Project…ไม่Proเจ็บ (ก็ได้นะ) คอลัมน์ประจำ

หลุดพ้นความเบื่อกับการสอนโครงงานแบบเดิม ๆ ได้อย่างไร

เรื่องโดย รศ. ดร.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์


อดีตอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผู้บริหารสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และหัวหน้าโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา ผู้ผันตนเองมาขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงการสอนโครงงานวิทยาศาสตร์และสะเต็มด้วยมุมมองวิศวกรรมศาสตร์ในการศึกษาขั้นพื้นฐาน

ผมเชื่อว่าครูโครงงานทุกคนเบื่อตัวเองที่ไม่สามารถสอนนักเรียนให้ก้าวพ้นการทำโครงงานเลียนแบบคนอื่น ครูโครงงานทั้งหลายอยากรู้วิธีพาตนเองออกจากความรู้สึกเบื่อแบบนี้ บทความตอนนี้มีคำตอบจากการวิเคราะห์โครงงานนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ต่อยอดได้ถึงมัธยมศึกษา

โลกอินเทอร์เน็ตทำให้ครูค้นหาโครงงานมาเป็นตัวอย่างศึกษาได้ง่าย ๆ และมากมาย หากนำเรื่องเหล่านี้มาทำงานในกลุ่มครูเพื่อวิเคราะห์ข้อดี ข้อควรปรับปรุง รายงานโครงานต่าง ๆ จะเป็นเสมือนวรรณกรรมให้ครูทบทวน (literature review) เพื่อพัฒนาการสอนโครงงาน

การทบทวนวรรณกรรมไม่ใช่จบที่รู้ว่าใครทำอะไร อย่างไร ได้ผลอย่างไร แต่เป้าหมายที่แท้จริง คือ หาจุดอ่อน (โดยเฉพาะวิธีทำ ซึ่งพบมากในการทำโครงงาน) หาคำอธิบายที่ไปไม่สุดทาง (ส่วนมากเกิดจากอธิบายเท่าที่ตาเห็นผล ไม่ได้เอาความรู้ที่มีอยู่มาช่วยสรุปหรือตีความให้ลึกขึ้น) และหาคำถามใหม่ (ข้อนี้สำคัญมาก ใคร ๆ ก็อยากได้คำถามใหม่เพื่อต่อยอด) ทั้งนี้การอ่านวรรณกรรมก็เพื่อให้รู้ว่าจะเอามาใช้กับการทำโครงงานของเราอย่างไร ซึ่งมี 3 แนวทาง

แนวทางที่ 1 เลียนแบบตรง ๆ เลย เขาทำอย่างไร เราก็จะทำอย่างนั้น โครงงานจำนวนมากเป็นแนวทางที่ 1 เพราะง่ายดี เนื่องจากมีโจทย์ มีประเด็น มีวิธีการให้ทำตาม แต่จริง ๆ แล้วทุกคนเบื่อและอยากทำแนวทางที่ 2 และ 3 กันทั้งนั้น คืออยากให้เด่น ดี มีความใหม่ แตกต่างจนได้รางวัล ปัญหาคือ ไม่ทราบทำอย่างไรมากกว่า อย่างไรก็ตามปัญหาเหล่านี้จะหายไปหากมีทักษะการทบทวนวรรณกรรม

แนวทางที่ 2 ทบทวนวรรณกรรมเพื่อทำเรื่องเดียวกับเขา แต่ต้องการทำให้ดีกว่าเขา หมายถึงที่เขาทำไว้นั้นยังไม่ดีพอ ส่วนมากคือ วิธีการยังไม่ดีพอ ไม่แม่นยำ ไม่ละเอียด หรือแม้กระทั่งผิดวิธี แต่ที่สำคัญกว่าคือการแปลความข้อมูลยังไม่ลึกพอ เพราะแปลความตามตัวเลขหรือปรากฏการณ์ที่ตาเห็น ขาดการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์เอาสาระมาร่วมอธิบายให้เกิดความเข้าใจหรือความรู้ใหม่

การทำให้ดีกว่าเดิมทั้งวิธีการและการแปลความต้องใช้ความคิดขั้นสูง 3 ขั้นตอน คือ ใช้ความคิดขั้นสูงมองให้เห็นช่องว่างว่า “งานนี้ยังไม่ดีพอ” จากนั้นมองให้เห็นทางออกไปสู่วิธีการใหม่ที่ดีกว่าเดิม หรืออาจจะเห็นว่าต้องหาข้อมูลใหม่เพิ่มเติมเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ได้ดีกว่าเดิม และสุดท้ายต้องมองให้เห็นช่องทางนำความรู้ที่มีอยู่เข้ามาร่วมอธิบายให้เข้าใจลึกกว่าเดิม

ทั้ง 3 ขั้นนี้ได้จากการอ่านวรรณกรรมพร้อมการคิดเชิงวิพากษ์หรือการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking) เพราะหากเราเชื่อที่อ่านไปเสียหมด จะรู้สึกด้อยค่าตัวเองอย่างไม่รู้ตัว จะคิดว่าที่เขาทำมานี่แหละดีแล้ว โดยเฉพาะพวกที่ได้รางวัลทั้งหลาย จึงอยากให้ครูและนักเรียนคิดเสมอว่า เราต้องทำได้ดีกว่าเขา จากนั้นอ่านด้วยจิตวิทยาศาสตร์ ใช้ความรู้ เหตุผล และตรรกะจนพบข้อบกพร่อง

แนวทางที่ 3 ทบทวนวรรณกรรมเพื่อทำต่อยอด ทำในสิ่งที่เขาหรือคนอื่นยังไม่ทำ เชื่อว่าทุกคนที่ทบทวนวรรณกรรมตั้งใจทำต่อยอด การต่อยอดหมายถึงของเดิมเขาทำไว้ดีแล้ว เชื่อถือได้ แต่เราเห็นโอกาสนำความรู้จากวรรณกรรมไปต่อยอดเพื่อหาความรู้ที่สูงขึ้น เป็นการต่อยอดทางวิชาการ หรือเอาไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่ บริบทใหม่

เพื่อความเข้าใจเรื่องที่เกริ่นมา บทความตอนนี้เอาโครงงานระดับประถมศึกษามาชี้ประเด็นให้เห็นว่า หากครูมีความรู้ รู้วิธีหาความรู้ และมีความคิดเชิงวิพากษ์ ครูจะเห็นการทำให้ดีกว่าเดิมและทำต่อยอดได้อย่างไรจากการอ่านรายงานโครงงานแบบทบทวนวรรณกรรม

นักเรียน ป. 6 ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ประเภททดลอง เรื่อง “ฝากต้นไม้ให้เธอดูแล” โดยเอากาบมะพร้าว กาบหมาก กระดาษลูกฟูก แผงไข่กระดาษ ช่วยรักษาความชื้นในดิน พบว่าแผงไข่กระดาษเก็บรักษาความชื้นในดินที่ปลูกต้นไม้ได้ดีที่สุด รองลงมาคือ กระดาษลูกฟูก กาบหมาก และกาบมะพร้าว

โครงงานนี้เริ่มศึกษาในห้องทดลองก่อนทดลองภาคสนามกับต้นลีลาวดี นานครั้งจะเห็นครูสอนให้นักเรียนประถมหาความรู้ในสภาวะที่ควบคุมได้ก่อนเอาไปใช้จริง นักเรียนทดลองโดยใส่ทรายในกระถาง เติมน้ำ ปิดด้วยวัสดุ วัดอุณหภูมิทราย


การทดลองในห้องกระถางทรายชื้นปิดด้วยวัสดุ
4 ชนิดและชุดควบคุมของนักเรียน ป. 6

ตารางที่ 1 ผลการทดลองวัดอุณหภูมิทรายในกระถาง (ฝากทำตารางใหม่)

ในรายงานนักเรียนบันทึกอุณหภูมิจากการทดลองแล้วสรุปว่า แผงไข่กระดาษช่วยรักษาความชื้นได้ดีที่สุด (เพราะอุณหภูมิต่ำสุด) เพื่อให้เรียนรู้มากขึ้น (ซึ่งมักขาดหายไปจากการสอนนักเรียน) ครูต้องฝึกให้นักเรียนเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการกระทำ (เหตุ) กับอุณหภูมิ (ผล) แล้วเขียนอธิบายให้มีความหมายมากกว่าตัวเลขที่ตาเห็น เช่น เขียนว่า “ตารางที่ 1 แสดงให้เห็นว่าแผงไข่กระดาษทำให้ทรายมีอุณหภูมิต่ำสุด โดยต่ำกว่าชุดควบคุม 2 องศาเซลเซียส ส่วนกาบมะพร้าวมีอุณหภูมิใกล้เคียงกับชุดควบคุม มีข้อสังเกตว่า กาบมะพร้าวและกาบหมากไม่เรียบ จึงอาจทำให้เป็นฉนวนความร้อนไม่เท่าแผงไข่กับกระดาษลูกฟูก” การเขียนแบบนี้เป็นการ “อธิบายปรากฏการณ์ได้ดีกว่าเดิม” หรือ “นำความรู้ที่มีอยู่เข้ามาร่วมอธิบายให้เข้าใจลึกกว่าเดิม”  (หมายเหตุ : ที่กล่าวถึงความเป็นฉนวนแทนการระเหยน้ำ เพราะอุณหภูมิไม่สามารถใช้อธิบายการรักษาความชื้นได้ ดังจะอธิบายต่อไป)

หลังจากทดลองในห้องแล้ว นักเรียนได้ทดลองภาคสนามดังรูปและได้ผลดังในตารางต่อไปนี้


การทดลองภาคสนาม

ตารางที่ 2 ผลการทดลองวัดอุณหภูมิดินภาคสนาม (ฝากทำตารางแบบอันแรก)

การแปลความตารางที่ 2 เขียนได้แบบเดียวกับตารางที่ 1 ที่กล่าวมาแล้ว แต่ critical thinking ทำให้แปลความได้มากกว่านั้น เช่น ค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิแผงไข่น่าจะผิด (ลองดูตัวเลขในตารางก็รู้ได้จากสามัญสำนึกทั่วไป)

ที่โครงงานไม่สร้างการเรียนรู้ได้ดีเท่าที่ควรเพราะส่วนใหญ่พิจารณาผลแต่ละตารางแยกกัน ลองดูกรณีนี้ หากเราพิจารณาความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ตาราง เราจะเห็นความหมายของการทำโครงงานได้ดีกว่าเดิม มีการขยายความรู้ มีคำอธิบายมากขึ้น กรณีนี้มี 2 ประเด็น

ประเด็นที่ 1 อุณหภูมิเฉลี่ยของภาคสนามต่ำกว่าการทดลองในห้อง ทั้งที่มีอุณหภูมิเริ่มต้นสูงกว่า (ยกเว้นกาบหมาก) และอยู่กลางแจ้งที่น่าจะร้อนกว่า ครูต้องมองให้เห็นว่า “อาจจะเพราะ” การทดลองภาคสนามมีเงา มีดินล้อมรอบไม่จำกัด เป็นตัวระบายความร้อน (heat sink) โดยเฉพาะดินชั้นที่ลึกลงไปที่มีอุณหภูมิต่ำ ความร้อนดินชั้นบน (บริเวณที่วัดด้วยเทอร์โมมิเตอร์) ส่งผ่านไปยังดินชั้นล่าง จึงทำให้เมื่อสิ้นสุดการทดลอง อุณหภูมิภาคสนามน้อยกว่าการทดลองในห้อง นี่คือการทบทวนวรรณกรรมที่ใช้ความรู้อื่นมาตั้งข้อสงสัย คำว่า “อาจจะเพราะ” คือสมมติฐานที่การทดลองภาคสนามได้อุณหภูมิต่ำกว่า นักเรียนทำโครงงานภาคสนามซ้ำเดิม แต่เพิ่มการวัดอุณหภูมิดินที่ความลึกต่าง ๆ เพื่อหาข้อมูลมาอธิบาย “อาจจะเพราะ” ของปรากฏการณ์นี้ จะทำให้ได้โครงงานที่ดีกว่าเดิม

วิธีคิดที่ทำให้เห็นประเด็นนี้คือ

  1. เห็นผลการทดลองว่ากลางแจ้งมีอุณหภูมิเย็นกว่าในห้อง จึงสงสัยเพราะขัดกับการรับรู้ทั่วไป (ความรู้จากประสบการณ์)
  2. พิจารณาทั้งสองการทดลอง เห็นเงื่อนไขการมีกระถางและไม่มีกระถางเป็นจุดต่าง จึงสงสัยว่าเพราะไม่มีกระถาง มันจึงเย็นกว่า (ความคิดวิเคราะห์)
  3. เอาความรู้ว่าชั้นดินลึกลงไปมีอุณหภูมิต่ำมาร่วมพิจารณา แล้วสงสัยว่าเพราะไม่มีกระถางมาเป็นฉนวนกั้น ความร้อนที่จุดวัดจึงถ่ายเทออกไป ทำให้มีอุณหภูมิต่ำกว่า นักเรียนพิสูจน์ข้อสงสัยนี้ โดยวัดอุณหภูมิดินที่ระดับต่าง ๆ เอาผลมาอธิบายเพิ่ม อย่างนี้คือการ “ต้องหาข้อมูลใหม่เพิ่มเติมเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ได้ดีกว่าเดิม”

ประเด็นที่ 2 อุณหภูมิเป็นค่าบ่งชี้การรักษาความชื้นใช่หรือไม่ ? อาจจะยากเกิน ป. 6 เพราะเปียกมักจะหมายถึงเย็น แต่หากครูแม่นยำในความรู้ ครูสามารถสร้างการเรียนรู้จากประสบการณ์ให้นักเรียนได้โดยเอาน้ำราดแขนนักเรียน 1 ข้าง แล้วใช้พัดลมเป่า

ครูข้างไหนเย็นกว่ากัน

นักเรียนข้างที่เปียก

ครูทั้ง 2 ข้างมีอะไรเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้บ้าง

นักเรียนข้างเปียกจะแห้ง แต่ข้างไม่เปียกไม่มีอะไรเปลี่ยนค่ะ

ครูแสดงว่าการเปลี่ยนจากเปียกเป็นแห้งทำให้รู้สึกเย็นใช่ไหม

นักเรียนใช่ค่ะ

ครูกลับมาดูการทดลองของเรา ทรายในกระถางที่เย็นกว่าหมายความว่า น้ำระเหยมากหรือน้อยกว่า

นักเรียนมากกว่าค่ะ

ครูถ้าระเหยมากกว่าแสดงว่าวัสดุคลุมช่วยป้องกันการเสียความชื้นได้ดีหรือไม่ดี

นักเรียนไม่ดีค่ะ

ครูแสดงว่ากระถางที่เย็นกว่านั้น วัสดุคลุมทำหน้าที่ได้ดีหรือไม่ดี

นักเรียนไม่ดีค่ะ

ครู “ดูตารางใหม่ อะไรเป็นวัสดุที่ไม่ดี

นักเรียนอ๋อ… แผงไข่กระดาษไม่ดีค่ะ

ตัวอย่างการสอนโดยสนทนากับนักเรียนทำได้ไม่ยากเลยหากครูมีความรู้ว่า เมื่อน้ำระเหย (เปลี่ยนเฟส) มันจะดึงความร้อนที่อยู่รอบตัวมาใช้ ทำให้อุณหภูมิลดลง ดังนั้นถ้าความชื้นลดลงมาก (น้ำระเหยมาก) จะทำให้อุณหภูมิต่ำลงมากด้วย แสดงว่าการทดลองในห้องนั้นหากควบคุมตัวแปรอื่นคงที่เหมือนกัน เราแปลความใหม่ได้ว่า “แผงไข่มีน้ำระเหยออกมากที่สุด” ตรงข้ามกับที่นักเรียนสรุปอย่างสิ้นเชิง นี่คือการทบทวนวรรณกรรมที่ใช้ความรู้อื่นมาอธิบายเพื่อสร้างความถูกต้องที่จะทำให้ทำโครงงานได้ดีกว่าเดิม

หากอุณหภูมิไม่สามารถใช้แทนการสูญเสียความชื้นได้ เราต้องใช้ความรู้ว่าความชื้นหาย คือ มวลหายจากกระถาง ดังนั้นวิธีที่ดีกว่าคือ ใช้ตาชั่ง นักเรียนชั่งน้ำหนักทุกชั่วโมงเพื่อหาน้ำหนักที่หายไป นี่คือการทบทวนวรรณกรรมเพื่อบอกว่าวิธีเดิมมีข้อบกพร่อง และเรามีวิธีที่ดีกว่าเดิม

เมื่อดูจากรูป กระดาษลูกฟูกมีพื้นที่เปิดน้อยมากเมื่อเทียบกับกาบมะพร้าว (พื้นที่เปิดหมายถึงพื้นที่ที่วัสดุปิดไม่มิด) พื้นที่เปิดสัมพันธ์กับการรักษาความชื้นอย่างไร ? นี่คือการทบทวนวรรณกรรมแล้วเห็นข้อมูลใหม่ที่อธิบายได้ละเอียดขึ้น

การทดลองในห้องนอกจากให้ความรู้ที่ถูกต้องแล้ว ยังสอนวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ได้ดีกว่า เพราะนักเรียนจะเข้าใจว่าทำไมต้องควบคุมเหตุปัจจัยให้เหมือนกันทุกการทดลอง โครงงานตัวอย่างที่ยกมามีส่วนที่น่าสนใจ คือ การทดลองภาคสนาม ซึ่งเป็นการทำงานสองขั้นตอน (และพบไม่บ่อย) สอนให้นักเรียนรู้ว่า “ควรหาความรู้ที่ถูกต้องก่อนนำความรู้ไปประยุกต์ใช้” ผลการทดลองภาคสนามที่สอดคล้องกับการทดลองในห้องจะทำให้นักเรียนมีความมั่นใจและเห็นคุณค่าความรู้ที่ถูกต้อง (ทั้ง ๆ ที่ทำผิดในกรณีนี้ แต่ก็ยังพอใช้สอนได้สำหรับนักเรียน ป. 6)

การทำโครงงานต่อยอด

การทำต่อยอดหมายถึงการนำความรู้หรือหลักการนี้ไปหาคำตอบในบริบทอื่น เราจะมีโครงงานใหม่ที่ไม่ลอกเลียนแบบใคร

สำหรับนักเรียนประถม ผมแนะนำให้ต่อยอดจากอุณหภูมิทรายของการทดลองให้ห้องปฏิบัติการ (การทดลองที่ 1) ให้นักเรียนทำโครงงานทดลองหาคำอธิบายเชื่อมโยงกับภูมิปัญญาการเก็บรักษามะนาวโดยฝังในกองทรายชื้น ก่อนอื่นครูต้องมีความรู้เรื่องนี้ครบถ้วนก่อนจึงจะเห็นตัวแปรต่าง ๆ ของโครงงาน โดยความรู้หลัก คือ

  1. ทรายมีคุณสมบัติอมความร้อนได้น้อยและคายความร้อนได้เร็ว (ค่าความจุความร้อนต่ำ หาข้อมูลได้จากอินเทอร์เน็ต)
  2. น้ำอยู่กับทรายในลักษณะเกาะติดผิวเม็ดทราย การเกาะติดผิวเม็ดทรายทำให้ทรายขนาดต่าง ๆ “น่าจะ” มีความชื้นต่างกัน (เป็นโครงงานย่อยได้)
  3. มีอากาศในช่องว่างระหว่างเม็ดทราย เมื่อน้ำที่เกาะติดผิวเม็ดทรายระเหยไปอยู่ในอากาศ อุณหภูมิทรายจะลดลง ดังนั้นขนาดเม็ดทราย “น่าจะ” มีผลต่ออุณหภูมิ (เป็นโครงงานย่อยได้)
  4. เมื่อฝังมะนาวในทราย ทรายจะรักษาความชื้นในอากาศรอบ ๆ มะนาวให้สมดุล ไม่ให้เปลือกเหี่ยวแห้ง
  5. ทรายป้องกันไม่ให้ออกซิเจนและแสงเข้ามากระตุ้นการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิวมะนาว

ความรู้ข้อ 2 และ 3 อธิบายด้วยความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลของขนาดเม็ดทรายที่มีต่อความชื้นและอุณหภูมิ (ในหน้าถัดไป) และคำว่า “น่าจะ” คือสมมติฐานที่เป็นโครงงานย่อย ๆ ให้นักเรียนหาความรู้มาต่อจิกซอว์ได้


ผังความสัมพันธ์เหตุและผลของความชื้นและอุณหภูมิที่ขึ้นกับขนาดเม็ดทราย

ผังเหตุและผลนี้อธิบายได้ว่า เมื่อตัวแปรต้น (ขนาดเม็ดทราย) เพิ่มขึ้น ตัวแปรตามของโครงงานย่อย 2-4 มีทั้งเพิ่มและลด ทรายขนาดใหญ่มาก ๆ จะมีน้ำเกาะผิวน้อย มีโพรงอากาศมาก หากลดขนาดทรายลงจนเล็กมาก น้ำก็น้อยได้ เพราะเนื้อแน่นไปด้วยทรายจนไม่มีโพรงให้น้ำอยู่ แสดงว่ามีเม็ดทรายขนาดหนึ่งที่ให้ผลเป็นค่าเหมาะที่สุด (optimum) ขณะที่การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิมีความซับซ้อนมากขึ้นเพราะการระเหยน้ำออกนอกกองทรายขึ้นกับโพรงอากาศที่กำกับการถ่ายเทมวล (mass transfer) ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิตามเวลาจะขึ้นกับขนาดเม็ดทราย

ด้วยเหตุนี้ครูจึงใช้ขนาดเม็ดทรายมาอธิบายความรู้ข้อ 4 และ 5 ที่กล่าวมาข้างต้นได้ อีกทั้งนำความรู้นี้ไปให้นักเรียนระดับประถมศึกษาทำโครงงานย่อยได้ 4 โครงงาน โดยกำหนดขนาดเม็ดทรายเป็นตัวแปรต้น คือ

  1. หาร้อยละของช่องว่างอากาศที่สัมพันธ์กับขนาดเม็ดทราย
  2. หาความชื้นกักเก็บสูงสุดที่สัมพันธ์กับขนาดเม็ดทราย
  3. หาความสัมพันธ์ของอุณหภูมิกับการสูญเสียความชื้นของทรายขนาดต่าง ๆ ที่เวลาต่าง ๆ
  4. หาความสามารถรักษามะนาวให้สดได้ (ดูลักษณะกายภาพและการสูญเสียน้ำหนัก)

ความรู้จากโครงงานย่อย 1–3 จะร่วมกันอธิบายปรากฏการณ์ข้อ 4 เราจะได้โครงงานที่มีคำอธิบายครบถ้วน วิธีทำโครงงานย่อยต่าง ๆ ไม่ยากอะไร เชื่อว่าครูโครงงานที่ติดตามอ่านบทความชุดนี้คิดวิธีได้เอง

สำหรับนักเรียนมัธยม ผมมีโจทย์ให้หาคำตอบว่า “ระหว่างปลูก 35 วัน ผักกวางตุ้งใช้น้ำจริง ๆ เท่าใด ?” เพื่อเป็นเกณฑ์เปรียบเทียบว่าการทำสวนผักอย่างมีประสิทธิภาพต้องใช้น้ำเท่าใด

หากเราค้นพบว่าในช่วง 35 วัน ผักกวางตุ้งใช้น้ำเพื่อการเติบโตจริง ๆ A ลูกบาศก์เซนติเมตร แต่ชาวสวนใช้น้ำ B ลูกบาศก์เซนติเมตร แสดงว่ามีประสิทธิภาพใช้น้ำ A/B x 100% และสูญเสียน้ำ (B-A/B) x 100% ค่า B หาไม่ยาก แต่ค่า A คือโครงงานที่น่าสนใจ มีทั้งฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ ชีววิทยา

เมื่อได้คำตอบแล้ว มีคำถามต่อ “หากใช้ฟางข้าวคลุมแปลงผัก จะลดการสูญเสียเท่าใด ?” “นอกจากใช้ฟางข้าวคลุมแล้ว เรายังมีวิธีใดอีกบ้างในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ และจะทำโครงงานพิสูจน์ได้อย่างไร ?” เป็นการผสานความรู้เกี่ยวกับนิเวศชุมชน สิ่งแวดล้อม สังคมศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ได้อีกมากมาย

การหาคำตอบนี้จึงเป็นการทำโครงงานต่อยอดซึ่งขอทิ้งเป็นปริศนาให้ครูที่อ่านอย่างตั้งใจและเข้าใจหลักการออกแบบการทดลองแล้ว นำไปคิดต่อยอดเอาเอง

จะเห็นว่าแค่เพียงอ่านรายงานโครงงาน ป. 6 ด้วยความรู้ที่เรามีอยู่และใช้การคิดอย่างมีวิจารณญาณ เราจะเห็นช่องว่างความรู้ที่ขาดหายไป และได้โจทย์ที่ยกระดับการเรียนรู้ได้ดีกว่าให้นักเรียนทำซ้ำ ๆ ของเดิมที่เห็นมา น่าจะช่วยให้ไม่เบื่อตัวเองได้

About Author