Science Variety คอลัมน์ประจำ

คลั่งแค่ไหน ไม่ต้องรับผิด ?

เรื่องโดย รักษ์ศักดิ์ สิทธิวิไล


ในยุคที่ข่าวสารบนหน้าฟีดสังคมออนไลน์เต็มไปด้วยเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่ผู้กระทำความผิดเกิดอาการคลุ้มคลั่งทำร้ายผู้อื่น และมักถูกระบุว่า “มีอาการป่วยทางจิต” หรือ “อยู่ระหว่างการรักษา” เช่น ชายป่วยโรคจิตเวชบุกเข้าโรงเรียนพร้อมไม้และมีด หนุ่มหลอนยาทำร้ายพ่อแม่ตัวเอง คำถามใหญ่ที่เกิดขึ้นในใจของคนในสังคมคือ “กฎหมายปล่อยให้คนป่วยทำผิดโดยไม่ต้องรับโทษจริงหรือ ?” และ “วิทยาศาสตร์จะช่วยให้เรารู้ได้อย่างไรว่านั่นคืออาการป่วยจริง ไม่ใช่แสร้งป่วยเพื่อเลี่ยงคุก ?”

ในฐานะทนายความ ผมจะพาไปเจาะลึกหลัก “นิติธรรมาภิบาล” ที่เชื่อมโยงระหว่างความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับมาตราในประมวลกฎหมายอาญา เพื่อหาคำตอบว่าเส้นแบ่งของความรับผิดชอบของผู้ป่วยจิตเวชอยู่ที่ตรงไหน

บทเรียนจากข่าวดัง : เมื่ออาการป่วยปะทะกับความปลอดภัยสาธารณะ

จากกรณีเหตุการณ์ความรุนแรงในห้างสรรพสินค้าหรือการทำร้ายร่างกายริมถนนที่ปรากฏในข่าวบ่อยครั้งในช่วงปีที่ผ่านมา เรามักเห็นการนำบัตรผู้ป่วยจิตเวชหรือประวัติการรับยามาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ทันที สิ่งนี้กลายเป็นประเด็นดรามาในสังคมว่านี่คือ “บัตรผ่านทาง” ในการกระทำผิดหรือไม่

แน่นอน…การมีชื่อว่าเป็นผู้ป่วยจิตเวช ไม่ใช่ เหตุยกเว้นความผิดโดยอัตโนมัติ แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่ต้องใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเครืองมือทางการแพทย์เข้ามารองรับ

ในมุมกฎหมาย หัวใจสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 และหลักของ “ความรู้ผิดชอบชั่วดี” ซึ่งวางหลักไว้สองส่วนที่น่าสนใจ

ส่วนแรก หากกระทำความผิดในขณะที่ไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะจิตบกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟั่นเฟือน ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ

ส่วนที่สอง แต่ถ้ายังมีสติรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังบังคับตนเองได้บ้าง ผู้นั้นยังต้องรับโทษ เพียงแต่ศาลอาจลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้

นั่นหมายความว่า กฎหมายไม่ได้ดูแค่ว่า “ป่วยไหม” แต่ดูว่าขณะทำผิดนั้นอาการป่วยส่งผลต่อสติปัญญาและการควบคุมตนเองอย่างไรด้วย”

ส่วนมุมวิทยาศาสตร์ เรื่องนิติจิตเวช (forensic psychiatry) จะพิสูจน์กันอย่างไร ?

เมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ศาลจะมีคำสั่งส่งตัวจำเลยไปตรวจวินิจฉัยอาการทางจิตที่โรงพยาบาลที่ศาลกำหนด ตรงนี้วิทยาศาสตร์จะเข้ามาทำหน้าที่ผ่านแพทย์เฉพาะทางนิติจิตเวชศาสตร์ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการตรวจประเมินสภาพจิตของผู้ต้องหาหรือผู้ป่วย เพื่อตอบคำถามศาลว่าจำเลยป่วยจริงในขณะเกิดเหตุหรือไม่ ก่อนศาลจะพิจารณาความรับผิดทางกฎหมาย ผ่านเครื่องมือและวิธีการดังต่อไปนี้

  • Clinical Interview & History Taking : การสัมภาษณ์เชิงลึกและการตรวจสอบประวัติการรักษาอย่างละเอียด เพื่อดูว่าอาการป่วยจิตบกพร่องหรือจิตฟั่นเฟือนมีความต่อเนื่องและสอดคล้องกับพฤติกรรมในวันเกิดเหตุหรือไม่
  •  Psychological Testing : การใช้แบบทดสอบทางจิตวิทยามาตรฐานสากลเพื่อประเมินระดับสติปัญญา (IQ) สภาวะทางอารมณ์ และการตรวจจับการ “แสร้งป่วย” (malingering) ซึ่งมีแบบทดสอบที่ออกแบบมาเพื่อจับผิดผู้ที่พยายามบิดเบือนอาการโดยเฉพาะ
  • Neuroimaging (ในบางกรณีเท่านั้น) : การใช้เทคโนโลยีอย่างเอ็มอาร์ไอ (magnetic resonance imaging, MRI) หรือซีทีสแกน (CT scan) เพื่อดูความผิดปกติทางโครงสร้างสมอง เช่น เนื้องอกในสมองส่วนหน้า (prefrontal cortex) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์และยับยั้งชั่งใจ หากสมองส่วนนี้เสียหาย ย่อมส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจผิดชอบชั่วดี ตัวอย่างเช่น เช่น โรคสมองเสื่อมระยะรุนแรง หรือสมองส่วนหน้าที่ควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมเสียหายจากการอุบัติเหตุหรือเนื้องอก

หากพบว่าเป็นผู้ป่วยวิกลจริต เป็นผู้มีจิตบกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟั่นเฟือนจนไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือบังคับตนเองได้จริง ศาลจะงดการพิจารณาคดีไว้ก่อน ศาลอาจสั่งให้ส่งตัวผู้กระทำความผิดไปรักษาในโรงพยาบาลจิตเวชก่อนจนกว่าผู้ป่วยจะรักษาจนหายหรือต่อสู้คดีได้

ความท้าทายในสังคมปัจจุบัน : สารเสพติดและสภาวะจิต

ประเด็นที่มักสับสนในข่าวคือ “อาการหลอนจากยาเสพติด” กฎหมายไทยมีหลักการที่ชัดเจนว่า หากใครทำให้ตัวเองมึนเมาหรือจิตฟั่นเฟือนโดยรู้อยู่แล้วว่าสารนั้นส่งผลอย่างไร (เช่น เสพยาจนหลอนแล้วออกไปขับรถชน ทำร้ายร่างกายผู้อื่น) ผู้นั้นจะยกเอาความมึนเมาหรือจิตฟั่นเฟือนขึ้นมาอ้างเพื่อไม่ต้องรับผิดไม่ได้ ตามหลักของมาตรา 66 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ยกเว้นเป็นกรณีเสพโดยไม่รู้ว่าจะทำให้มึนเมา หรือถูกขืนใจให้เสพจนไม่สามารถรู้ผิดชอบได้

ความยุติธรรมที่ตั้งอยู่บนฐานของข้อเท็จจริง

ทราบอย่างนี้แล้วคงทำให้เรามองข้ามพาดหัวข่าวแล้วลงลึกไปที่เนื้อหาทางวิทยาศาสตร์และข้อเท็จจริงของกฏหมายในชั้นศาล นี่คือแนวทางที่ทำให้เกิดความยุติธรรมอย่างแท้จริงครับ การที่ผู้ป่วยจิตเวชจะได้รับการยกเว้นโทษหรือไม่ จึงไม่ใช่เรื่องของการแค่มีบัตรผู้ป่วย แต่เป็นเรื่องของการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ให้ได้ว่า “ในเสี้ยววินาทีที่ลงมือ สมองและจิตใจของเขาเสียอำนาจการควบคุมไปโดยสิ้นเชิงหรือไม่” ต่างหาก

หลักการสำคัญของกระบวนการยุติธรรมยุคใหม่จึงไม่ได้มุ่งเพียงแค่การลงโทษ (punitive justice) แต่เน้นความยุติธรรมเชิงแก้ไขฟื้นฟู (restorative justice) และการนำวิทยาศาสตร์มาช่วยจำแนก (forensic science & criminology) เพื่อแยกแยะผู้กระทำผิดออกจากกันอย่างมีหลักการนั่นเอง

About Author