จับกระแสวิทย์ Sci-Trend

“Cicada” โควิดสายพันธุ์ใหม่ ไม่รุนแรงแต่หลบเก่ง

เรื่องโดย ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา


ข่าวการระบาดของเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด 19 หรือ SARS-CoV2 สายพันธุ์ย่อยใหม่ที่ชื่อว่า BA.3.2 หรือ Cicada (แปลว่า จักจั่น) ในหลายประเทศทั้งอเมริกา ยุโรป และแอฟริกา ส่งผลให้ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (CDC) และองค์การอนามัยโลกเร่งจับตาและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด คำถามสำคัญคือ ไวรัสสายพันธุ์นี้มีที่มาอย่างไร มีความรุนแรงต่างจากสายพันธุ์ในอดีตมากน้อยแค่ไหน และสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการวิวัฒนาการของเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด 19 ในระยะต่อไปอย่างไรบ้าง

นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลล่าสุดพบว่า BA.3.2 เป็นสายพันธุ์ย่อยที่สืบเชื้อสายมาจากสายพันธุ์โอมิครอน BA.3 ซึ่งเคยระบาดในวงแคบ ๆ เมื่อช่วงปลายปี พ.ศ. 2564-2565 สิ่งที่น่าสนใจคือสายพันธุ์นี้ได้หายไปจากระบบการเฝ้าระวังถึง 2 ปีเต็ม ก่อนจะกลับมาปรากฏตัวอีกครั้งพร้อมกับการกลายพันธุ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในส่วนของโปรตีนหนาม (spike protein) ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปถึง 39 จุดเมื่อเทียบกับบรรพบุรุษ ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า ไวรัสสายพันธุ์นี้น่าจะถือกำเนิดขึ้นในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีผู้ป่วยภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องจำนวนมาก เช่น ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีที่ยังไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม สภาวะดังกล่าวทำให้ไวรัสสามารถแฝงตัวอยู่ในร่างกายของผู้ป่วยได้เป็นเวลานาน และค่อย ๆ พัฒนาตัวเองจนเกิดเป็นการกลายพันธุ์ครั้งใหญ่โดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็นในช่วงแรก

สำหรับความแตกต่างของ BA.3.2 กับไวรัสก่อโรคโควิดสายพันธุ์ก่อนหน้าพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอย่างหนึ่งในระดับพันธุกรรมคือ การขาดหายไปของชิ้นส่วนที่เรียกว่า ORF7 และ ORF8 ซึ่งมีบทบาทในการตอบสนองต่อระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ การหายไปของรหัสพันธุกรรมส่วนนี้ทำให้ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่าอาจส่งผลให้ตัวไวรัสมีความรุนแรงลดลง สอดคล้องกับการทดลองในห้องปฏิบัติการที่พบว่า BA.3.2 ทำลายเซลล์เพาะเลี้ยงในระดับที่ต่ำกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมและสายพันธุ์เดลตาอย่างเห็นได้ชัด โดยพบว่าพฤติกรรมการเพิ่มจำนวนและการแพร่กระจายของไวรัสระหว่างเซลล์นั้นแทบจะไม่แตกต่างจากสายพันธุ์โอมิครอนอื่น ๆ ที่กำลังระบาดอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นในแง่ความรุนแรงของการก่อโรค ไวรัสสายพันธุ์ “BA.3.2″ หรือ “Cicada” ไม่ได้แสดงสัญญาณว่าจะก่อให้เกิดอาการที่รุนแรงไปกว่าโอมิครอนสายพันธุ์อื่นที่เราคุ้นเคยและมีภูมิคุ้มกันอยู่แล้วระดับหนึ่ง

แต่สิ่งที่ทำให้ BA.3.2 ได้รับการจับตามองเป็นพิเศษคือ “ความสามารถในการหลบหลีกระบบภูมิคุ้มกัน” นักวิทยาศาสตร์นำพลาสมาหรือน้ำเลือดของผู้ที่เคยติดเชื้อไวรัสก่อโรคโควิดในอดีตมาทดสอบพบว่า ภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการติดเชื้อสายพันธุ์เก่า ๆ ก่อนยุคโอมิครอนแทบไม่สามารถป้องกันหรือยับยั้งไวรัสตัวนี้ได้เลย แม้แต่นำพลาสมาของประชากรที่เก็บตัวอย่างในช่วงปี พ.ศ. 2567-2568 ที่น่าจะผ่านการติดเชื้อหรือได้รับวัคซีนมาแล้วมาทดสอบ ก็ยังพบว่าประสิทธิภาพในการยับยั้ง BA.3.2 นั้นลดลงเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นที่ระบาดร่วมกันในขณะนี้ ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่า ไวรัสยังคงปรับตัวเพื่อเอาชนะกำแพงภูมิคุ้มกันของมนุษย์ได้อย่างต่อเนื่อง และด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่เริ่มพบการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์นี้ขยายวงกว้างไปยังหลายประเทศทั่วโลก จึงเป็นเครื่องย้ำเตือนที่ชัดเจนว่าระบบนิเวศของไวรัสก่อโรคโควิด 19 ยังคงมีวิวัฒนาการอยู่ตลอดเวลา การเฝ้าระวังการกลายพันธุ์อย่างใกล้ชิด รวมถึงการดูแลรักษาสุขภาพของตนเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราทุกคนไม่ควรละเลย

ดังนั้นเราไม่ควรตื่นตระหนกกับการปรากฏตัวและการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ BA.3.2 แต่ควรมองไวรัสสายพันธุ์นี้ในรูปแบบของ “วิวัฒนาการตามธรรมชาติของเชื้อโรค” ที่พยายามปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในระบบนิเวศที่มีภูมิคุ้มกันของมนุษย์เป็นกำแพงขวางกั้น แม้ว่าข้อมูลจะระบุว่า BA.3.2 มีความสามารถในการหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น นั่นหมายความว่าผู้ที่เคยฉีดวัคซีนหรือเคยติดเชื้อก่อโรคโควิด 19 มาก่อนอาจมีโอกาสติดเชื้อซ้ำได้ง่ายขึ้น แต่ข้อมูลชี้ว่าพฤติกรรมการทำลายเซลล์และความรุนแรงของมันไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นไปกว่าสายพันธุ์โอมิครอนอื่น ๆ ที่เรารับมือกันมาตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยิ่งไปกว่านั้นการขาดหายไปของรหัสพันธุกรรมบางส่วนยังอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ตัวไวรัสมีความรุนแรงลดลง

About Author