คอลัมน์ประจำ สถานี AGRITEC

บ่อพันขัน กับการท่องเที่ยวบนฐานภูมิปัญญาและวิทยาศาสตร์ ตอนที่ 2

เรื่องโดย ภก. ดร.วีระพงษ์ ประสงค์จีน  ปฏิวัติ อ่อนพุทธา
สายฝน แก้วสมบัติ  และจิรพร อัฐมาลา

พื้นที่บ่อพันขันเป็นทั้งสถานที่ท่องเที่ยวและเป็นพื้นที่เรียนรู้ ที่ผสานประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ภูมิปัญญา และวิทยาศาสตร์ธรรมชาติไว้อย่างงดงาม ด้วยศักยภาพเหล่านี้ โครงการ “การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวชุมชนทุ่งกุลาร้องไห้บนฐานทรัพยากรวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยนวนุรักษ์แพลตฟอร์ม” ที่มุ่งเน้นการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริการ ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม แก้ไขปัญหาความยากจน รวมถึงสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ชุมชนผ่านการท่องเที่ยวบนฐานทรัพยากรประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจึงได้ถือกำเนิดขึ้น

สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สวทช. ได้ลงพื้นที่บ่อพันขัน โดยร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ ผู้นำชุมชน และปราชญ์ชาวบ้าน สังเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์จุดเด่น จุดด้อย และความพร้อมของชุมชน จนจำแนกลักษณะการท่องเที่ยวและพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายทั้ง 4 รูปแบบ ตามหลักการของ Global Sustainable Tourism Council (GSTC) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) คือ การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ โบราณคดี และวัฒนธรรม (Cultural Heritage Tourism) การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (Green Tourism) การท่องเที่ยวสายรักสุขภาพและความอยู่ดีมีสุข (Wellness Tourism) และการท่องเที่ยวเชิงการศึกษาเรียนรู้และศึกษาดูงาน (Educational Tourism)

Cultural Heritage Tourism “จากรากเหง้าสู่อนาคต–วิถีแห่งบ่อเกลือพันขัน”

จากร่องรอยทางประวัติศาสตร์และอารยธรรมที่บอกเล่าถึงความรุ่งเรืองในอดีตของบ่อเกลือพันขัน เส้นทางนี้จะพาผู้มาเยือนย้อนกลับไปสัมผัสวิถีชีวิตของชุมชนโบราณที่ผูกพันกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง พร้อมทำความเข้าใจความสัมพันธ์อันยั่งยืนระหว่างมนุษย์ แหล่งน้ำ และทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญในพื้นที่บ่อพันขันซึ่งดำรงสืบต่อกันมาอย่างยาวนานและงดงาม

แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์

ดอนขุมเงิน (ปราสาทหินบ้านหนองคูณ) บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์และจารึกพระเจ้าจิตรเสน ตั้งอยู่ตำบลเด่นราษฎร์ อำเภอหนองฮี จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นแหล่งโบราณคดีที่กรมศิลปากรได้ขุดค้นพบฐานรูปเคารพมีจารึกอยู่ที่ฐาน ชิ้นส่วนประติมากรรมศิลารูปจมูกโค ชิ้นส่วนประติมากรรมที่นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าคือชิ้นส่วนของศิวลึงค์ และศิลาจารึกอื่น ๆ

อีกทั้งยังพบจารึกรูปตัวอักษรปัลลวะ 4 ตัวอักษรบนหินกรุผนังบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ในตำแหน่งต่าง ๆ กัน โดยอักษรปัลลวะมีต้นกำเนิดอยู่ทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย ได้แพร่กระจายเข้ามาในภูมิภาคอุษาคเนย์ตั้งแต่ พ.ศ. 1000 ก่อนจะพัฒนาไปเป็นตัวอักษรประเภทต่าง ๆ เช่น อักษรขอม อักษรมอญ ในเวลาต่อมา

หลักฐานทางโบราณคดีเหล่านี้สอดคล้องกับช่วงรัชสมัยของพระเจ้าจิตรเสน (พระเจ้ามเหนทรวรมัน) แห่งนครรัฐโบราณเจนละ ช่วง พ.ศ. 1143-1159 ซึ่งเป็นยุคที่วัฒนธรรมอินเดียทั้งด้านศาสนาพราหมณ์-ฮินดูและศาสนาพุทธเริ่มเผยแพร่เข้ามาในภูมิภาคนี้อย่างชัดเจน

บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ดอนขุมเงินมีส่วนเชื่อมกับรางระบายน้ำที่ประกอบขึ้นจากแผ่นหินทรายแดงเรียงต่อกัน รางเหล่านี้มุ่งตรงไปทางทิศตะวันตกและเชื่อมต่อกับ “ลำเสียว” ซึ่งเป็นลำน้ำธรรมชาติ จากข้อมูลนี้สันนิษฐานได้ว่า การชักน้ำจากการประกอบพิธีกรรมในศาสนสถาน ณ ดอนขุมเงินให้ไหลลงสู่ลำเสียวนั้น เป็นการทำเพื่อให้น้ำในลำเสียวกลายเป็นน้ำและลำธารศักดิ์สิทธิ์ สะท้อนความเชื่อของผู้คนในยุคนั้นว่าจะช่วยดลบันดาลให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ผู้คนในดินแดนนครรัฐโบราณเจนละและเกิดความอุดมสมบูรณ์กับพื้นที่เกษตรกรรม

บ่อพันขัน (น้ำส่างครก) ตั้งอยู่ในเขตตำบลเด่นราษฎร์ อำเภอหนองฮี จังหวัดร้อยเอ็ด บริเวณทางด้านตะวันออก ของห้วยเค็มประมาณ 100 เมตร ลักษณะทางกายภาพของบ่อพันขันรัตนโสภณ เป็นลานหินทรายแดงกว้างใหญ่ มีพื้นที่ประมาณ 1 ตารางกิโลเมตร ในบริเวณบ่อพันขันปรากฏพื้นที่ลักษณะพิเศษ คือมีบ่อน้ำจืดธรรมชาติ ที่มีน้ำผุดขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา มีขนาดกว้างประมาณ 6-8 นิ้ว ลึก 6-8 นิ้ว ตักเป็นพันขันก็ไม่หมด จึงเป็นที่มาของชื่อ บ่อพันขัน ชาวบ้านเรียกอีกอย่างว่า “น้ำส่างครก” เพราะมีลักษณะคล้ายครกตำข้าว

ในฤดูน้ำหลากพื้นที่บริเวณบ่อพันขันบางส่วนมักจมอยู่ใต้พื้นน้ำ แต่ในฤดูแล้งพื้นที่บริเวณบ่อพันขันจะปรากฏแนวพื้นหินทรายกว้างใหญ่ครอบคลุมพื้นที่บริเวณกว้างและมีร่องรอยความเค็มของดินปรากฏโดยมีลักษณะเป็นสีขาวของเกลือ ดังนั้นบ่อพันขันแห่งนี้จึงเป็นสถานที่ผลิตเกลือสินเธาว์ของชาวร้อยเอ็ดมาหลายชั่วอายุคน ทั้งผลิตเพื่อใช้บริโภคในหมู่บ้านรอบพื้นที่ และเป็นสินค้าส่งออกไปยังจังหวัดใกล้เคียง เช่น ศรีสะเกษ สุรินทร์ อุบลราชธานี อาจกล่าวได้ว่าบริเวณนี้เป็นพื้นที่แหล่งผลิตเกลือสินเธาว์ที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน

พื้นที่บริเวณบ่อพันขันเคยจมอยู่ใต้น้ำมากว่า 20 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524-2547 แต่ด้วยความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านในพื้นที่ที่ช่วยกัน บ่อพันขันจึงฟื้นคืนกลับมาอยู่คู่กับจังหวัดร้อยเอ็ดได้ต่อไป

นักท่องเที่ยวที่สนใจมาเยี่ยมชม เดินทางมาตามเส้นทางร้อยเอ็ด-พนมไพร อำเภอหนองฮี สู่ตำบลเด่นราษฎร์ ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองร้อยเอ็ดประมาณ 85 กิโลเมตร

แหล่งหินตัด ลานหินทรายแดงเนื้อละเอียดขนาดประมาณ 150×1,200 เมตร ที่พบร่องรอยการตัดแต่งโดยฝีมือมนุษย์ ตามตำนานเล่าว่าหินเหล่านี้ถูกตัดไปใช้เพื่อก่อสร้างศาสนสถานต่าง ๆ ตามลุ่มน้ำเสียว อาจกล่าวได้ว่าแหล่งหินตัดคือศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับภูมิภาคแถบทุ่งกุลาร้องไห้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บ่อพันขัน

การที่ไม่มีแหล่งหินทรายแดงลักษณะเดียวกันในบริเวณใกล้เคียง ทำให้เชื่อได้ว่าหินที่ใช้สร้างปราสาท ถูกลำเลียงมาจากบ่อพันขันโดยใช้ภูมิปัญญาการขนส่งในอดีต เช่น การล่องแพตามลำน้ำเสียว การชักลากด้วยช้าง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถทางวิศวกรรมและแผนผังการก่อสร้างของคนโบราณที่น่าทึ่ง

หินทรายแดงจากบ่อพันขันถูกนำไปใช้สร้างปราสาทหินและโบราณสถานทั้งหลายที่กระจายตัวอยู่ตามแนวลำน้ำเสียว เช่น กู่คันธนาม ในอำเภอโพนทราย, กู่พระธาตุพันขันและกู่พระโกนา ในอำเภอสุวรรณภูมิ, กู่กาสิงห์และกู่บ้านเมืองบัว ในอำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด โบราณสถานเหล่านี้ล้วนมีการแกะสลักทับหลังอย่างงดงาม แสดงถึงศิลปะและความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ อีกทั้งเชื่อมโยงกับอาณาจักรเจนละและ อาณาจักรขอมในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12-16 ตอกย้ำถึงบทบาทของบ่อพันขันในฐานะศูนย์กลางทางศาสนาและวัฒนธรรมที่สำคัญในอดีต

วัดพระธาตุจำปาขัน หรือที่รู้จักในอีกชื่อว่า กู่วัดธาตุพันขัน เป็นศาสนสถานที่สำคัญยิ่งทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ตั้งอยู่บนพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ในจังหวัดร้อยเอ็ด วัดแห่งนี้เป็นเสมือนพยานหลักฐานของการดำรงอยู่ของอารยธรรมที่รุ่งเรืองมาตั้งแต่อดีตกาล

ด้วยสถาปัตยกรรมปราสาทเขมรที่แสดงให้เห็นถึงการก่อสร้างซ้อนทับกันหลายสมัย ตั้งแต่ยุคไพรกเมงในพุทธศตวรรษที่ 12 ซึ่งมีผังอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ไปจนถึงการสร้างปราสาทก่ออิฐแบบย่อมุมในสมัยปาปวนราวพุทธศตวรรษที่ 16 ปราสาทหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีทางเข้าด้านหน้าเพียงด้านเดียว ส่วนที่เหลือเป็นประตูหลอก ยิ่งไปกว่านั้นการค้นพบโบราณวัตถุต่าง ๆ อย่างพระเครื่องกรุพระธาตุพันขันหรือทับหลังที่เล่าเรื่องราวตามคติพราหมณ์ ยิ่งตอกย้ำถึงความสำคัญทางศาสนาและความเชื่อของผู้คนในยุคโบราณ วัดพระธาตุจำปาขันจึงมิได้เป็นเพียงโบราณสถาน แต่เป็นแหล่งศึกษาชั้นเยี่ยมที่สะท้อนถึงวิวัฒนาการทางสถาปัตยกรรม อิทธิพลของอาณาจักรขอม และความผูกพันทางศาสนาที่ฝังรากลึกในพื้นที่นี้

วัดพระธาตุจำปาขันได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติในปี พ.ศ. 2525 เป็นการยืนยันความสำคัญทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นที่ควรแก่การอนุรักษ์ ยิ่งไปกว่านั้นชื่อของวัดยังบ่งบอกถึงความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับพื้นที่บ่อพันขัน ซึ่งเป็นแหล่งหินตัดโบราณและบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ในบริเวณเดียวกัน เชื่อกันว่าหินทรายที่ใช้ก่อสร้างปราสาทแห่งนี้ล้วนมาจากบ่อพันขัน สะท้อนถึงภูมิปัญญาการจัดการทรัพยากรและระบบการขนส่งของคนโบราณ วัดพระธาตุจำปาขันจึงยังคงเป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวบ้านในปัจจุบัน และเป็นสถานที่ที่เล่าขานตำนาน “เมืองจำปาขัน” ดินแดนโบราณที่เคยรุ่งเรืองในอดีต การมาเยือนวัดแห่งนี้จึงเป็นการเดินทางย้อนรอยประวัติศาสตร์ สัมผัสศรัทธา และทำความเข้าใจถึงความผูกพันอันลึกซึ้งระหว่างผู้คน ศาสนา และแผ่นดินทุ่งกุลาร้องไห้แห่งนี้

ขุมฝรั่ง คือคำเรียกขานของชาวบ้านในพื้นที่บ่อพันขัน (ปัจจุบันคือบ้านหญ้าหน่อง ตำบลจำปาขัน อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด) บอกเล่าถึงการเข้ามาของนักสำรวจชาวต่างชาติเพื่อศึกษาโบราณคดี ซึ่งบุคคลที่ชาวบ้านกล่าวถึงคือ ศาสตราจารย์ชาลส์ ไฮอัม (Charles Higham) นักวิจัยจาก University of Otago ประเทศนิวซีแลนด์ ที่ได้เข้ามาสำรวจและขุดค้นในหลายพื้นที่สำคัญ ได้แก่ โนนเดื่อ (บ้านตำแย) ดอนตาพัน (บ้านสว่าง อำเภอโพนทราย) และขุมฝรั่งบ้านหญ้าหน่อง เมื่อปี พ.ศ. 2513

การสำรวจครั้งนั้นมุ่งเน้นการศึกษาภาชนะดินเผาในยุคก่อนประวัติศาสตร์ และได้นำไปสู่การค้นพบหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ถึงการมีอยู่ของอารยธรรมในยุคสำริดตอนปลายต่อเนื่องกับยุคโลหะ ซึ่งมีอายุประมาณ 2,000-3,000 ปีมาแล้ว การค้นพบเหล่านี้ตอกย้ำถึงความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของบ่อพันขันในฐานะแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอารยธรรมโบราณที่รุ่งเรืองมาตั้งแต่หลายพันปีก่อน

แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

นอกเหนือจากมรดกทางประวัติศาสตร์อันยาวนานแล้ว ผู้มาเยือนบ่อพันขันยังจะได้สัมผัสวิถีชีวิตและภูมิปัญญาอันเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนอย่างใกล้ชิด ผ่านเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อันได้แก่

พิพิธภัณฑ์วิถีชีวิตชาวบึง ซึ่งจะได้ชมโบราณวัตถุที่สำคัญหลากหลาย พร้อมรับฟังเรื่องเล่าอันมีชีวิตชีวาจากคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้าน ที่มาถ่ายทอดประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น

ต่อด้วยหมู่บ้านชาวประมงพื้นบ้านที่ลองทำเครื่องมือประมงแบบดั้งเดิมด้วยตนเอง และออกเรือหาปลาไปกับชาวบ้าน เพื่อสัมผัสวิถีชีวิตชาวประมงอย่างแท้จริง

ไม่ไกลกันนักคือ ศูนย์เรียนรู้ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน ที่เปิดโอกาสให้ทดลองทำเครื่องจักสานจากต้นกกและเรียนรู้การทอผ้าด้วยมือ ซึ่งเป็นงานหัตถกรรมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน

ปิดท้ายประสบการณ์ด้วยการเยี่ยมชมตลาดพื้นบ้านบ่อพันขัน ที่เต็มไปด้วยอาหารพื้นถิ่นรสชาติต้นตำรับ และผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาชาวบ้านให้เลือกซื้อและลิ้มลอง

การเยี่ยมชมสถานที่เหล่านี้ รวมถึงการร่วมกิจกรรมตามวิถีดั้งเดิมของชุมชน เช่น ร่วมพิธีกรรมบวงสรวงเจ้าพ่อบ่อพันขัน ทดลองจับปลาด้วยวิธีพื้นบ้าน เรียนรู้การทำปลาร้าสูตรดั้งเดิม จะช่วยให้เราได้เรียนรู้และเข้าใจถึงความผูกพันที่ชาวบ้านมีต่อบึงพันขันและวิถีชีวิตที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยคุณค่า

นี่เป็นเพียงหนึ่งในสี่เส้นทางท่องเที่ยวในพื้นที่บ่อพันขัน เรายังมีอีกสามเส้นทางที่รอให้ไปแวะเยือนในตอนต่อไป โปรดติดตาม

About Author