คณะผู้เขียน
ดร.วรพงศ์ สิงห์ชาติ จิตต์มาศ ถินทิพย์ (กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช)
วิยะดา แจ่มจำรูญ (กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช)
รศ. ดร.วรงค์ สุขเสวต ดร.ฐิติพงศ์ พันทุม รศ. ดร.ณรงค์ฤทธิ์ เมืองใหม่
รศ. ดร.ประทีป ด้วงแค และ ศ. ดร.ครศร ศรีกุลนาถ
ท่ามกลางป่าที่เคยมีชีวิตชีวา ไก่ฟ้าหางลายขวางกำลังค่อย ๆ เลือนหายไปจากธรรมชาติอย่างเงียบงันโดยที่เราแทบไม่ทันสังเกต การลดลงของประชากรไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ “จำนวนที่น้อยลง” แต่สะท้อนถึงความเปราะบางของระบบนิเวศและความหลากหลายทางพันธุกรรมที่กำลังสูญเสียไปอย่างต่อเนื่อง วันนี้ความพยายามในการอนุรักษ์ได้ขับเคลื่อนผ่านการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะในสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าดอยตุง จังหวัดเชียงราย ภายใต้การดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งกำลังกลายเป็นความหวังสำคัญในการฟื้นฟูประชากรของนกชนิดนี้ ก่อนที่ความงดงามของมันจะเหลือเพียงเรื่องเล่าในอดีต
ไก่ฟ้าหางลายขวาง
ไก่ฟ้าหางลายขวาง (Syrmaticus humiae) เป็นนกในลำดับ Galliformes ซึ่งประกอบด้วย 5 วงศ์ 70 สกุล และประมาณ 250 ชนิด โดยอยู่ในวงศ์ไก่ฟ้า (Phasianidae) ที่มีความหลากหลายสูงถึง 51 สกุล และ 180 ชนิด สกุล Syrmaticus ซึ่งเป็นกลุ่มไก่ฟ้าหางยาวที่มีลักษณะเด่นเฉพาะ มีรายงานประมาณ 4 ชนิดทั่วโลก และในประเทศไทยพบเพียงชนิดเดียว คือ Syrmaticus humiae ในระดับชนิดย่อย (subspecies) ไก่ฟ้าหางลายขวางมี 2 ชนิดย่อย ได้แก่ Syrmaticus humiae humiae และ Syrmaticus humiae burmanicus โดยประเทศไทยพบเฉพาะชนิดย่อย S. h. burmanicus เท่านั้น
ไก่ฟ้าหางลายขวางเป็นนกขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีความยาวลำตัวรวม 60–90 เซนติเมตร เพศผู้มีขนาดใหญ่กว่าเพศเมียอย่างชัดเจน เพศผู้มีลักษณะเด่นคือ หนังหน้าแดง หางยาวมีลวดลายแถบสีขาว เทา และดำสลับกันอย่างชัดเจน ขณะที่เพศเมียมีสีสันกลมกลืนกับธรรมชาติ เน้นสีน้ำตาลเพื่อการพรางตัว ในเชิงนิเวศวิทยา ไก่ฟ้าหางลายขวางเป็นสัตว์ที่มีความต้องการถิ่นอาศัยเฉพาะ (specific habitat) พบในป่าดิบเขาและป่าสนเขาที่ระดับความสูงประมาณ 1,200–2,285 เมตร จากระดับน้ำทะเล มีการกระจายพันธุ์ในประเทศอินเดีย เมียนมา จีน และประเทศไทย โดยในประเทศไทยพบเฉพาะบริเวณภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน โดยมักอาศัยในป่าโปร่งสลับป่าทึบ มีพุ่มไม้และหญ้าปกคลุม ซึ่งเหมาะต่อการหลบภัยและหากิน
![]() ไก่ฟ้าหางลายขวาง |
สถานการณ์ปัจจุบันและความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์
ปัจจุบันไก่ฟ้าหางลายขวางจัดเป็นสัตว์ที่มีสถานภาพเปราะบางในธรรมชาติ โดยมีจำนวนประชากรทั่วโลกประมาณ 6,000–15,000 ตัว ขณะที่ในประเทศไทยเหลือเพียงประมาณ 200–500 ตัว เท่านั้น สะท้อนถึงความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในระดับพื้นที่ ปัจจัยคุกคามหลัก ได้แก่ การล่าสัตว์ การสูญเสียและเสื่อมโทรมของถิ่นอาศัย และการแตกกระจายของประชากร (population fragmentation) การที่ประชากรถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยขนาดเล็กและไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้ส่งผลให้จำนวนประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงทางพันธุกรรมในระยะยาว
แม้จะมีการประเมินว่าพื้นที่ถิ่นอาศัยที่เหมาะสมในประเทศไทยมีประมาณ 2,667 ตารางกิโลเมตร แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถรองรับประชากรได้อย่างยั่งยืน หากยังคงมีแรงกดดันจากกิจกรรมของมนุษย์ ข้อมูลจากฐาน Global Biodiversity Information Facility (GBIF) พบจุดกระจายพันธุ์ทั้งหมด 1,274 จุด โดยในประเทศไทยพบถึง 622 จุด และกว่าร้อยละ 90 อยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ แสดงให้เห็นว่าไก่ฟ้าหางลายขวางพึ่งพาพื้นที่คุ้มครองอย่างมากในการดำรงอยู่ อย่างไรก็ตามการพบประชากรบางส่วนอยู่นอกพื้นที่อนุรักษ์ (ประมาณร้อยละ 10) สะท้อนถึงโอกาสในการฟื้นฟูประชากรผ่านการจัดการพื้นที่และการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติหากมีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม
![]() แผนที่การกระจายของไก่ฟ้าหางลายขวาง ในพื้นที่อนุรักษ์และนอกพื้นที่อนุรักษ์ ที่มาภาพ : ฐานข้อมูล Global Biodiversity Information Facility (GBIF) |
การอนุรักษ์เร่งด่วนและบทบาทของการเพาะเลี้ยง
จากการลดลงอย่างต่อเนื่องของประชากรไก่ฟ้าหางลายขวางในธรรมชาติ ทั้งจากการสูญเสียถิ่นอาศัยและการล่าสัตว์ ทำให้การอนุรักษ์ในปัจจุบันไม่สามารถพึ่งพากลไกตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป จำเป็นต้องอาศัยมาตรการเชิงรุก โดยเฉพาะการเพาะเลี้ยงในสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า (captive breeding programs) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรักษาประชากรที่เหลืออยู่ไม่ให้สูญพันธุ์ อย่างไรก็ตามแม้ว่าการเพาะเลี้ยงจะช่วยเพิ่มจำนวนประชากรได้ในระยะสั้น แต่หากขาดการจัดการทางพันธุกรรมที่เหมาะสม อาจก่อให้เกิดปัญหาสำคัญในระยะยาว เช่น การผสมพันธุ์ในเครือญาติ (inbreeding) การลดลงของความหลากหลายทางพันธุกรรม ความสามารถในการอยู่รอดลดลงเมื่อปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ
ด้วยเหตุนี้คณะวนศาสตร์และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงได้ร่วมกับกลุ่มงานเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ดำเนินโครงการวิจัยเรื่อง “การประเมินความหลากหลายทางพันธุกรรมของไก่ฟ้าหางลายขวาง (Syrmaticus humiae) ในประเทศไทย เพื่อวางแผนอนุรักษ์และปล่อยคืนสู่ธรรมชาติอย่างยั่งยืน” ซึ่งได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564
การประเมินพันธุกรรมเพื่อการอนุรักษ์ไก่ฟ้าหางลายขวางในสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า
ผลการศึกษาทางพันธุกรรมของไก่ฟ้าหางลายขวางในระบบเพาะเลี้ยงพบว่า ประชากรในกรงเลี้ยงมีแนวโน้มความหลากหลายทางพันธุกรรมต่ำและมีความเสี่ยงต่อภาวะเลือดชิด สะท้อนว่าการเพาะเลี้ยงเพียงเพื่อเพิ่มจำนวนประชากรอาจไม่เพียงพอสำหรับการอนุรักษ์ในระยะยาว ดังนั้นแนวคิดการจัดการประชากรในปัจจุบันจึงต้องให้ความสำคัญกับ “คุณภาพทางพันธุกรรม” ควบคู่ไปกับ “จำนวนประชากร” เพื่อให้ประชากรที่ได้มีความแข็งแรงและปรับตัวได้เมื่อปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางพันธุกรรมจะช่วยให้ประเมินความหลากหลายทางพันธุกรรมและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนการจัดการประชากรได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือกคู่ผสมพันธุ์เพื่อลดการผสมในเครือญาติ หรือการเพิ่มโอกาสความสำเร็จของการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ทั้งนี้การอนุรักษ์ไก่ฟ้าหางลายขวางจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กันทั้งในถิ่นอาศัยธรรมชาติ (in situ conservation) และการจัดการประชากรนอกถิ่นอาศัย (ex situ conservation) เพื่อรักษาทั้งความหลากหลายทางพันธุกรรมและความอยู่รอดของชนิดในระยะยาว
![]() แผนภาพเครือข่ายแฮโพลไทป์จากลำดับดีเอ็นเอไมโทคอนเดรียบริเวณ D-loop ของไก่ฟ้าหางลายขวาง ณ สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าดอยตุง |
จากแผนภาพเครือข่ายแฮโพลไทป์จากลำดับดีเอ็นเอไมโทคอนเดรียบริเวณ D-loop ของไก่ฟ้าหางลายขวาง ณ สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าดอยตุง จำนวน 82 ตัว แสดงให้เห็นว่าแฮโพลไทป์ทั้งหมดมีเพียง 4 รูปแบบ โดยแฮโพลไทป์ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มหลักเพียงไม่กี่กลุ่ม และมีแฮโพลไทป์รองในสัดส่วนต่ำ สะท้อนถึงความหลากหลายทางพันธุกรรมที่ค่อนข้างจำกัดภายในประชากรเพาะเลี้ยง และบ่งชี้ถึงความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดชิดในระยะยาว
มุมมองเชิงการจัดการประชากรไก่ฟ้าหางลายขวางในอนาคต
จากข้อมูลทางพันธุกรรมที่สะท้อนถึงความหลากหลายทางพันธุกรรมที่จำกัดในประชากรเพาะเลี้ยง แนวทางการจัดการประชากรไก่ฟ้าหางลายขวางในอนาคตจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรมควบคู่ไปกับการเพิ่มจำนวนประชากร โดยควรวางแผนการจับคู่ผสมพันธุ์อย่างเป็นระบบบนพื้นฐานข้อมูลพันธุกรรมเพื่อลดความเสี่ยงของการผสมในเครือญาติ รวมถึงส่งเสริมการแลกเปลี่ยนพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ระหว่างสถานีเพาะเลี้ยงเพื่อเพิ่มการไหลของยีน (gene flow) และลดผลกระทบจากการแยกตัวของประชากร นอกจากนี้ควรพิจารณาการนำประชากรจากธรรมชาติเข้ามาเสริมในระบบเพาะเลี้ยงอย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มฐานพันธุกรรมและสนับสนุนการฟื้นฟูประชากรในระยะยาว โดยดำเนินการควบคู่กับการอนุรักษ์ถิ่นอาศัยและการลดแรงกดดันจากการล่า เพื่อให้การปล่อยคืนสู่ธรรมชาติประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน
- เอกสารอ้างอิง
Thintip, J., W. Singchat, S. F. Ahmad, N. Ariyaraphong, N. Muangmai, W. Chamchumroon, K. Pitiwong, W. Suksavate, S. Duangjai, P. Duengkae, and K. Srikulnath. 2021. Reduced genetic variability in a captive-bred population of the endangered Hume’s pheasant (Syrmaticus humiae, Hume 1881) revealed by microsatellite genotyping and D-loop sequencing. PLoS ONE 16(8): e0256573. https://doi.org/10.1371/journal.pone.0256573.




