เรื่องโดย สมาธิ ธรรมศร
ครึ่งหลังของปี พ.ศ. 2568 หลายจังหวัดในประเทศไทย โดยเฉพาะที่ราบภาคกลางได้ถูกโถมทับด้วยมวลน้ำมหาศาล จนแผ่นดินกว้างถูกเปลี่ยนเป็นผืนน้ำสุดลูกหูลูกตา แม้น้ำท่วมครั้งนี้จะสร้างความเสียหายรุนแรงในบางพื้นที่ แต่อีกมุมหนึ่ง การไหลแผ่ของน้ำเข้าสู่ที่ราบก็เผยให้เห็น ‘ทุ่งน้ำหลาก’ ซึ่งเป็นภูมิทัศน์ทางธรรมชาติที่ใกล้สูญหายไปเนื่องจากการบริหารจัดการน้ำสมัยใหม่
บทความนี้ ผู้เขียนจะพาผู้อ่านไปสำรวจทุ่งน้ำหลากโบราณบางแห่งที่ยังหลงเหลืออยู่ในเขตที่ราบภาคกลาง รวมถึงเล่าสู่กันฟังว่าการดำรงอยู่ของทุ่งน้ำหลากมีความสำคัญต่อมนุษย์ ระบบนิเวศ และสิ่งแวดล้อมอย่างไร
จากแม่น้ำสู่ท้องทุ่ง
แม่น้ำส่วนใหญ่เกิดจากเม็ดฝนที่เมฆโปรยปรายลงมาสู่พื้นผิวโลกหรือการละลายของหิมะบนเทือกเขาสูง จากนั้นจึงไหลมารวมกันเป็นลำธาร ผสานกลายเป็นแม่น้ำใหญ่ ก่อนไปบรรจบกับทะเลในที่สุด การไหลของสายน้ำจะพัดพาทั้งสิ่งมีชีวิต แร่ธาตุ และตะกอน จากต้นน้ำไปสู่กลางน้ำและปลายน้ำ จนก่อเกิดเป็นระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์ แม่น้ำที่ไหลอย่างอิสระจึงเป็นระบบธรรมชาติที่มีการเชื่อมต่อตามแนวยาว เรียกว่า แนวคิดความต่อเนื่องของแม่น้ำ (river continuum concept)
ปกติแล้วแม่น้ำบนที่ราบจะมีทั้งช่วงเวลาที่ระดับน้ำลดต่ำ และช่วงที่เอ่อล้นไปยังที่ราบน้ำท่วมถึง (floodplain) ซึ่งขนาบกับแม่น้ำจนกลายเป็นภูมิทัศน์น้ำหลาก (flood pulsing landscape) การเชื่อมต่อตามแนวขวางดังกล่าวทำให้เกิดวัฏจักรของน้ำแล้งและน้ำท่วม เรียกว่า แนวคิดชีพจรน้ำท่วม (flood pulse concept) ซึ่งเปรียบเสมือน ‘จังหวะชีวิต’ ที่เชื่อมโยงแม่น้ำกับที่ราบน้ำท่วมถึงเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน
ทุ่งน้ำหลาก ต.ท่าเรือ อ.ปากพลี จ.นครนายก เป็นที่อาศัยแห่งสุดท้ายของปลาซิวสมพงษ์และแหล่งดูนกเหยี่ยวดำในฤดูหนาว
น้ำมาปลากินมด น้ำลดมดกินปลา
เมื่อมวลน้ำเริ่มเอ่อท่วมทุ่ง ผืนน้ำกว้างจะกลายเป็นแหล่งอนุบาลตัวอ่อนของสัตว์น้ำและแมลงที่ปลอดภัยจากสัตว์นักล่าในลำน้ำหลัก หลังจากนั้นตะกอนและแร่ธาตุที่ปะปนอยู่ในน้ำจะค่อย ๆ ตกทับถมบนแผ่นดิน กระบวนการดังกล่าวเปรียบเสมือนการใส่ปุ๋ยและการเติมน้ำบาดาล (groundwater recharge) ตามธรรมชาติ
แต่เมื่อระดับน้ำเริ่มลดลง แร่ธาตุบนบกส่วนหนึ่งจะไหลกลับสู่แม่น้ำ แอ่งน้ำที่เล็กลงจะกักสัตว์น้ำตัวน้อย ๆ เอาไว้ แล้วดึงดูดสัตว์นักล่าเข้ามากินพวกมัน หลังจากน้ำแห้ง แสงแดดจะกระตุ้นให้พืชพรรณงอกขึ้นมาใหม่ จุลินทรีย์จะย่อยสลายวัตถุในดินและอากาศจะแทรกเข้าไปอยู่ในเนื้อดิน ทำให้พื้นดินกลับมาหายใจได้อีกครั้ง
การมาถึงและการจากไปของน้ำหลากจึงเปรียบเสมือนเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity) และหลายครั้งก็ครอบคลุมถึงวิถีชีวิตมนุษย์ในพื้นที่แห่งนั้นด้วย
วิถีชีวิตกับสายน้ำ
บรรพบุรุษของคนไทยแถบที่ราบภาคกลางมีวิถีชีวิตผูกพันกับแม่น้ำและทุ่งน้ำหลากมาแต่โบราณ เห็นได้จากการสร้างเรือนแพและบ้านใต้ถุนสูงเพื่อรับมือน้ำท่วม การปลูกข้าวขึ้นน้ำ (floating rice) ที่ยืดลำต้นตามระดับน้ำ การเลี้ยงปลาในนา การสัญจรทางเรือ การพายเรือเที่ยวทุ่ง การสร้างตลาดน้ำ รวมถึงประเพณีมากมายที่โยงใยกับน้ำ
ผู้อ่านจะสังเกตว่า ชาวสยามรุ่นเก่ามีทักษะการปรับตัวอยู่ร่วมกับน้ำท่วมได้ดี แต่วิถีของสังคมปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปกลับทำให้เรามองว่าน้ำไม่ท่วมและน้ำไม่แล้งคือสภาวะปกติ ซึ่งมุมมองดังกล่าวอาจเป็น ‘มายาคติ’ ที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของที่ราบลุ่มแม่น้ำ และทำให้เราเริ่มสรรหาโครงสร้างทางวิศวกรรมมากมายเพื่อควบคุมการไหลของแม่น้ำ

ทุ่งน้ำหลากพรหมมาศ บริเวณวัดเขาสมอคอน ต.เขาสมอคอน อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ในอดีตเคยเป็นสถานที่พายเรือเที่ยวทุ่ง
ภูมิทัศน์น้ำหลากที่กำลังหายไป
เมื่อแม่น้ำถูกพรากอิสระและพื้นที่ริมแม่น้ำถูกเปลี่ยนเป็นแปลงเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวตลอดปี หมู่บ้านจัดสรร และโรงงานอุตสาหกรรม ผลกระทบที่เกิดขึ้นแบ่งออกเป็น 2 ประการ ได้แก่
- แนวคิดความไม่ต่อเนื่องของแม่น้ำ (serial discontinuity concept) เป็นการอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเขื่อนขัดขวางการเชื่อมต่อตามแนวยาวของแม่น้ำ ทำให้แหล่งน้ำไหล (lotic) กลายเป็นแหล่งน้ำนิ่ง (lentic) ซึ่งส่งผลกระทบต่อการไหลของน้ำ ระดับน้ำ คุณภาพน้ำ สมดุลตะกอน ปริมาณแร่ธาตุ และจำนวนสิ่งมีชีวิต
- ผลกระทบจากคันกั้นน้ำ (levee effect) เกิดขึ้นเมื่อคันกั้นน้ำขัดขวางการเชื่อมต่อตามแนวขวางของแม่น้ำ โดยการบีบให้มวลน้ำไหลอยู่ภายในแม่น้ำเท่านั้น ระดับน้ำจึงยกตัวสูงขึ้น น้ำท่วมนานขึ้น น้ำไหลไปยังท้ายน้ำมากขึ้น ท้องน้ำกับตลิ่งถูกกัดเซาะเร็วขึ้น และทำให้แม่น้ำกับที่ราบน้ำท่วมถึงถูกตัดขาดจากกัน
นี่แหละคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ ‘ภูมิทัศน์น้ำหลาก’ กลายเป็นของหายาก !

ภาพจำลองสิ่งก่อสร้างทางวิศวกรรมขนาดใหญ่ที่กีดขวางการไหลของน้ำและปิดกั้นไม่ให้น้ำไหลเข้าสู่ที่ราบน้ำท่วมถึง
การปรับตัวอยู่ร่วมกับน้ำท่วม
ผู้อ่านทุกท่านน่าจะเห็นภาพรวมแล้วว่า แม่น้ำเปรียบเสมือน ‘เส้นเลือดใหญ่’ ที่คอยหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตบนผืนดิน ส่วนภูมิทัศน์น้ำหลากคือ ‘เส้นเลือดฝอย’ ที่ช่วยกระจายมวลน้ำ ตะกอน แร่ธาตุ และสิ่งมีชีวิต ไปยังพื้นที่ห่างไกลแม่น้ำ ดังนั้นการควบคุมแม่น้ำอย่างเบ็ดเสร็จจึงอาจไม่ใช่วิธีบริหารจัดการน้ำที่สมเหตุสมผลนัก
ผู้เขียนเสนอว่าพวกเราควรขอคืนดีกับแม่น้ำอีกครั้งโดยการมอบอิสรภาพให้แก่แม่น้ำตามความเหมาะสม ซ่อมแซมรอยต่อระหว่างแม่น้ำกับที่ราบน้ำท่วมถึง ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ (wetland) พัฒนาเครือข่ายคูคลอง รวมถึงออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน บริหารจัดการที่ดิน และใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาเป็นตัวช่วย เพื่อให้คนในยุคปัจจุบันอยู่ร่วมกับพลวัตน้ำหลากได้อีกครั้ง ซึ่งต้องคำนึงถึง ‘สมดุล’ ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติเป็นสำคัญ
ใช่หรือไม่ว่า… ธรรมชาติที่ดำรงอยู่มาก่อนมนุษย์มักจะมีอำนาจเหนือเราเสมอ และพึงตระหนักว่าความยั่งยืนมิได้เกิดจากการต่อสู้กับธรรมชาติ แต่เกิดจากการทำความเข้าใจและปรับตัวอยู่ร่วมกัน

ภาพจำลองบ้านใต้ถุนสูงสมัยใหม่ที่ออกแบบมาให้ปรับตัวอยู่ร่วมกับน้ำหลากท่วมทุ่งได้
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- สมาธิ ธรรมศร. (2558). รู้วิทย์ พิชิตภัยพิบัติ.
- ส. พลายน้อย. (2555). แม่น้ำลำคลอง.
- สุจิตต์ วงษ์เทศ. (2539). แม่น้ำลำคลองสายประวัติศาสตร์ (พิมพ์ครั้งที่ 2).
- เอนก นาวิกมูล. (2538). เที่ยวทุ่งเมื่อหน้าน้ำ (พิมพ์ครั้งที่ 2).
- Ellen Wohl. (2014). River in the Landscape: Science and Management.
- Junk et al. (1989). The Flood Pulse Concept in River-Floodplain Systems.
- W.J. Mitsch and S.E. Jørgensen. (1989). Ecological Engineering: An Introduction to Ecotechnology.

