เรื่องโดย
กาญจนาพร ศรชัย, ดร.วรพงศ์ สิงห์ชาติ, ผศ. ดร.สุภฎา คีรีรัฐนิคม ดร.ฐิติพงศ์ พันทุม
รศ. ดร.ประทีป ด้วงแค รศ. ดร.ณรงค์ฤทธิ์ เมืองใหม่ และ ศ. ดร.ครศร ศรีกุลนาถ
ท่ามกลางผืนป่าพรุและพื้นที่ชุ่มน้ำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีปลาน้ำจืดรูปร่างเรียวยาวชนิดหนึ่งที่ดำรงชีวิตอยู่ในแหล่งน้ำซึ่งมีความเป็นกรดสูงและมีออกซิเจนต่ำได้อย่างน่าทึ่ง ปลาชนิดนั้นคือ ปลาดุกลำพัน ปลาพื้นถิ่นที่ไม่ได้มีความสำคัญเพียงในฐานะส่วนหนึ่งของระบบนิเวศป่าพรุเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนหลักฐานที่มีชีวิตของประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติในภูมิภาคซุนดาแลนด์อีกด้วย
ปลาดุกลำพัน
ปลาดุกลำพัน (Clarias nieuhofii) เป็นปลาน้ำจืดพื้นถิ่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีรูปร่างโดดเด่น ลำตัวยาวเรียว สีน้ำตาลแดง และมีจุดสีขาวเรียงเป็นแถวตามลำตัว ลักษณะสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ มีอวัยวะช่วยหายใจเหนือเหงือก ช่วยให้รับออกซิเจนจากอากาศได้โดยตรง จึงอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำที่มีออกซิเจนต่ำได้ดีกว่าปลาหลายชนิด โดยเฉพาะในป่าพรุ พื้นที่ชุ่มน้ำ และแหล่งน้ำนิ่งที่มีซากพืชสะสมจำนวนมาก
ปลาดุกลำพันมีการกระจายพันธุ์ในหลายประเทศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน และสิงคโปร์ สำหรับประเทศไทยพบได้ในพื้นที่ภาคใต้และบางส่วนของภาคตะวันออก โดยเฉพาะบริเวณที่ยังคงมีระบบนิเวศป่าพรุและพื้นที่ชุ่มน้ำตามธรรมชาติ เช่น ป่าพรุโต๊ะแดง จังหวัดนราธิวาส และป่าพรุควนเคร็ง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมเฉพาะและเหมาะต่อการดำรงชีวิตของปลาชนิดนี้
ป่าพรุเป็นระบบนิเวศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง แต่มีสภาพแวดล้อมค่อนข้างท้าทาย น้ำในป่าพรุมักมีสีน้ำตาลเข้มจากการย่อยสลายของใบไม้และซากพืช มีความเป็นกรดสูง โดยมีค่า pH ประมาณ 3.0–5.5 และมีปริมาณออกซิเจนละลายน้ำต่ำ ปลาดุกลำพันปรับตัวต่อสภาพดังกล่าวได้ดี เพราะใช้อวัยวะช่วยหายใจเหนือเหงือกรับออกซิเจนจากอากาศ จึงยังคงดำรงชีวิตได้แม้ในบริเวณที่ปลาชนิดอื่นอาจอยู่รอดได้ยาก

ปลาดุกลำพันกับป่าพรุ
ปลาดุกลำพันมักอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำไหลเอื่อยหรือแหล่งน้ำนิ่งที่มีพืชน้ำและซากพืชสะสมหนาแน่น อาหารของมันประกอบด้วยสัตว์น้ำขนาดเล็ก แมลงน้ำ กุ้ง ปู ปลา สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง และซากอินทรียวัตถุ ด้วยเหตุนี้พวกมันจึงมีบทบาททั้งในฐานะผู้ล่าและผู้ช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุ ทำให้เกิดการถ่ายทอดพลังงานและการหมุนเวียนสารอาหารภายในระบบนิเวศป่าพรุ อย่างไรก็ตามความน่าสนใจของปลาดุกลำพันไม่ได้อยู่เพียงที่รูปร่างหรือความสามารถในการอยู่รอดในน้ำที่มีออกซิเจนต่ำเท่านั้น ข้อมูลทางพันธุกรรมยังชี้ให้เห็นว่า ปลาดุกลำพันจากพื้นที่ต่าง ๆ อาจมีประวัติวิวัฒนาการที่แตกต่างกัน แม้จะมีรูปร่างภายนอกคล้ายคลึงกันมากก็ตาม ประเด็นนี้จึงทำให้ปลาดุกลำพันเป็นตัวอย่างสำคัญของความหลากหลายที่ซ่อนอยู่ในธรรมชาติ และช่วยเปิดมุมมองใหม่ต่อการศึกษา การจำแนก และการอนุรักษ์ปลาพื้นถิ่นของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ซุนดาแลนด์กับร่องรอยวิวัฒนาการของพืชและสัตว์
ซุนดาแลนด์ (Sundaland) คือ ผืนแผ่นดินขนาดใหญ่ในอดีตที่เคยเชื่อมภาคใต้ของประเทศไทย คาบสมุทรมลายู สุมาตรา บอร์เนียว และชวาเข้าด้วยกัน ในช่วงที่ระดับน้ำทะเลลดต่ำลง พืชและสัตว์สามารถกระจายตัวไปตามผืนป่า แม่น้ำ และพื้นที่ชุ่มน้ำที่เชื่อมต่อกันได้ แต่เมื่อสิ้นสุดยุคน้ำแข็งครั้งล่าสุด ระดับน้ำทะเลค่อย ๆ สูงขึ้นและท่วมพื้นที่ราบของซุนดาแลนด์ จนผืนแผ่นดินเดิมแตกออกเป็นคาบสมุทรและหมู่เกาะดังที่เห็นในปัจจุบัน การแยกตัวของพื้นที่เหล่านี้ทำให้ประชากรพืชและสัตว์ที่เคยมีบรรพบุรุษร่วมกันถูกตัดขาดจากกัน โดยเฉพาะชนิดที่อาศัยในถิ่นเฉพาะ เช่น ป่าพรุและลำธารน้ำดำ เมื่อเวลาผ่านไปประชากรแต่ละพื้นที่จึงค่อย ๆ สะสมความแตกต่างทางพันธุกรรม จนบางกลุ่มอาจดูคล้ายกันภายนอกแต่มีประวัติวิวัฒนาการต่างกันอย่างมาก
ปลาดุกลำพันเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของเรื่องนี้ เพราะแม้ปลาจากประเทศไทย สุมาตรา และกาลีมันตันจะมีรูปร่างใกล้เคียงกัน แต่ข้อมูลดีเอ็นเอจากไมโทคอนเดรียซึ่งเปรียบเสมือน “บันทึกทางสายเลือด” กลับเผยให้เห็นว่าพวกมันแบ่งออกเป็นหลายสายวิวัฒนาการ และประชากรจากประเทศไทยมีความใกล้ชิดกับประชากรจากสุมาตรามากกว่ากลุ่มจากกาลีมันตัน แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายที่ซ่อนเร้นซึ่งกำหนดโดยประวัติของแผ่นดินซุนดาแลนด์
ผลการศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของปลาดุกลำพัน
ปัจจุบันได้มีการถอดรหัสและประกอบจีโนมไมโทคอนเดรียฉบับสมบูรณ์ของปลาดุกลำพัน จากจังหวัดนราธิวาส ประเทศไทย ซึ่งนับเป็นข้อมูลจีโนมไมโทคอนเดรียชุดแรกของประชากรปลาดุกลำพันจากแผ่นดินใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีโนมดังกล่าวมีลักษณะเป็นวงกลม มีขนาด 16,501–16,502 คู่เบส และประกอบด้วยยีนทั้งหมด 37 ยีน ข้อมูลนี้ช่วยให้สามารถเลือกยีนที่เหมาะสมสำหรับการศึกษาความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมและวิวัฒนาการได้ โดยเฉพาะยีน COI และ Cytb ซึ่งเป็นยีนที่นิยมใช้ในการเปรียบเทียบประชากรและช่วยตรวจสอบว่ากลุ่มปลาที่มีรูปร่างคล้ายกันนั้นมีความใกล้ชิดทางพันธุกรรมมากน้อยเพียงใด
เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลจากยีน COI และ Cytb พบว่า ปลาดุกลำพันในภูมิภาคซุนดาแลนด์แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มที่ 1 จากสุมาตราและกาลีมันตัน กลุ่มที่ 2 จากกาลีมันตัน และกลุ่มที่ 3 จากสุมาตราและประเทศไทย ข้อค้นพบที่สำคัญคือ ปลาดุกลำพันจากประเทศไทยอยู่ในกลุ่มเดียวกับประชากรจากสุมาตรา แสดงให้เห็นว่าญาติใกล้ชิดของปลาดุกลำพันไทยจากข้อมูลชุดนี้อยู่ที่สุมาตรา มากกว่ากลุ่มที่พบในกาลีมันตัน
ผลจากยีนทั้งสองให้ข้อมูลที่เสริมกัน โดยยีน COI ช่วยแสดงให้เห็นว่ากลุ่มไทย–สุมาตราแตกต่างจากกลุ่มสุมาตรา–กาลีมันตันอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ข้อมูล COI ยังไม่ครอบคลุมกลุ่มที่ 2 จากกาลีมันตัน จึงยังไม่สามารถเปรียบเทียบทั้ง 3 กลุ่มได้ครบถ้วน ส่วนยีน Cytb มีข้อมูลครบทั้ง 3 กลุ่ม และพบตำแหน่งที่มีความแปรผันมากกว่า จึงช่วยแสดงรายละเอียดของความแตกต่างทางพันธุกรรมภายในปลาดุกลำพันได้ชัดเจนกว่า
ในด้านการจำแนกชนิด ยีน COI ให้ค่าช่วงห่างของบาร์โคดดีเอ็นเอ (DNA barcoding gap*) เป็นบวก ซึ่งหมายความว่าโดยภาพรวมยังแยกความแตกต่างระหว่างกลุ่มได้ค่อนข้างดี ขณะที่ยีน Cytb ให้ค่า barcoding gap เป็นลบ เนื่องจากภายในชนิดเดียวกันมีความแตกต่างทางพันธุกรรมสูงมาก อย่างไรก็ตามผลดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า Cytb ใช้ไม่ได้ แต่กลับสะท้อนว่า ปลาดุกลำพันอาจมีความหลากหลายทางพันธุกรรมที่ซ่อนอยู่ภายในมากกว่าที่เห็นจากลักษณะภายนอก
ผลการแบ่งกลุ่มชนิดด้วยวิธีทางสถิติยังให้ภาพที่น่าสนใจ โดยวิธี bPTP จากยีน Cytb แยกปลาดุกลำพันทั้ง 3 กลุ่มออกจากกัน ขณะที่วิธี mPTP รวมกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 เข้าด้วยกัน แต่ยังแยกกลุ่มที่ 3 หรือกลุ่มไทย–สุมาตราออกจากกลุ่มอื่นอย่างชัดเจน ส่วนผลจากยีน COI ก็สนับสนุนว่ากลุ่มไทย–สุมาตราแตกต่างจากกลุ่มสุมาตรา–กาลีมันตัน แม้ว่าวิธีการวิเคราะห์แต่ละแบบจะให้รายละเอียดไม่เหมือนกันทั้งหมด
เมื่อเปรียบเทียบกับปลาดุกชนิดอื่นในสกุล Clarias พบว่า ปลาดุกส่วนใหญ่มักมีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมสอดคล้องกับการจำแนกชนิด แต่ปลาดุกลำพันมีลักษณะพิเศษ เพราะภายในชื่อชนิดเดียวกลับพบหลายสายวิวัฒนาการที่เชื่อมโยงกับพื้นที่กระจายพันธุ์ ผลการศึกษานี้จึงสนับสนุนแนวคิดว่า ปลาดุกลำพันอาจเป็นกลุ่มชนิด (species complex) ซึ่งประกอบด้วยประชากรหลายกลุ่มที่มีประวัติวิวัฒนาการแตกต่างกันมาเป็นเวลานาน แม้ว่าจะยังมีรูปร่างภายนอกคล้ายคลึงกัน
อย่างไรก็ตามผลจากยีน COI และ Cytb เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าทั้ง 3 กลุ่มเป็นคนละชนิดโดยสมบูรณ์ จำเป็นต้องมีการเก็บตัวอย่างจากพื้นที่ต่าง ๆ ให้ครอบคลุมมากขึ้น และควรใช้ข้อมูลจากสารพันธุกรรมในนิวเคลียส (nuclear genome) ร่วมด้วย เพื่อยืนยันสถานะทางอนุกรมวิธานให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ข้อค้นพบครั้งนี้จึงมีความสำคัญทั้งต่อการศึกษาวิวัฒนาการ การจำแนกชนิด และการวางแผนอนุรักษ์ประชากรปลาดุกลำพันในแต่ละภูมิภาคต่อไป
วิวัฒนาการเชิงภูมิศาสตร์ของปลาดุกลำพันในพื้นที่ซุนดาแลนด์
การประมาณเวลาทางวิวัฒนาการแสดงให้เห็นว่า สายวิวัฒนาการไทย–สุมาตราแยกออกจากกลุ่มที่พบในกาลีมันตันเมื่อประมาณ 15–19 ล้านปีก่อน ในช่วงสมัยไมโอซีน ขณะที่ประชากรจากประเทศไทยและสุมาตราภายในกลุ่มเดียวกันน่าจะแยกจากกันในภายหลังเมื่อราว 3 ล้านปีก่อน ผลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของผืนแผ่นดิน ระดับน้ำทะเล และความต่อเนื่องของระบบนิเวศป่าพรุในซุนดาแลนด์ มีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดเส้นทางการกระจายพันธุ์และวิวัฒนาการของปลาดุกลำพัน
ข้อมูลจีโนมไมโทคอนเดรียที่สมบูรณ์จากการศึกษาครั้งนี้จึงเป็นข้อมูลอ้างอิงทางพันธุกรรมที่สำคัญสำหรับปลาดุกลำพันจากแผ่นดินใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช่วยเพิ่มฐานข้อมูลสำหรับการศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรม ความสัมพันธ์เชิงวิวัฒนาการ และประวัติการกระจายพันธุ์ของปลาดุกลำพันในภูมิภาคซุนดาแลนด์
ผลการศึกษายังช่วยเติมเต็มช่องว่างด้านอนุกรมวิธานของปลาดุกลำพัน ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนจากลักษณะภายนอกเพียงอย่างเดียว แม้ว่าประชากรจากประเทศไทย สุมาตรา และกาลีมันตันจะมีรูปร่างคล้ายคลึงกัน แต่ข้อมูลทางพันธุกรรมแสดงให้เห็นว่าประชากรเหล่านี้ได้แยกออกเป็นหลายสายวิวัฒนาการและสะสมความแตกต่างมาเป็นเวลานาน จึงสะท้อนถึงความหลากหลายที่ซ่อนเร้นภายในชื่อชนิดเดียวกัน หรือที่เรียกว่า cryptic diversity
อย่างไรก็ตามผลดังกล่าวยังไม่ควรนำไปสรุปว่าทุกสายวิวัฒนาการเป็นชนิดที่แตกต่างกันโดยสมบูรณ์ เนื่องจากจำเป็นต้องมีการเก็บตัวอย่างจากพื้นที่ต่าง ๆ ให้ครอบคลุมมากขึ้น และควรใช้ข้อมูลพันธุกรรมจากจีโนมนิวเคลียร์ร่วมด้วย เพื่อยืนยันขอบเขตของชนิดและสถานะทางอนุกรมวิธานให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
![]() แผนผังเครือญาติทางวิวัฒนาการและแผนที่แสดงการกระจายของปลาดุกลำพัน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มไทย–สุมาตรา กลุ่มสุมาตรา–กาลีมันตัน และกลุ่มกาลีมันตัน |
บทสรุป
ปลาดุกลำพันเป็นสัตว์น้ำที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับระบบนิเวศป่าพรุ และใช้เป็นสิ่งมีชีวิตที่แสดงความสมบูรณ์ของพื้นที่ชุ่มน้ำธรรมชาติได้ เนื่องจากปลาชนิดนี้ดำรงชีวิตในแหล่งน้ำที่มีความเป็นกรดและมีปริมาณออกซิเจนต่ำซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของระบบนิเวศป่าพรุ อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนพื้นที่ป่าพรุเป็นพื้นที่เกษตรกรรม การระบายน้ำออกจากพื้นที่ การเกิดไฟป่า หรือมลพิษทางน้ำ ล้วนส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของแหล่งอาศัยและความอยู่รอดของประชากรปลาดุกลำพัน
นอกจากนี้ข้อมูลทางพันธุกรรมยังแสดงให้เห็นว่าปลาดุกลำพันประกอบด้วยหลายสายวิวัฒนาการที่มีความสัมพันธ์กับประวัติทางภูมิศาสตร์ของซุนดาแลนด์ โดยประชากรจากประเทศไทยมีความใกล้ชิดกับประชากรจากสุมาตรามากกว่ากลุ่มที่พบในกาลีมันตัน สะท้อนถึงความหลากหลายที่ซ่อนเร้นภายในชนิดเดียวกัน
ดังนั้นการอนุรักษ์ปลาดุกลำพันจึงไม่ควรมุ่งเพียงการรักษาจำนวนประชากรเท่านั้น แต่ควรครอบคลุมถึงการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศป่าพรุ การรักษาคุณภาพของพื้นที่ชุ่มน้ำธรรมชาติ และการคำนึงถึงความแตกต่างทางพันธุกรรมของประชากรในแต่ละภูมิภาค แนวทางดังกล่าวจะช่วยคงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพและเสริมสร้างความมั่นคงของระบบนิเวศน้ำจืดในประเทศไทยในระยะยาว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- Hee, N. H. (1999). Two new species of catfishes of the genus Clarias from Borneo (Teleostei: Clariidae). The Raffles Bulletin of Zoology, 47(1), 17–32.
- Pouyaud, L., Sudarto, & Paradis, E. (2009). The phylogenetic structure of habitat shift and morphological convergence in Asian Clarias (Teleostei, Siluriformes: Clariidae). Journal of Zoological Systematics and Evolutionary Research, 47(4), 344–356.
- Sornchai, K., Lisachov, A., Panthum, T., Kiriratnikom, S., Muangmai, N., Duengkae, P., Singchat, W., & Srikulnath, K. (2026). Cryptic diversity in the slender walking catfish inferred from mitogenomes and DNA barcodes reveals a Clarias nieuhofii species complex across Sundaland. Journal of Zoological Systematics and Evolutionary Research, (1), 8718127.
- Sudarto, G. G., & Pouyaud, L. (2004). Description of a new clariid catfish, Clarias pseudonieuhofii from West Borneo (Siluriformes: Clariidae). Zoological Studies, 43(1), 8–19.


