห่งมหาวิทยาลัย Santa Catarina State University จึงได้ศึกษาและวิเคราะห์งานวิจัยด้านอุทยานธรณีที่เกี่ยวข้องกับชุมชน และเมื่อพิจารณาผลลัพธ์ที่ได้แล้วกลับพบว่าชวนให้ประหลาดใจไม่น้อย
อุทยานธรณีคืออะไร เหตุใดจึงมีความสำคัญ
แนวคิดเรื่องอุทยานธรณีนั้นเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศเยอรมนีตั้งแต่ปี ค.ศ. 1989 ก่อนที่จะค่อย ๆ พัฒนาต่อเนื่องมาเป็นลำดับ จนกระทั่งกลายเป็นเครือข่ายระดับยุโรปในปี ค.ศ. 2000 และขยายตัวต่อไปเป็นเครือข่ายระดับโลกในปี ค.ศ. 2004 ตามลำดับ ในที่สุดองค์การยูเนสโกก็ได้เข้ามารับรองอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 2015 ภายใต้ชื่อโครงการ UNESCO Global Geoparks โดยมีแนวคิดที่สำคัญที่วางรากฐานของอุทยานธรณีไว้สามยุทธศาสตร์หลักที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ได้แก่
- การอนุรักษ์ทางธรณีวิทยา ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องแหล่งหินและภูมิประเทศที่สำคัญและทรงคุณค่าไว้ไม่ให้ถูกทำลาย
- การศึกษา อันมีเป้าหมายเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่มาเยือน
- ธรณีการท่องเที่ยว (geotourism) ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยี่ยมชม โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติ
และเมื่อทั้งสามยุทธศาสตร์นี้ทำงานประสานกันอย่างสมบูรณ์แล้วก็ควรจะนำไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือการทำให้ชุมชนท้องถิ่นมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างรอบด้านไปพร้อมกันทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ตัวอย่างอุทยานธรณีที่กำลังดำเนินการ
เพื่อให้เห็นภาพของอุทยานธรณีได้ชัดเจนยิ่งขึ้น จึงขอยกตัวอย่างจากประเทศต่าง ๆ ซึ่งแต่ละแห่งล้วนมีเอกลักษณ์ทางธรณีวิทยาที่แตกต่างกันออกไป
ในประเทศจีนนั้นมีตัวอย่างที่โดดเด่นคือ อุทยานธรณีจางเจียเจี้ย (Zhangjiajie) ซึ่งตั้งอยู่ในมณฑลหูหนาน ทางตอนกลางของประเทศ อุทยานแห่งนี้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในเรื่องของเสาหินทรายควอตซ์ (quartz sandstone) จำนวนนับพันแท่งที่ตั้งตระหง่านสูงกว่า 200 เมตรขึ้นไป โดยบางแท่งสูงถึงกว่า 1,000 เมตรเลยทีเดียว ทั้งนี้ลักษณะภูมิประเทศดังกล่าวเกิดจากกระบวนการกัดเซาะทางกายภาพที่ดำเนินไปอย่างยาวนานนับล้านปี มิใช่การกัดเซาะทางเคมีดังเช่นภูเขาหินปูนทั่วไป ด้วยภูมิประเทศที่แปลกตาราวกับหลุดออกมาจากภาพวาดจีนโบราณเช่นนี้ จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของฉาก “ภูเขาฮาเลลูยาห์” ในภาพยนตร์เรื่อง Avatar และด้วยคุณค่าดังกล่าว อุทยานแห่งนี้จึงได้รับการรับรองให้เป็นสมาชิกเครือข่าย Global Geoparks Network มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2004
กรณีศึกษาบางประเทศในทวีปยุโรปนั้น หากย้อนกลับไปยังปี ค.ศ. 2000 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดนี้ จะพบว่า European Geoparks Network ก่อตั้งขึ้นมาจากการรวมตัวกันของพื้นที่สำคัญในยุโรป 4 แห่ง และในจำนวนนั้นมี 3 แห่งที่ยังคงหยิบยกมาเป็นตัวอย่างคลาสสิกในงานวิจัยเรื่องนี้อยู่เสมอ
แห่งแรกคือ อุทยานธรณีป่าหินกลายเลสวอส (Lesvos) ในประเทศกรีซ ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะเลสวอสกลางทะเลอีเจียน โดยพื้นที่แห่งนี้มีต้นไม้ที่กลายสภาพเป็นหินมาแล้วกว่า 20 ล้านปี อันเกิดจากการปะทุของภูเขาไฟในยุคไมโอซีนตอนต้น และด้วยคุณค่าทางธรณีวิทยาดังกล่าว ปัจจุบันทั้งเกาะจึงได้รับการยกระดับให้เป็นอุทยานธรณีโลกของยูเนสโกไปเรียบร้อยแล้ว
แห่งที่สองคือ อุทยานธรณีวุลคาไนเฟิล (Vulkaneifel) ในประเทศเยอรมนี ซึ่งตั้งอยู่ในภูมิภาคไอเฟิล และเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของทะเลสาบปล่องภูเขาไฟ (maar) ที่เกิดขึ้นจากการระเบิดของแมกมาใต้ดินเมื่อหลายแสนปีก่อน ทั้งนี้พื้นที่ดังกล่าวยังถือเป็นจุดกำเนิดของคำว่า “geopark” อีกด้วย เนื่องจากบริเวณใกล้เคียงในเขตเกอร็อลชไตน์ (Gerolstein) คือสถานที่แรกที่มีการใช้คำนี้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1989
และแห่งที่สามคือ อุทยานธรณีโอต-พรอว็องส์ (Réserve Géologique de Haute-Provence ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส และถือเป็นเขตอนุรักษ์ทางธรณีวิทยาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป โดยมีฟอสซิลแอมโมไนต์ (ammonite) ที่มีทั้งขนาดใหญ่และความหลากหลายมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอยู่ในพื้นที่นี้
เมื่อหันมามองที่ประเทศไทย จะพบว่าปัจจุบันมีอุทยานธรณีที่ได้รับการรับรองจากยูเนสโกแล้วถึง 2 แห่งด้วยกัน โดยแห่งแรกคือ อุทยานธรณีสตูล (Satun UNESCO Global Geopark) ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดสตูล ทางภาคใต้ของประเทศ ได้รับการรับรองในปี ค.ศ. 2018 ให้เป็นอุทยานธรณีโลกแห่งแรกของประเทศไทย ครอบคลุมพื้นที่ถึง 4 อำเภอ และเป็นที่รู้จักในฐานะ “ดินแดนแห่งซากดึกดำบรรพ์ยุคพาลีโอโซอิก” เนื่องจากมีความหลากหลายของฟอสซิลที่มีอายุกว่า 500 ล้านปี ไม่ว่าจะเป็นไทรโลไบต์ (trilobite) หรือสโตรมาโตไลต์ (stromatolite) ประกอบกับภูมิประเทศหินปูนรูปทรงแปลกตาอย่างปราสาทหินพันยอดที่เพิ่มความน่าสนใจของพื้นที่
ส่วนแห่งที่สองคือ อุทยานธรณีโคราช (Khorat UNESCO Global Geopark) ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดนครราชสีมา ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้รับการรับรองในปี ค.ศ. 2023 มีจุดเด่นอยู่ที่ภูมิประเทศแบบเควสตา (cuesta) หรือเขารูปอีโต้ รวมถึงแหล่งฟอสซิลไดโนเสาร์ที่มีความสำคัญในทางวิชาการ
นอกจากสองแห่งดังกล่าวแล้ว ล่าสุดในปี ค.ศ. 2026 รัฐบาลไทยยังได้เสนออุทยานธรณีอุบลราชธานีซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่แก่งหินสามพันโบก ให้ยูเนสโกพิจารณารับรองเป็นอุทยานธรณีแห่งที่สามของประเทศต่อไปด้วยเช่นกัน
จากตัวอย่างทั้งหมดที่ยกมานี้ จะเห็นได้ว่าอุทยานธรณีมีความหลากหลายทางภูมิศาสตร์และธรณีวิทยาอย่างมาก โดยครอบคลุมตั้งแต่เสาหินทรายในป่าดงดิบของจีน ฟอสซิลใต้ทะเลของไทย ไปจนกระทั่งถึงป่าหินกลายและปล่องภูเขาไฟในยุโรป ทว่าถึงแม้จะมีลักษณะทางกายภาพที่แตกต่างกันเพียงใด ทั้งหมดนี้ก็ล้วนเผชิญกับโจทย์เดียวกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือจะทำอย่างไรให้ความสวยงามทางธรณีวิทยาเหล่านี้แปรเปลี่ยนไปเป็นความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง
ความรู้ทางธรณีวิทยาไปไกล แต่ “บุคลากร” ยังตามไม่ทัน
นักวิชาการด้านอุทยานธรณีหลายท่านได้ศึกษาและวิจัยปัญหา อุปสรรค และผลกระทบจากอุทยานธรณีพบว่า การจัดตั้งอุทยานธรณีทั่วไปเนื้อหาส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การสำรวจและจัดทำบัญชีแหล่งธรณีวิทยา (geosite) การประเมินคุณค่าทางธรณี ตลอดจนกิจกรรมด้านการอนุรักษ์และการท่องเที่ยว ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นงานที่อาศัยความรู้ทางธรณีศาสตร์เป็นแกนหลักในการดำเนินการ
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ยังขาดหายไปอย่างเห็นได้ชัดก็คือ การพูดคุยอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับผลกระทบที่แท้จริงต่อผู้คนในพื้นที่ซึ่งสอดคล้องกับข้อสังเกตของอารี สตอฟเฟเลิน (Arie Stoffelen) นักวิจัยด้านการท่องเที่ยว ที่เคยตั้งข้อสังเกตไว้ในงานศึกษาก่อนหน้านี้ว่า วงการวิชาการเรื่องอุทยานธรณีนั้นถูกครอบงำด้วยมุมมองทางธรณีวิทยามากจนเกินไป จนกระทั่งละเลยมิติทางสังคมและบทบาทของชุมชนท้องถิ่นไปโดยปริยาย
ด้วยเหตุนี้นักวิชาการหลายท่านจึงมักจะ “สันนิษฐาน” กันไปเองโดยปริยายว่า เพียงแค่มีการอนุรักษ์มรดกทางธรณีและดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่ก็จะนำไปสู่ความยั่งยืนได้โดยอัตโนมัติ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วความสัมพันธ์ดังกล่าวอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเสมอไป
ตัวอย่างที่ทำให้ต้องคิดใหม่ เมื่อการท่องเที่ยวกลับทำร้ายธรรมชาติ
ตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นภาพนี้ได้อย่างชัดเจนที่สุด มาจากการศึกษาและวิเคราะห์ที่อุทยานธรณีหวงซาน (Huangshan) ในประเทศจีน โดยนักวิจัยพบว่า เมื่อมีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามารบกวนพื้นที่มากขึ้นเรื่อย ๆ อัตราการกักเก็บน้ำและการดูดซับคาร์บอนของผืนป่าในบริเวณดังกล่าวกลับลดลงตามไปด้วย ตัวอย่างนี้จึงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยานั้นมิใช่ยาวิเศษที่จะนำไปสู่ความยั่งยืนได้เสมอไปดังที่หลายฝ่ายเข้าใจ เพราะหากปราศจากการบริหารจัดการที่ดีพอแล้ว กิจกรรมดังกล่าวก็อาจกลับกลายเป็นตัวการสำคัญที่ทำลายระบบนิเวศเสียเอง
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ แม้องค์การยูเนสโกจะได้เชื่อมโยงอุทยานธรณีเข้ากับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติไว้อย่างเป็นทางการแล้วก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กลับมีจำนวนไม่มากที่กล่าวถึง SDGs หรือวาระ 2030 อย่างจริงจัง ทั้งที่โครงการ UNESCO Global Geoparks ได้ถือกำเนิดขึ้นมาใกล้เคียงกัน
อย่างไรก็ตามมีอุทยานธรณีในประเทศบราซิล อุรุกวัย และเม็กซิโกอีก 2 แห่ง ได้รับการยอมรับและยกย่องเป็นตัวอย่าง 4 แห่งของภูมิภาคลาตินอเมริกา โดยนักวิชาการได้สอบถามความคิดเห็นของชาวบ้านในพื้นที่ผ่านการอ้างอิงตามหลักตัวชี้วัดและเป้าหมายย่อยถึง 90 ข้อ จากเป้าหมาย SDGs ทั้งหมด 17 ข้อ และเมื่อพิจารณาผลลัพธ์ที่ได้แล้วก็พบสิ่งที่น่าสนใจคือ ชาวบ้านในพื้นที่มองว่าอุทยานธรณีช่วยเรื่องของการลดความยากจน การศึกษา และการสร้างงานได้ดี แต่กลับช่วยเรื่องของสุขภาพ พลังงานสะอาด และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เท่าไร ทั้งที่ประเด็นหลังนี้ล้วนเป็นเรื่องที่ชาวบ้านมองว่ามีความจำเป็นไม่แพ้กัน
กล่าวโดยสรุป ความสัมพันธ์ระหว่างอุทยานธรณีกับความยั่งยืนในปัจจุบันนั้น จึงยังคงอยู่ในลักษณะของ “ความเป็นไปได้” มากกว่าที่จะเป็น “ผลลัพธ์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วอย่างแท้จริง” ทั้งนี้มิได้หมายความว่างานวิจัยเหล่านี้จะทำให้ผู้ปฏิบัติงานท้อแท้หรือหมดกำลังใจ
ตรงกันข้าม การสำรวจและจัดทำบัญชีธรณีวิทยาที่ผ่านมานั้นกลับถือเป็นรากฐานสำคัญที่เอื้อให้เกิดการรับรองอุทยานธรณีแห่งใหม่ ๆ ได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต แต่กระนั้นก็ตาม สิ่งที่ควรดำเนินการต่อไปจากนี้ก็คือ การเติมเต็มช่องว่างที่ยังหลงเหลืออยู่ ด้วยการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบให้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้ในท้ายที่สุดแล้วอุทยานธรณีจะไม่ได้เป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยวที่งดงามตระการตาเท่านั้น แต่จะกลายเป็นเครื่องมือพัฒนาชุมชนได้อย่างแท้จริงตามเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้แต่แรกเริ่ม
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- Bangkok Post. (2026, June 24). Ubon park put forward for Unesco listing. https://www.bangkokpost.com/thailand/general/3275649/ubon-park-put-forward-for-unesco-listing
- Ferreira, D. R., & Valdati, J. (2023). Geoparks and sustainable development: Systematic review. Geoheritage, 15(6). https://doi.org/10.1007/s12371-022-00775-9
- Gou, R., Li, W., Yang, Y., Bai, J., Meng, Y., Wu, J., Ding, Y., Dai, Z., Shi, Q., & Song, S. (2020). Changes in water retention and carbon sequestration in the Huangshan UNESCO Global Geopark (China) from 2000 to 2015. Forests, 11(11), 1152–1170. https://doi.org/10.3390/f11111152
- Guinness World Records. (2019, October 1). Largest concentration of sandstone pillars. https://www.guinnessworldrecords.com/world-records/593531-largest-concentration-of-sandstone-pillars
- Henriques, M. H., & Brilha, J. (2017). UNESCO Global Geoparks: A strategy towards global understanding and sustainability. Episodes, 40(4), 349–355. https://doi.org/10.18814/epiiugs/2017/v40i4/017036
- Nation Thailand. (2026, June 23). Thailand’s cabinet backs Ubon Ratchathani Geopark UNESCO status bid. https://www.nationthailand.com/news/general/40067772
- Natural History Museum of the Lesvos Petrified Forest. (n.d.). Lesvos Geopark. Retrieved July 29, 2026, from https://www.lesvosmuseum.gr/en/lesvos-geopark
- Rosado-González, E. M., Sá, A. A., & Palacio-Prieto, J. L. (2020). UNESCO Global Geoparks in Latin America and the Caribbean, and their contribution to Agenda 2030 Sustainable Development Goals. Geoheritage, 12(2), 1–15. https://doi.org/10.1007/s12371-020-00459-2
- Stoffelen, A. (2019). Where is the community in geoparks? A systematic literature review and call for attention to the societal embedding of geoparks. Area, 52(1), 97–104. https://doi.org/10.1111/area.12549
- Thailand.go.th. (2023, September 6). UNESCO recognizes Khorat Geopark as a global geopark. https://www.thailand.go.th/issue-focus-detail/001_02_341
- UNESCO. (2022). UNESCO Global Geoparks. https://en.unesco.org/global-geoparks
- UNESCO. (2026). List of UNESCO Global Geoparks and regional networks. https://www.unesco.org/en/iggp/geoparks
- UNESCO. (2026a). Zhangjiajie UNESCO Global Geopark. International Geoscience and Geoparks Programme. https://www.unesco.org/en/iggp/zhangjiajie-unesco-global-geopark
- UNESCO. (2026b). Satun UNESCO Global Geopark. International Geoscience and Geoparks Programme. https://www.unesco.org/en/iggp/satun-unesco-global-geopark

