Science Variety คอลัมน์ประจำ

พันช์คุงกับวรรณะลิง จากลูกลิงกำพร้าสู่ซุปตาร์ที่โลกหลงรัก

เรื่องโดย รักษ์ศักดิ์ สิทธิวิไล


ไวรัลสุดสะเทือนใจกรณีของ “น้องพันช์คุง” (Punchi-kun) ลูกลิงกังญี่ปุ่น (Japanese Macaque, Macaca fuscata) เพศผู้ที่ถูกแม่ทอดทิ้ง ต้องเติบโตมากับอ้อมกอดของตุ๊กตาอุรังอุตังสีส้มและขวดนมจากเจ้าหน้าที่ของสวนสัตว์และสวนพฤกษศาสตร์อิจิกาวะ (Ichikawa City Zoo and Botanical Gardens) แห่งเมืองอิจิคาวะ จังหวัดชิบะ ประเทศญี่ปุ่น เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมากในเชิงสัตววิทยา โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างทางสังคมหรือวรรณะที่เข้มงวดของลิงสายพันธุ์นี้ครับ ​ ​

ลิงกังญี่ปุ่น หรือที่คนไทยเรียกกันว่า ลิงหิมะญี่ปุ่น (ที่มาของชื่อนี้เกิดจากภาพจำของเราที่มักจะเห็นพวกมันแช่น้ำแร่ร้อนท่ามกลางหิมะโปรยปราย) เป็นสัตว์สังคมที่ฉลาด อยู่รวมกันเป็นฝูงและมีลำดับชั้นทางสังคมด้วย ดังนั้นสถานะหรือลำดับทางสังคมของลูกลิงจึงไม่ได้มาจากการต่อสู้เพียงอย่างเดียว แต่กำหนดจากสถานะและการจัดลำดับชั้นตามสายโลหิตฝั่งแม่ผู้ให้กำเนิดที่เข้มงวดมาก (matrilineal hierarchy) เปรียบเหมือนวรรณะในอินเดียที่ส่งต่อกันมา ​

สถานะทางสังคม (social rank) ของลูกลิงหิมะที่เกิดจากแม่ที่มีลำดับสูง (alpha female) จะได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าถึงอาหารและน้ำที่ดีที่สุด ได้สิทธิ์ในการลงบ่อน้ำพุร้อนก่อน และได้รับการปกป้องจากสมาชิกทุกตัวในฝูง ขณะที่ลูกลิงที่เกิดจากแม่ลำดับต่ำมักจะถูกรังแกหรือต้องรอให้ตัวอื่นกินอิ่มก่อนเสมอ

​กรณีของพันช์คุงคือลูกลิงที่ถูกแม่ตัวเองทอดทิ้ง (maternal rejection) ตั้งแต่เด็ก ทำให้เขา “ขาดเกราะคุ้มกันทางสังคม” ตามธรรมชาติ ลิงที่ไม่มีแม่คอยหนุนหลังมักจะตกไปอยู่อันดับท้ายสุดของฝูง และมีปัญหาในการเข้าสังคมเพราะไม่มีใครสอนทักษะการเข้าสังคม (social grooming) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการผูกมิตรเพื่อเข้าฝูง


สังคมชนชั้นในลิงหิมะ แม่ลิงเป็นผู้กำหนดลำดับชั้นทางสังคมของลูก ลูกที่เกิดจากแม่ที่มีสถานะสูงในฝูงมักจะได้รับการคุ้มครองและมีสิทธิพิเศษมากกว่า สถานะนี้จะติดตัวลูกลิงไปจนกว่าจะหย่านมหรือเติบโต

หากในป่าธรรมชาติ โอกาสที่พันช์คุงจะรอดชีวิตมีแค่ไหน ?

​พันช์คุงเป็นลิงที่อยู่ในสวนสัตว์ มีเจ้าหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยช่วยเหลือดูแลเป็นพิเศษ จึงกลายเป็นลูกลิงที่ “ติดพี่เลี้ยง” มากกว่า “ติดลิง” ด้วยกัน การเข้าฝูงอาจทำได้ยากกว่าลิงที่แม่ลิงเลี้ยงมาเพราะอ่านภาษากาย (body language) ของลิงตัวอื่นไม่ออก เจ้าหน้าที่ต้องคอยดูแลอยู่ห่าง ๆ ให้ค่อย ๆ ทำความคุ้นเคย (socialization) กับสมาชิกในฝูง โชคดีที่ปัจจัยแวดล้อมในสวนสัตว์เป็นบวก คือ อาหารเพียงพอ พื้นที่ไม่แออัด ความขัดแย้งเรื่องการแย่งทรัพยากรน้อย ทำให้โอกาสที่ฝูงลิงจะรับพันช์คุงเข้าฝูงจึงมีมากขึ้นด้วย ​


ภูเขาลิงสวนสัตว์และสวนพฤกษศาสตร์เมืองอิจิกาวะ ประเทศญี่ปุ่น

กลับกัน หากเปลี่ยนสถานที่เป็นแบบเปิดอย่างในธรรมชาติ การที่พันช์คุง ลูกลิงติดคนจะกลับเข้าฝูงในป่า จะมีความท้าทายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง พันช์คุงจะเผชิญหน้ากับความยากลำบากในการปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมของฝูงลิงหิมะป่า (culture shock) อย่างรุนแรง ​ลิงหิมะป่ามีกฎเกณฑ์ทางสังคมที่ซับซ้อน ลิงที่โตมากับตุ๊กตาและมนุษย์มักจะขาดทักษะการสบตา (eye contact) หรือการแสดงท่าทางยอมจำนน (submissive signals) ที่ถูกต้อง อาจทำให้ถูกลิงในฝูงที่ก้าวร้าวไม่พอใจและไล่โจมตีทำร้ายได้ ​หรือหากโชคดี พันช์คุงก็ต้องใช้เวลานานมากในการพิสูจน์ตนเพื่อหาที่ยืนในสังคมโดยเริ่มจากระดับล่างสุด

พันช์คุงกับตุ๊กตาลิงสีส้ม พลังของที่ยึดเหนี่ยวในวันโลกไม่ใจดีด้วย

​เรื่องราวของพันช์คุงและสังคมฝูงลิงหิมะไม่ได้เป็นเพียงภาพที่น่าเอ็นดู แต่มันสะท้อนความเป็นจริงที่เจ็บปวดหากย้อนมองในสังคมมนุษย์ได้แบบหนึ่งเหมือนกัน ​”ต้นทุนชีวิต” ที่ไม่เท่ากันของพันช์คุง เช่นเดียวกับ มนุษย์เราก็เกิดมาพร้อมกับสถานะทางสังคมของครอบครัวที่กำหนดโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร การศึกษา เครือข่ายเส้นสาย ทรัพย์สิน มีผู้คนมากมายที่ต้องพยายามมากกว่าคนอื่นหลายเท่าเพื่อให้ได้มาซึ่ง “ที่ยืน” ในสังคมที่สูงขึ้น ​

ภาพพันช์คุงที่กอดตุ๊กตาแน่นในช่วงเวลาที่กลัวหรือโดดเดี่ยวตรงกับการทดลองของแฮร์รี เฟรเดริก ฮาร์โลว์ (Harry Frederick Harlow) เมื่อราวปี ค.ศ. 1965 ที่พบว่าลูกลิงกำพร้าส่วนใหญ่ เลือกที่จะใช้เวลาอยู่กับแม่ลิงจำลองตัวที่ลูกลิงเลือกเป็นตัวแทนของความอบอุ่นมากกว่าแม่ลิงจำลองตัวที่มีอาหาร และเวลาลูกลิงหิว มันจะรีบไปหาแม่จำลองที่ให้อาหารมันได้ แต่มันจะรีบไปรีบกลับไปหาแม่จำลองที่ให้ความอบอุ่นทันที และเป็นเช่นนั้นเวลาที่มันหวาดกลัว


ภาพจากการทดลองของ Harlow

ชมคลิปการทดลอง
ที่มาภาพ : Harry Harlow, CC0 Public Domain via Wikimedia Commons

ตุ๊กตาลิงอุรังอุตังสีส้มของพันช์คุงเป็นเหมือน “ที่ยึดเหนี่ยว” สะท้อนถึงวันที่มนุษย์เรารู้สึกไม่มั่นคงหรือเผชิญกับความล้มเหลว การมี “พื้นที่ปลอดภัย” หรือ “ใครข้าง ๆ” มาร่วมแบ่งปันความรู้สึกตอนนั้นมีส่วนช่วยอย่างมากให้ก้าวผ่านช่วงนั้นไปได้ ​มีกำลังใจ พร้อมเรียนรู้ และปรับตัวจนกลับมายืนได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง เหมือนกับพันช์คุงที่แม้จะเริ่มต้นด้วยการถูกปฏิเสธจากแม่ แต่การได้รับอ้อมกอดทดแทนจากมนุษย์และตุ๊กตาสีส้มตัวนี้ เปรียบเสมือนสะพานที่ช่วยแบกรับให้ลูกลิงตัวหนึ่งไม่ต้องแตกสลาย และพร้อมจะเรียนรู้โลกที่จะใช้ชีวิตในแบบที่มันควรจะเป็นต่อไป

ทุกวันนี้พันช์คุงเริ่มมีเพื่อนและค่อย ๆ ปรับตัวเข้ากับฝูงได้มากขึ้นแล้ว ขอให้พันช์คุงเติบโตและยืนหยัดในฝูงได้อย่างภาคภูมินะ “#がんばれパンチ” (สู้ ๆ นะ พันช์)

About Author