เรื่องโดย กองบรรณาธิการ
ม้าและเครือญาติ
สัตว์ในวงศ์ม้า (Family Equidae) ปัจจุบันมีสมาชิกหลัก คือ ม้า ลา และม้าลาย ทั้งหมดนี้จัดอยู่ในสกุล Equus ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่ 7 ชนิด คือ ม้า (horse) แบ่งเป็นม้าเลี้ยงและม้าป่า, ลาป่าแอฟริกา (African wild ass), ลาป่าเอเชีย (onager, Asiatic wild ass), ลาป่าทิเบต (kiang), ม้าลายเกรวี (Grévy’s zebra), ม้าลายธรรมดา (plains zebra), และม้าลายภูเขา (mountain zebra) พบกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในแอฟริกาและเอเชีย ลักษณะเด่นเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใครของพวกมันคือเป็นสัตว์กีบคี่ที่มีแค่ “กีบเดียว” ช่วยให้พวกมันวิ่งไว เดินทางได้ไกล หนีภัยเก่ง สัตว์วงศ์ม้าบางชนิดผสมข้ามพันธุ์จนเกิดเป็นสมาชิกใหม่ที่มีรูปร่างหน้าตาและลักษณะพิเศษที่แตกต่างไปจากเดิมได้อีกด้วย

ลูกครึ่ง
ตั้งแต่หลายพันปีก่อน มนุษย์นำม้าและลามาเลี้ยงเพื่อใช้งานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นงานหนัก งานเบา บันเทิง และกีฬา เลี้ยงไปเลี้ยงมาก็เกิดไอเดียบรรเจิดลองนำพวกมันมาผสมข้ามพันธุ์กัน เพื่อสร้างเป็นสัตว์ลูกผสมชนิดใหม่ที่มีคุณสมบัติดีงามกว่าเดิม แล้วก็ทำได้สำเร็จด้วย ตัวอย่างของสัตว์ลูกผสมในวงศ์ม้าที่รู้จักกันดีคือ “ล่อ” ผลิตผลที่รวมเอาความดีงามอันได้แก่ อึด ทน สู้งานหนักเหมือนพ่อที่เป็นลา และเท่ เก๋ สง่า ฉลาด ปราดเปรียวเหมือนแม่ที่เป็นม้ามาไว้ในตัวเดียว ตอบโจทย์การเป็นสัตว์พาหนะได้อย่างสมบูรณ์

ซอร์ส
เมื่อม้าผสมกับลาได้ แล้วทำไมม้าลายจะมาร่วมวงด้วยไม่ได้ ชาลส์ ดาร์วินเองก็เคยกล่าวถึงการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างม้าลายกับลาไว้ในงานเขียนของเขาด้วย การผสมข้ามพันธุ์ระหว่างม้าลายกับม้าหรือลานี้ส่วนใหญ่เกิดจากฝีมือมนุษย์ เราเรียกลูกผสมพวกนี้ว่า ซีบรอยด์ (zebroid) ที่แต่ละชนิดก็จะมีชื่อเรียกต่างกัน อยู่ที่ว่าพ่อแม่เป็นใคร เช่น “ซอร์ส” (zorse) เป็นลูกของพ่อม้าลายกับแม่ม้า, “ซองกี” (zonkey) เป็นลูกของพ่อม้าลายกับแม่ลา, “ดองครา” (donkra) เป็นลูกของพ่อลากับแม่ม้าลาย

ซองกี
แม้ลูกผสมส่วนใหญ่เกิดจากฝีมือมนุษย์ แต่ในธรรมชาติเองก็มีโอกาส (น้อยมาก) ที่จะพบลูกผสมของม้าลายกับลาได้ เนื่องจากสัตว์ทั้งสองชนิดนี้มีความใกล้ชิดกันทางสายวิวัฒนาการและมีถิ่นอาศัยในแอฟริกาซึ่งบางครั้งก็ทับซ้อนกัน
สายพันธุ์ม้าบ้าน
วงการเพาะพันธุ์ม้าบ้านแบ่งม้าออกเป็น 3 พวกหลักตามพฤติกรรมและการใช้งาน คือ พวกเลือดร้อน (hot blood) ที่มีความเร็ว คล่องแคล่ว ปราดเปรียว เหมาะกับการแข่งขันที่ต้องใช้ความเร็ว พวกเลือดเย็น (cold blood) ที่มีความแข็งแรง ถึกทน เหมาะกับการใช้ในงานขนส่งแบกหาม และพวกเลือดอุ่น (warm blood) ที่ผสมผสานทั้งความเร็วและความอึด เหมาะกับการใช้แข่งหรือเพื่อกิจการพิเศษ มนุษย์พัฒนาสายพันธุ์ม้าโดยนำคุณลักษณะเด่นของม้าแต่ละชนิดมาพิจารณาแล้วเลือกจับคู่ผสม ทำให้ได้ม้าสายพันธุ์ใหม่ที่มีลักษณะดี ตรงกับความต้องการใช้งาน และปัจจุบันนี้ก็มีมากกว่า 300 สายพันธุ์
รอยยิ้มพิมพ์ใจ
บางครั้งเราเห็นม้าแยกเขี้ยวยิงฟันเหมือนมันกำลังหัวเราะหรือแสยะยิ้มนั้น จริง ๆ แล้วเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นหลังจากที่ประสาทรับกลิ่นซึ่งอยู่แถวเพดานปากของม้าจับกลิ่นฟีโรโมนหรือกลิ่นบางอย่างได้ ปฏิกิริยาแสยะยิ้มยิงฟันนี้เรียกว่า Flehmen response นอกจากม้าแล้วยังมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางพวก เช่น แมว เสือ สมเสร็จ ควาย ที่แสยะยิ้มได้เช่นกัน
ตาโตที่สุด
ในบรรดาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่บนพื้นโลก ม้าเป็นสัตว์ที่มีขนาดลูกตาโตที่สุด มีเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยที่ 5 เซนติเมตร และมีปริมาตรของลูกตา 42-62.5 มิลลิลิตร มากกว่าของคนเรา 6-9 เท่า ตาของม้าอยู่ด้านข้างของใบหน้า ดังนั้นมันจึงเห็นภาพมุมกว้างถึง 350 องศา อย่างไรก็ตาม ม้าไม่สามารถโฟกัสระยะของภาพได้เหมือนตาของคน แต่จะใช้วิธีเงยหน้าเพื่อมองไกล หรือก้มหน้าในการมองหาสิ่งที่อยู่ใกล้ ๆ
ไอคิวสูง
นักวิจัยพบว่าม้านอกจากจะเข้าใจอะไรได้ง่ายแล้ว ยังความจำดีมากพอ ๆ กับช้างเลย ถ้าม้ายอมรับใครเป็นเพื่อนแล้ว พวกมันจะรักษามิตรภาพนั้นไว้ไม่เสื่อมคลาย ถึงเพื่อนจะหายหน้าหายตาไปนานหลายปี เมื่อกลับมาเจอกันอีกที ม้าก็พร้อมต่อติดความสัมพันธ์ได้ในพริบตา แต่ความช่างจดช่างจำนี้ก็เปรียบเหมือนดาบสองคม ในด้านลบ หากม้าได้เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร แน่นอนว่าพวกมันก็จำได้เป๊ะ ๆ เช่นกัน มีงานวิจัยหลายชิ้น รวมถึงเรื่องเล่าจากคนเลี้ยงม้าว่า ม้าที่เลี้ยงไว้สะเดาะกลอนหนีออกมาจากคอกได้ พอจับกลับเข้าคอก ลงกลอนอย่างดี เจ้าม้าตัวแสบก็หนีออกมาได้อีก เจ้าของจึงต้องเปลี่ยนกลอนแบบใหม่ที่ไม่เหมือนเดิมเพื่อไม่ให้ม้าหนีออกมา
เนื้ออาชา อาหารโอชะ
เนื้อม้ามีสีแดงอมชมพู (คนญี่ปุ่นเรียกว่า เนื้อซากุระ) อุดมไปด้วยโปรตีน ธาตุเหล็ก โอเมกา-3 แถมมีไขมันต่ำ เป็นที่นิยมบริโภคในหลายประเทศทั่วโลก สาเหตุที่เนื้อม้าเป็นที่นิยมนั้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะเกิดการขาดแคลนอาหาร อย่างในประเทศฝรั่งเศส แต่ก่อนการกินเนื้อม้าถือว่าผิดกฎหมาย แต่หลังจากที่เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง ในปี ค.ศ. 1866 เนื้อหมูเนื้อวัวราคาพุ่งทะยานจนผู้คนไม่มีปัญญาซื้อหามากิน รัฐบาลฝรั่งเศสเลยประกาศยกเลิกกฎหมายห้ามกินเนื้อม้า นับแต่นั้นมากระแสความนิยมบริโภคเนื้อม้าของคนฝรั่งเศสก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงทุกวันนี้ เนื้อม้ากลายเป็นอาหารระดับไฮเอนด์
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- http://listverse.com/2014/01/22/10-fascinating-facts-about-horses/
- http://www.horseswithamie.com/horsebehavior/horselaugh.html
- http://www.livescience.com/27686-mustangs.html
- http://horses.about.com

