คอลัมน์ประจำ สาระสัตว์

ม้าเทวดาแห่งผาหิน เส้นทางการอนุรักษ์กวางผา จากสถานีเพาะเลี้ยงสู่ป่าธรรมชาติ

คณะผู้เขียน

ดร.วรพงศ์ สิงห์ชาติ ดร.ฐิติพงศ์ พันทุม รศ. ดร.ณรงค์ฤทธิ์ เมืองใหม่ อภิญญา วงษ์สดชื่น
มงคล สาฟูวงศ์ อดิสรณ์ กองเพิ่มพูล รศ. ดร.ประทีป ด้วงแค และ ศ. ดร.ครศร ศรีกุลนาถ


กวางผา สัตว์ป่าสงวนที่อาศัยอยู่ตามหน้าผาสูงชันของภูเขาทางภาคเหนือของประเทศไทย กำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากการสูญพันธุ์ เมื่อจำนวนประชากรในธรรมชาติเหลือเพียงไม่กี่ร้อยตัว การอนุรักษ์กวางผาจึงต้องอาศัยความร่วมมือทั้งด้านการเพาะเลี้ยง การศึกษาทางพันธุกรรม และการจัดการพื้นที่ป่า เพื่อเตรียมความพร้อมในการฟื้นฟูประชากรและนำกวางผาคืนสู่ธรรมชาติอย่างยั่งยืน

กวางผา หรือ Burmese goral อยู่ในวงศ์ Bovidae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Naemorhaedus evansi (Castelló, 2016) เป็นสัตว์ป่าสงวนลำดับที่ 2 ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 และถือเป็นสัตว์ป่าหายากชนิดหนึ่งของประเทศไทย ปัจจุบันมีสถานภาพการอนุรักษ์อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ (Vulnerable: VU) โดยมีปัจจัยคุกคามสำคัญจากการล่าเพื่อนำกระดูกไปใช้ทำยารักษาโรค รวมทั้งการสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ โดยเฉพาะพื้นที่ภูเขาและที่ราบสูงซึ่งถูกพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวหรือสถานที่พักผ่อน

กวางผาจัดอยู่ในกลุ่มสัตว์กีบคู่ที่มีความสัมพันธ์ใกล้เคียงกับแพะ แกะ และเลียงผา มีลักษณะเด่นคือหูยาว ขนหยาบสีเทาหรือสีน้ำตาลเทา และมีเขาทั้งในเพศผู้และเพศเมีย โดยมีขนาดลำตัวประมาณ 82–120 เซนติเมตร ความสูงประมาณ 50–60 เซนติเมตร และมีน้ำหนักตัวประมาณ 20–30 กิโลกรัม มีอายุเฉลี่ยประมาณ 10–15 ปี และอาจมีอายุยืนได้ถึง 17 ปี ในบางกรณีเมื่อเกิดการผสมพันธุ์ กวางผาเพศเมียจะใช้ระยะเวลาตั้งท้องประมาณ 215 วัน

ในธรรมชาติกวางผามักอาศัยอยู่ตามหน้าผาสูงชันบนภูเขาที่ระดับความสูงประมาณ 1,000–2,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล และมักอยู่รวมกันเป็นกลุ่มขนาดเล็กประมาณ 2–4 ตัว หรืออาจพบเป็นกลุ่มใหญ่ได้ถึงประมาณ 12 ตัว มีการกระจายตัวค่อนข้างจำกัดในประเทศไทย โดยพบเฉพาะบริเวณภูเขาสูงทางภาคเหนือ ตามแนว เทือกเขาถนนธงชัย ตั้งแต่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ไปจนถึงจังหวัดตาก โดยเฉพาะบริเวณภูเขาที่เป็นต้นน้ำของลุ่มน้ำปิงและลุ่มน้ำสาละวิน

ปัญหาและสถานการณ์ของกวางผาในธรรมชาติ

จากการศึกษาประชากรกวางผาโดยกลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พบว่า ปัจจุบันกวางผาในประเทศไทยมีการกระจายตัวอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ 11 แห่ง และมีจำนวนประชากรในธรรมชาติไม่เกิน 300 ตัว โดยประชากรที่พบมากที่สุดอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นแหล่งอาศัยสำคัญและเป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุกรรมหลักของกวางผาในประเทศไทย

กวางผาเป็นสัตว์ที่มีถิ่นอาศัยค่อนข้างเฉพาะ มักพบในพื้นที่หน้าผาสูงชัน พื้นที่โล่ง ทุ่งหญ้าบนหน้าผา และป่าดิบเขาที่แทรกอยู่ตามแนวผาหิน พื้นที่ลักษณะนี้ทำหน้าที่เป็นแหล่งหลบภัยที่สำคัญ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางวัน อย่างไรก็ตามพื้นที่หน้าผาที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยของกวางผามักกระจายตัวเป็นหย่อม ๆ และไม่ได้เชื่อมต่อกันเป็นผืนป่าขนาดใหญ่ ส่งผลให้การกระจายตัวของประชากรกวางผาในแต่ละพื้นที่มีลักษณะคล้าย “เกาะ” ที่แยกออกจากกัน ประชากรในแต่ละพื้นที่จึงมีโอกาสติดต่อและผสมพันธุ์กันได้น้อย การแยกตัวของประชากรเช่นนี้อาจนำไปสู่ปัญหาภาวะเลือดชิด (inbreeding) ซึ่งส่งผลต่อการลดลงของความหลากหลายทางพันธุกรรม และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการลดจำนวนประชากรในระยะยาว

นอกจากข้อจำกัดด้านแหล่งที่อยู่อาศัยแล้ว กวางผายังต้องเผชิญกับผู้ล่าตามธรรมชาติ เช่น หมาใน (Cuon alpinus) เสือไฟ (Pardofelis temminckii) เสือดาว (Panthera pardus) รวมถึงการคุกคามจากมนุษย์ โดยเฉพาะการล่าเนื่องจากความเชื่อว่าน้ำมันจากกะโหลกของกวางผาใช้เป็นยารักษากระดูกหักและโรคข้ออักเสบได้ นอกจากนี้การบุกรุกพื้นที่ป่าและการพัฒนาพื้นที่ภูเขาเพื่อการท่องเที่ยวซึ่งมักเป็นพื้นที่ที่มีทัศนียภาพสวยงามยังส่งผลให้แหล่งอาศัยของกวางผาถูกลดทอน และทำให้สัตว์ต้องหลบหนีหรือย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยอยู่เสมอ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้จำนวนประชากรกวางผาในธรรมชาติลดลงอย่างต่อเนื่อง และทำให้การอนุรักษ์กวางผาในประเทศไทยจำเป็นต้องอาศัยมาตรการจัดการที่หลากหลาย ทั้งการปกป้องถิ่นอาศัยตามธรรมชาติและการจัดการประชากรในสถานีเพาะเลี้ยงเพื่อเป็นแหล่งประชากรสำรองในอนาคต

สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าอมก๋อย

เพื่อแก้ไขปัญหาการลดลงของประชากรกวางผาในธรรมชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ดำเนินการเพาะเลี้ยงกวางผาในสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าอมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญของโครงการอนุรักษ์สภาพป่าในพื้นที่อมก๋อย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ พื้นที่ดังกล่าวเป็นผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์และเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธารหลายสาย รวมทั้งเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าหายากหลายชนิด เช่น กวางผา ช้างป่า เสือ เลียงผา วัวแดง เก้ง กวาง ชะนี ลิง นก ไก่ฟ้า

อย่างไรก็ตามเมื่อความเจริญเริ่มขยายตัวเข้าสู่พื้นที่ป่า ทำให้มีผู้คนเข้าไปตั้งถิ่นฐานและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้น ความอุดมสมบูรณ์ของป่าจึงเริ่มลดลงและเกิดการล่าสัตว์ป่าเพื่อเป็นอาหาร ส่งผลให้ประชากรสัตว์ป่าหลายชนิด รวมถึงกวางผา มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง ด้วยพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยต่อความสมบูรณ์ของผืนป่าและชีวิตสัตว์ป่า จึงได้มีการดำเนินงานโครงการอนุรักษ์สภาพป่าในพื้นที่อมก๋อยเมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2534 และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานเข้าไปดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ รวมถึงจัดตั้งสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าอมก๋อยเพื่อทำหน้าที่รวบรวมและเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าหายาก

สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าอมก๋อยได้เริ่มดำเนินการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์กวางผา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์ประชากรของสัตว์ป่าสงวนชนิดนี้และเป็นแหล่งประชากรสำรองสำหรับการฟื้นฟูประชากรในธรรมชาติ การเพาะเลี้ยงกวางผาในสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าอมก๋อยเริ่มจากการคัดเลือกพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ที่มีสุขภาพสมบูรณ์และมีอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป โดยพิจารณาประวัติสายพันธุ์เพื่อหลีกเลี่ยงการผสมพันธุ์ในเครือญาติ และกำหนดจำนวนลูกจากพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์แต่ละคู่ไม่เกิน 5 ตัว เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะเลือดชิด ภายในสถานีมีการออกแบบคอกเพาะเลี้ยงให้ใกล้เคียงกับธรรมชาติ โดยสร้างในพื้นที่ลาดชันขนาดประมาณ 30×40 เมตร ล้อมด้วยตาข่ายสูงประมาณ 2.10 เมตร เพื่อให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของกวางผาที่มักเดินไปตามแนวลาดเขา ในด้านการจัดการอาหาร กวางผาจะได้รับอาหารข้นที่มีโปรตีนประมาณร้อยละ 6–8 วันละประมาณ 500 กรัม ในช่วงเช้า และอาหารหยาบในช่วงบ่าย เช่น หญ้ารูซี่ หญ้าขน ใบเต็ง ใบมะเดื่อ ใบปอ พร้อมเสริมวิตามินรวมสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง สำหรับการสืบพันธุ์ กวางผาเพศเมียเป็นสัดได้ตลอดทั้งปี โดยมีรอบการเป็นสัดประมาณ 21 วัน ระยะตั้งท้องประมาณ 6–7 เดือน และให้กำเนิดลูกครั้งละ 1 ตัว

แม้ว่าการเพาะเลี้ยงจะช่วยเพิ่มจำนวนประชากรกวางผาในสถานีได้ในระดับหนึ่ง แต่การเพาะเลี้ยงในระบบปิดที่มีจำนวนประชากรจำกัดอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการผสมพันธุ์ในเครือญาติ ดังนั้นการจัดการประชากรกวางผาในปัจจุบันจึงจำเป็นต้องผสานองค์ความรู้ด้านพันธุศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ (conservation genetics) เพื่อประเมินความหลากหลายทางพันธุกรรม วางแผนการจับคู่ผสมพันธุ์ และเตรียมความพร้อมของประชากรกวางผาให้เหมาะสมก่อนการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ (reintroduction) อย่างยั่งยืนในอนาคต

การประเมินพันธุกรรมกวางผาในสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าอมก๋อย

คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ดำเนินโครงการวิจัยเรื่อง “การประเมินความหลากหลายทางพันธุกรรมของกวางผาในประเทศไทย เพื่อวางแผนอนุรักษ์และปล่อยคืนสู่ธรรมชาติอย่างยั่งยืน” เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์กวางผาในประเทศไทย โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในปี พ.ศ. 2563

ในการศึกษาครั้งนี้ นักวิจัยได้เก็บตัวอย่างกวางผาจากสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าอมก๋อยรวม 79 ตัว โดยในปี พ.ศ. 2563 ได้มีการนำกวางผาจากธรรมชาติจำนวน 6 ตัว เข้ามาเสริมกับประชากรที่เลี้ยงอยู่เดิมจำนวน 73 ตัว เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรมของประชากรในสถานีเพาะเลี้ยง โดยนำมาวิเคราะห์พันธุกรรมเพื่อศึกษาความแตกต่างและความสัมพันธ์ระหว่างกวางผาแต่ละตัว ผลการศึกษาพบว่า ประชากรกวางผาในสถานีเพาะเลี้ยงแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มประชากรหลัก และยังแบ่งย่อยออกได้เป็น 13 กลุ่มย่อยทางพันธุกรรม

ประชากรกวางผาในสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าอมก๋อยมีความหลากหลายทางพันธุกรรมค่อนข้างต่ำ และยังไม่อยู่ในสภาวะสมดุลของประชากร ข้อมูลยังบ่งชี้ว่ามีแนวโน้มเกิดการผสมกันในกลุ่มเครือญาติในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามยังไม่พบหลักฐานว่าประชากรนี้เคยลดจำนวนลงอย่างรุนแรงในอดีตจึงวางแผนการจัดการผสมพันธุ์ได้ โดยคัดเลือกพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติเดียวกัน เพื่อช่วยรักษาและเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรมของประชากรกวางผาในสถานีเพาะเลี้ยงต่อไป

ข้อมูลทางพันธุกรรมจากการศึกษาครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างมากเพราะช่วยให้เจ้าหน้าที่นำไปใช้วางแผนการจับคู่ผสมพันธุ์กวางผาอย่างเหมาะสม เพื่อลดโอกาสการผสมพันธุ์ในเครือญาติและเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรมของประชากรกวางผาในสถานีเพาะเลี้ยง อีกทั้งยังเป็นการเตรียมประชากรกวางผาให้มีจำนวนเพียงพอและมีความแข็งแรงทางพันธุกรรมก่อนนำไปใช้ในโครงการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ เพื่อฟื้นฟูประชากรกวางผาในป่าของประเทศไทยในอนาคต

ความร่วมมือในการอนุรักษ์และฟื้นฟูกวางผา

การอนุรักษ์และฟื้นฟูประชากรกวางผาในประเทศไทยเกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายหน่วยงาน โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทำหน้าที่ศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของกวางผาและพัฒนาแนวทางการวางแผนจับคู่ผสมพันธุ์เพื่อลดการผสมเลือดชิด ข้อมูลทางพันธุกรรมที่ได้จะนำไปใช้จัดการประชากรกวางผาในสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าอมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งทำหน้าที่ดูแลและเพาะเลี้ยงกวางผา รวมทั้งดำเนินการจับคู่ผสมพันธุ์ตามแผนการจัดการประชากรที่อาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ขณะเดียวกันเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาวก็มีบทบาทสำคัญในการดูแลพื้นที่ธรรมชาติและเตรียมความพร้อมของแหล่งอาศัยสำหรับการปล่อยกวางผาคืนสู่ป่า ความร่วมมือดังกล่าวยังได้รับการถ่ายทอดและเผยแพร่สู่สังคมผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น โครงการเสวนาทรัพยากรชีวภาพของสัตว์ ในหัวข้อ จากวันนั้นสู่วันนี้… คืนความสุขสู่น้องกวางผาและป่าธรรมชาติ” เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2564 และกิจกรรม “ร้อยภาพฝันงานอนุรักษ์กวางผา” เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2565 ณ สวนสัตว์เชียงใหม่ รวมถึงการดำเนินงานภาคสนามภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาวภายใต้โครงการ “การฟื้นฟูประชากรกวางผาในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว” ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการเตรียมความพร้อมของประชากรกวางผาและนำไปสู่การปล่อยคืนสู่ธรรมชาติอย่างยั่งยืนในอนาคต


แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • Jangtarwan, K., Kamsongkram, P., Subpayakom, N., Sillapaprayoon, S., Muangmai, N., Kongphoemph, A., Wongsodchuen, A., Intapan, S., Chamchumroon, W., Safoowong, M., Peyachoknagul, S., Duengkae, P., & Srikulnath, K. (2020). Predictive genetic plan for a captive population of the Chinese goral (Naemorhedus griseus) and prescriptive action for ex situ and in situ conservation management in Thailand. PloS one15(6), e0234064. https://doi.org/10.1371/journal.pone.0234064
  • Ariyaraphong, N., Pansrikaew, T., Jangtarwan, K., Thintip, J., Singchat, W., Laopichienpong, N., Pongsanarm, T., Panthum, T., Suntronpong, A., Ahmad, S. F., Muangmai, N., Kongphoemph, A., Wongsodchuen, A., Intapan, S., Chamchumroon, W., Safoowong, M., Duengkae, P., & Srikulnath, K. (2021). Introduction of wild Chinese gorals into a captive population requires careful genetic breeding plan monitoring for successful long-term conservation. Global Ecology and Conservation, 28, e01675. https://doi.org/10.1016/j.gecco.2021.e01675

About Author