เรื่องโดย รวิศ ทัศคร
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระราชดำริหลายด้านที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิต รักษาทรัพยากร และส่งเสริมอาชีพของประชาชน โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวกับการสร้างแหล่งอาหาร การพัฒนาการเกษตร และการแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตรให้มีมูลค่าเพิ่ม ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับแนวคิด “กินสิ่งใด ปลูกสิ่งนั้น” และการสร้างความยั่งยืนให้แก่ชุมชนทั้งในพื้นที่ราบและพื้นที่สูง
หนึ่งในพระราชดำริสำคัญของพระพันปีหลวงคือการจัดตั้งโครงการฟาร์มตัวอย่างและสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ ซึ่งออกแบบเป็นพื้นที่ทดลองสาธิตวิธีการเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ และการจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืนสำหรับชาวบ้าน โดยมีเป้าหมายให้เป็นแหล่งอาหารและเป็นศูนย์เรียนรู้ที่ชุมชนนำกลับไปปฏิบัติได้จริง โครงการเหล่านี้ยังกระตุ้นให้เกิดการทดลองพืชใหม่ ๆ วิธีการเก็บเกี่ยวและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว
ในจำนวนโครงการต่าง ๆ เหล่านี้มีโครงการหนึ่งที่น่ากล่าวถึงเนื่องจากมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นสินค้าระดับโลก นั่นคือ “โครงการเพาะเลี้ยงปลาสเตอร์เจียนบนพื้นที่สูงเพื่อผลิตไข่ปลาคาเวียร์”
จุดเริ่มต้นของโครงการนี้เริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2548 ภายใต้พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมุ่งให้ชาวเขาในพื้นที่สูง เช่น บริเวณดอย มีทางเลือกในการเลี้ยงสัตว์น้ำที่เหมาะสม เนื่องจากปลาสเตอร์เจียนเป็นสัตว์น้ำที่ชอบน้ำเย็น สภาพภูมิอากาศและอุณหภูมิของน้ำบนพื้นที่สูงในไทยตามดอยสูงต่าง ๆ เอื้อต่อการเลี้ยงปลาในกลุ่มนี้ได้ดี
สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงพระราชทานทุนเบื้องต้นสำหรับการนำเข้าไข่ปลาจากต่างประเทศ (เช่น รัสเซีย) เพื่อทดลองฟักและเลี้ยง มุ่งเน้นสายพันธุ์ที่เหมาะกับการผลิตไข่คาเวียร์ (เช่น สเตอร์เจียนไซบีเรีย)
การเพาะเลี้ยงปลาสเตอร์เจียนของโครงการฯ เริ่มดำเนินงานโดยนำเข้าไข่ปลาสเตอร์เจียนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะชนิดที่ทนต่อน้ำเย็นและเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศในพื้นที่สูงของไทย เช่น ปลาสเตอร์เจียนไซบีเรีย (Siberian sturgeon) ชื่อวิทยาศาสตร์ Acipenser baerii เพื่อให้มีโอกาสรอดและเติบโตได้ดีในน้ำเย็นประมาณ 12–24 องศาเซลเซียส จากนั้นจึงเลือกสถานที่เพาะเลี้ยง บริเวณพื้นที่สูง บนดอย มีลำห้วยที่มีน้ำเย็น โครงการฯ ได้เลือกพื้นที่อย่างรอบคอบ เช่น บริเวณ “บ้านเล็กในป่าใหญ่ ดอยดำ” จังหวัดเชียงใหม่ เหมาะสมต่อการเลี้ยงปลา เพราะน้ำมีอุณหภูมิเย็นตามธรรมชาติอันเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเลี้ยงปลาสเตอร์เจียน

ปลาสเตอร์เจียนไซบีเรีย
ปลาชนิดนี้เติบโตช้าตามธรรมชาติจึงต้องใช้เวลา 8 ปี นับจากเริ่มโครงการเมื่อ พ.ศ. 2548 เพื่อรอจนปลาเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์พร้อมวางไข่ นั่นหมายความว่าโครงการต้องมีวิสัยทัศน์ระยะยาวและมีความตั้งใจจริงทั้งจากผู้ดำเนินงานและชุมชน การเลี้ยงใช้บ่อซีเมนต์ขนาดประมาณ 120 ตารางเมตร เลี้ยงปลาได้ราว 1,000 ตัวต่อบ่อ อาศัยปล่อยน้ำจากลำห้วยที่มาจากภูเขาให้ไหลผ่านบ่ออย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยรักษาอุณหภูมิและคุณภาพน้ำให้เหมาะสม ปลาต้องได้รับอาหารเม็ดลอยน้ำที่มีโปรตีนร้อยละ 45 วันละประมาณร้อยละ 2–3 ของน้ำหนักตัวปลา เพื่อให้โตอย่างช้า ๆ และแข็งแรง
เมื่อปลาเพศเมียอายุราว 8 ปี และมีน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยราว 10 กิโลกรัม แต่ละตัวสามารถให้ไข่ (roe) สำหรับผลิตเป็นคาเวียร์ได้ประมาณ 1–1.5 กิโลกรัม อัตราไข่ประมาณร้อยละ 10–15 ของน้ำหนักตัว หลังเก็บไข่มาจะมีขั้นตอนการคัดแยก ไข่ คัดขนาด ล้าง และบ่มเกลือ (cure) เพื่อให้ได้คาเวียร์ที่มีคุณภาพ พร้อมบรรจุภัณฑ์จำหน่าย โดยโครงการหลวงใช้ชื่อแบรนด์จำหน่ายคาเวียร์คุณภาพภายในประเทศ
ปลาสเตอร์เจียนเป็นปลาในวงศ์ Acipenseridae ที่มีประวัติวิวัฒนาการยาวนานกว่า 200 ล้านปี ปัจจุบันมีปลาสเตอร์เจียนประมาณ 4 สกุล รวม 27 ชนิด กระจายตัวอยู่ทั่วโลก โดยส่วนใหญ่อาศัยในทะเลสาบแคสเปียน แม่น้ำในทวีปยุโรปและเอเชีย และชายฝั่งทะเลแปซิฟิกเหนือ คาร์เวียร์เป็นหนึ่งในอาหารหรูระดับโลกมีราคาแพงระยับ ก่อนหน้านี้คนเราจึงจับปลาสเตอร์เจียนจนเกินขีดความสามารถในการฟื้นตัวของประชากรตามธรรมชาติ แต่เพื่อทดแทนประชากรปลาในธรรมชาติและลดการทำลายธรรมชาติ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงปลาสเตอร์เจียนจึงเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในประเทศจีน อิตาลี ฝรั่งเศส อิหร่าน และสหรัฐอเมริกา
การผลิตคาร์เวียร์ที่ได้จากปลาที่เลี้ยงในฟาร์มในปัจจุบันครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่าร้อยละ 90 ของการผลิตทั่วโลก นอกจากคาร์เวียร์แล้วเนื้อปลาสเตอร์เจียนและผลิตภัณฑ์พลอยได้ต่าง ๆ เช่น คอลลาเจน คอนดรอยตินซัลเฟต หนังปลา ไอซิงกลาส* ยังมีศักยภาพพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูงในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องสำอาง และเภสัชกรรม
*ไอซิงกลาส (isinglass) คือ เจลาตินบริสุทธิ์ที่สกัดจากกระเพาะปลาน้ำจืด ใช้เป็นสารช่วยตกตะกอนในอาหาร-เครื่องดื่ม และเป็นวัตถุดิบในยา–เครื่องสำอาง (ฝากทำฟุตโน้ตค่ะ)
เนื้อปลาสเตอร์เจียน
การผลิตคาร์เวียร์เริ่มต้นด้วยการเพาะเลี้ยงปลาสเตอร์เจียนเพศเมียในบ่อของฟาร์มปลาซึ่งได้รับน้ำจืดเพื่อให้แน่ใจว่ามีสภาพแวดล้อมที่มีสุขภาพดีเหมาะสมสำหรับการพัฒนาของพวกเขา การเพาะเลี้ยงต้องใช้ความอดทน เนื่องจากใช้เวลาระหว่าง 8 ถึง 12 ปี ในช่วงนั้นปลาสเตอร์เจียนได้รับอาหารธรรมชาติที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละขั้นตอนของการเจริญเติบโต
กระบวนการผลิตคาร์เวียร์ประกอบด้วยหลายขั้นตอนตั้งแต่การตรวจสอบสภาวะช่วงการโตเต็มวัยด้วยอัลตราซาวนด์และการตรวจชิ้นเนื้อขนาดเล็ก จากนั้นเก็บเกี่ยวไข่โดยการวางยาสลบสำหรับปลา โดยอาจใช้ MS-222 (tricaine methanesulfonate), isoeugenol (AQUI-S), หรือใช้น้ำมันกานพลู ไข่ที่เก็บเกี่ยวได้จะนำไปทำความสะอาดและร่อนไข่ในน้ำเกลือเย็นจัดร้อยละ 3 เพื่อลดเมือกและเลือดปลา จากนั้นบ่มด้วยเกลือ โดยใช้ปริมาณเกลือต่ำปริมาณร้อยละ 2.5–4 (วิธีนี้ในภาษารัสเซียเรียกว่า “มาโลซซอล” (malossol) แปลว่า เกลือน้อย) โดยใช้เวลาประมาณ 20–40 นาที แล้วนำไปบรรจุ

วิธีดั้งเดิมในการเก็บไข่จำต้องฆ่าปลา แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาวิธีที่ไม่ต้องฆ่าปลาซึ่งช่วยให้ปลาสเตอร์เจียนเพศเมียผลิตไข่หลายครั้งตลอดชีวิต
การประเมินคุณภาพของคาร์เวียร์ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ รวมถึงสี เนื้อสัมผัส รสชาติ และคุณค่าทางโภชนาการ คาร์เวียร์หรือไข่ปลาสเตอร์เจียนเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก ได้รับการยืนยันโดยงานวิจัยวิชาการมากมายที่ตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในแง่ของกรดไขมันโอเมกา-3 วิตามินบี 12 ซีลีเนียม และโปรตีนคุณภาพสูง
การศึกษาขององค์ประกอบทางเคมีพบว่าคาร์เวียร์ประกอบด้วยน้ำร้อยละ 48 โปรตีนร้อยละ 25 ไขมันร้อยละ 18 และคาร์โบไฮเดรตร้อยละ 4 คาร์เวียร์หนึ่งช้อนโต๊ะ(ประมาณ 16 กรัม) ให้พลังงาน 44 แคลอรี และมีวิตามินบี 12 ถึงร้อยละ 53 ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Biotechnologia Acta ปี ค.ศ. 2023 โดย อีกอร์ ปาลามาร์ชุก (Ihor P’ Palamarchuk) และทีมวิจัย ศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของคาร์เวียร์จากปลาสเตอร์เจียนไซบีเรียเพาะเลี้ยงในยูเครน พบว่าคาร์เวียร์มีโปรตีนสูงถึงร้อยละ 21.54±2.13 และไขมันร้อยละ 13.20±0.93 ที่สำคัญคือคาร์เวียร์มีกรดอะมิโนจำเป็นครบทั้ง 8 ชนิด ได้แก่ ไลซีน ลิวซีน ไอโซลิวซีน วาลีน เมไทโอนีน ฟีนิลอะลานีน ทรีโอนีน และทริปโตเฟน
หนึ่งในคุณค่าทางโภชนาการที่โดดเด่นที่สุดของคาร์เวียร์คือ ปริมาณกรดไขมันโอเมกา-3 ชนิดสายยาว โดยเฉพาะกรดไอโคซาเพนทาอีโนอิก (eicosapentaenoic acid: EPA) และกรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก (docosahexaenoic acid: DHA) ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพของมนุษย์รวมถึงการทำงานของสมอง เนื่องจาก EPA ช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดและการจับตัวของเกล็ดเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง สำหรับคาร์เวียร์ ปาลามาร์ชุกและคณะพบว่ามี EPA ร้อยละ 3.46 และ DHA ร้อยละ 11.2 ของกรดไขมันทั้งหมด
การศึกษาของ แชร์ซาด บาริมานี (Shahrzad Barimani) และคณะ ที่ตีพิมพ์ใน Caspian Journal of Environmental Sciences ปี ค.ศ. 2021 เปรียบเทียบคาร์เวียร์จากปลาเบลูกาที่จับได้จากแหล่งธรรมชาติกับปลาเลี้ยงในฟาร์ม พบว่าคาร์เวียร์จากปลาแหล่งธรรมชาติ มีโอเมกา-3 รวมร้อยละ 38.42 และโอเมกา-6 รวมร้อยละ 13.27 ให้อัตราส่วนโอเมกา-3 ต่อโอเมกา-6 เท่ากับ 2.90 มากกว่าคาร์เวียร์จากปลาเพาะเลี้ยงมีโอเมกา-3 รวมร้อยละ 30.42 และโอเมกา-6 รวมร้อยละ 17.39 ซึ่งมีอัตราส่วน 1.75
แม้ว่าปลาจากแหล่งธรรมชาติจะมีอัตราส่วนที่ดีกว่า แต่ทั้งสองแหล่งต่างมีปริมาณ DHA ใกล้เคียงกันที่ประมาณร้อยละ 23-24 และมีดัชนี atherogenic (AI) และ thrombogenic (TI) ในระดับต่ำ บ่งชี้ว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดทั้งคู่
วิตามินบี 12 ในคาร์เวียมีบทบาทสำคัญในการผลิตเม็ดเลือดแดง การทำงานของระบบประสาท และการสร้างดีเอ็นเอ คาร์เวียร์เป็นแหล่งของวิตามินบี 12 ที่ยอดเยี่ยม โดยมีปริมาณถึง 20.00 ไมโครกรัมต่อ 100 กรัม หรือคิดเป็นร้อยละ 333 ของความต้องการต่อวัน
นอกจากนี้คาร์เวียร์ยังอุดมไปด้วยซีลีเนียม (65.5 ไมโครกรัมต่อ 100 กรัม หรือร้อยละ 94 ของความต้องการต่อวัน) ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระและมีบทบาทสำคัญในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน การศึกษาแสดงให้เห็นว่าซีลีเนียมช่วยเพิ่มการผลิตแอนติบอดีและกระตุ้นการทำงานของมาโครฟาจซึ่งเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ต่อสู้และกำจัดสารอันตรายในร่างกาย
แร่ธาตุอื่น ๆ ที่พบในคาร์เวียร์ได้แก่ แมกนีเซียม (300 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม หรือร้อยละ 75 ของความต้องการต่อวัน) เหล็ก (11.88 มิลลิกรัม หรือร้อยละ 66) ฟอสฟอรัส (356 มิลลิกรัม หรือร้อยละ 36) และแคลเซียม (275 มิลลิกรัม หรือร้อยละ 28) แมกนีเซียมควบคุมการทำงานของเอนไซม์มากกว่า 325 ชนิดในร่างกาย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและถ่ายโอนพลังงาน
กรดไขมันโอเมกา-3 โดยเฉพาะ EPA และ DHA ในคาร์เวียร์และเนื้อปลาสเตอร์เจียนมีประโยชน์อย่างมากต่อสุขภาพระบบหัวใจและหลอดเลือด จากการทบทวนวรรณกรรมของดาร์เรน สวอนสัน (Darren Swanson) และคณะ เมื่อ ค.ศ. 2012 ที่ตีพิมพ์ใน Advances in Nutrition ซึ่งได้รับการอ้างอิงมากกว่า 2,125 ครั้ง สรุปว่ากรดไขมันโอเมกา-3 จากปลามีความเกี่ยวข้องกับพัฒนาการของทารกในครรภ์ การทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด และการรู้จำในผู้ป่วยที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ที่มีอาการไม่มากนัก

การศึกษาของบาริมานียังได้วิเคราะห์ดัชนีคุณภาพไขมันของคาร์เวียร์เบลูกา พบว่าคาร์เวียร์ทั้งจากปลาในแหล่งธรรมชาติและปลาเลี้ยงมีดัชนี atherogenic (AI) และ thrombogenic (TI) ในระดับต่ำ ซึ่งบ่งชี้ว่ามีศักยภาพในการลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด
นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาอาการของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ องค์กรหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำให้บริโภค EPA+DHA ประมาณ 1.0 กรัมต่อวัน หรือรับประทานปลาที่มีกรดไขมันโอเมกา-3 สูงสัปดาห์ละสองครั้ง เพื่อลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ
DHA เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนที่พบมากที่สุดในสมองและมีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างและการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง การทบทวนวรรณกรรมที่ตีพิมพ์ใน Cureus โดย อิบราฮิม ดิกรีรี (Ibrahim M. Dighriri) และคณะ ปี ค.ศ. 2022 สรุปผลการค้นพบจากงานวิจัยต่าง ๆ กว่า 33 บาทความ พบว่า DHA คิดเป็นประมาณร้อยละ 40 ของกรดไขมันทั้งหมดของสมอง และหนึ่งในสามของกรดไขมันในระบบประสาทเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน การรับประทานกรดไขมันโอเมกา-3 ช่วยเพิ่มการเรียนรู้ ความจำ สุขภาวะด้านการคิด และการไหลเวียนของเลือดในสมอง การรักษาด้วยโอเมกา-3 มีประโยชน์ ทนต่อการรักษาได้ดี และปลอดภัย ผู้ที่มีความโดดเดี่ยว ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่บริโภคอาหารที่มีโอเมกา-3 ต่ำอาจได้รับประโยชน์จากการเสริมอาหารด้วยโอเมกา-3
DHA มีความสำคัญต่อความคล่องตัวของเยื่อหุ้มเซลล์ การทำงานของเซลล์ และการปล่อยสารสื่อประสาท การสะสมของ DHA ในสมองของมนุษย์เกิดขึ้นส่วนใหญ่ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์และ 6-10 เดือนแรกหลังคลอด การศึกษาในมนุษย์แสดงให้เห็นว่าการเสริม DHA ให้แก่ทารกคลอดก่อนกำหนดช่วยปรับปรุงความฉลาด เร่งการประมวลผลข้อมูลด้านสายตา และส่งเสริมความสนใจที่ดีขึ้น
หลักฐานชี้ให้เห็นว่าการบริโภคโอเมกา-3 จากทะเลในปริมาณต่ำจะเพิ่มความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพจิตหลายประการ รวมถึงภาวะสมาธิสั้น (ADHD) โรคออทิสซึม โรคอารมณ์สองขั้ว ภาวะซึมเศร้า และความคิดฆ่าตัวตาย มีการศึกษาที่บอกว่าการให้โอเมกา-3 จากทะเลเสริมแสดงให้เห็นแนวโน้มที่ดีในการปรับปรุงสภาวะสุขภาพจิตหลายอย่าง การศึกษาทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมในเด็กอายุ 5-17 ปีที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคออทิสซึมพบว่าการให้ DHA/EPA วันละ 1.54 กรัมช่วยลดภาวะสมาธิสั้นและพฤติกรรมซ้ำซาก การศึกษาในผู้ใหญ่สุขภาพดีพบว่าการเสริม DHA/EPA (2,400 มิลลิกรัมต่อวัน) เพียง 35 วันช่วยปรับปรุงอารมณ์ เพิ่มความกระฉับกระเฉง และลดความโกรธ ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้า
การศึกษาที่ตีพิมพ์ใน Nutrients โดย นา ควีฮวัน (Na Gwi Hwan) และคณะ เมื่อ ค.ศ. 2023 ศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดคาร์เวียร์ที่ผ่านกระบวนการด้วยเอนไซม์และสกัดด้วยคาร์บอนไดออกไซด์สภาวะเหนือวิกฤตในการต้านริ้วรอยของผิวหนัง พบว่าสารสกัดคาร์เวียร์ช่วยป้องกันริ้วรอยจากแสงแดด ปรับปรุงความยืดหยุ่นของผิว และช่วยเรื่องความขาวผ่านกลไกต่าง ๆ รวมถึงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ รวมถึงการสังเคราะห์คอลลาเจน
ยังมีงานวิจัยของ คิม ซ็อนวัน (Kim Seon-Won) และคณะ ที่ตีพิมพ์ใน International journal of molecular sciences ปี ค.ศ. 2020 ศึกษาผลของสารสกัดคาร์เวียร์และ DHA ต่อการสร้างไขมันของเซลล์และการผลิตอะดิโพเน็กตินซึ่งส่งผลต่อการป้องกันริ้วรอยก่อนวัยจากรังสียูวีบี ผลการศึกษาพบว่าสารสกัดคาร์เวียร์และ DHA เพิ่มการสร้างเซลล์ไขมันและส่งเสริมการสังเคราะห์ปัจจัยควบคุมการสร้างเซลล์ไขมันและอะดิโพเน็กติน นอกจากนี้ระดับการแสดงออกของยีน MMP-1 (matrix metalloproteinase-1) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำลายคอลลาเจนลดลงในเซลล์ไฟโบรบลาสต์ของผิวหนังที่ได้รับรังสียูวีบี
สมเด็จพระราชชนนีพระพันปีหลวงทรงวางรากฐานที่สำคัญให้แก่การพัฒนาอาหารและนวัตกรรมในชุมชนไทย ผ่านโครงการฟาร์มตัวอย่าง สถานีวิจัยและพัฒนาเกษตรบนพื้นที่สูง ธนาคารอาหารชุมชน และการตั้งโรงงานแปรรูป โดยทุกโครงการเน้นการเชื่อมโยงงานวิจัยกับการปฏิบัติจริง เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มมูลค่าผลผลิต และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แนวทางเหล่านี้ยังคงเป็นต้นแบบที่หน่วยงานพัฒนาท้องถิ่นและนักวิจัยสามารถเรียนรู้และต่อยอดเพื่อแก้ปัญหาอาหารในบริบทปัจจุบันและอนาคตได้เป็นอย่างดี
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- Arab, N., SHAMSAEI, M. M., Foroudi, F., Soltani, M., & Chamani, M. (2020). Proximate composition and amino acid profile of the whole body of juvenile Persian sturgeon (Acipenser persicus).
- Barimani, S., Hedayatifard, M., Motamedzadegan, A., & Bozorgnia, A. (2021). Sturgeon caviar and cardiovascular diseases, Caspian Sea wild and farmed beluga, Huso huso caviar and their lipid quality indices. Caspian Journal of Environmental Sciences, 19(3), 401-413.
- Dighriri, I. M., Alsubaie, A. M., Hakami, F. M., Hamithi, D. M., Alshekh, M. M., Khobrani, F. A., … & Tawhari, M. (2022). Effects of omega-3 polyunsaturated fatty acids on brain functions: a systematic review. Cureus, 14(10).
- Lee, K. E., Nho, Y. H., Yun, S. K., Park, S. M., Kang, S., & Yeo, H. (2020). Caviar extract and its constituent DHA inhibits UVB-irradiated skin aging by inducing adiponectin production. International journal of molecular sciences, 21(9), 3383.
- Na, G. H., Kim, S., Jung, H. M., Han, S. H., Han, J., & Koo, Y. K. (2023). Skin anti-aging efficacy of enzyme-treated supercritical caviar extract: A randomized, double-blind, placebo-controlled clinical trial. Nutrients, 16(1), 137.
- Palamarchuk, I. P., Nikolayenko, M. S., Ivanyuta, A. O., Zabolotnaya, S. V., & Bal, I. M. (2023). Nutritional value of caviar of SIBERIAN sturgeon in UKRAINE. Biotechnologia Acta, 16(1), 67-75.
- Swanson, D., Block, R., & Mousa, S. A. (2012). Omega-3 fatty acids EPA and DHA: health benefits throughout life. Advances in nutrition, 3(1), 1-7.

