คอลัมน์ประจำ เรื่องเล่าเราโลก

เมื่อมนุษย์หันกลับไปมองดวงจันทร์อีกครั้ง

เรื่องโดย ดร.ศริญญา ไพศาลสมบัติ


การสำรวจดวงจันทร์ คือ การเข้าใจอดีต พัฒนาวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน และวางรากฐานสู่อนาคตของมนุษย์ในอวกาศ


ที่มาภาพ :
NASA

ทุกวันนี้ถ้าเราติดตามข่าวด้านอวกาศ ข่าวด้านเทคโนโลยี หรือแม้แต่ข่าวต่างประเทศทั่วไป เราจะเห็นข่าวการส่งยานอวกาศเพื่อไปเก็บหินดวงจันทร์กลับมาศึกษาบนโลก หรือการเตรียมความพร้อมในการสำรวจดวงจันทร์อย่างโครงการฉางเอ๋อ ของสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือแม้แต่การเตรียมความพร้อมที่จะส่งนักบินอวกาศขึ้นไปสำรวจดวงจันทร์อีกครั้งภายใต้โครงการอาร์ทีมิส ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ NASA

แล้วเราเคยสงสัยไหมว่าทำไมถึงต้องเป็นดวงจันทร์ ดวงจันทร์มีอะไรที่น่าค้นหา วันนี้เราจะพาไปรู้จักกับเพื่อนคู่คิดที่ไม่เคยหนีเราไปไหนอย่างดวงจันทร์

ดวงจันทร์เคยเป็นส่วนหนึ่งของโลกเรามาก่อน ในช่วงที่โลกกำลังก่อร่างสร้างตัวเมื่อ 4,500 ล้านปี มีวัตถุขนาดใหญ่เท่ากับดาวอังคารพุ่งเข้าชนกับโลกอย่างจัง ทำให้เนื้อของโลกส่วนหนึ่งหลุดออก และรวมตัวกันเป็นดาวอีกดวงที่ยังคงได้รับอิทธิพลจากแรงโน้มถ่วงของโลก โคจรรอบโลก กลายเป็นดาวบริวารของโลกนั่นเอง และจากสมมติฐานการพุ่งชน (the Giant Impact Hypothesis) นี้ ทำให้ดวงจันทร์มีความพิเศษกว่าดาวบริวารของดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ทำไมนะเหรอ ?

ก็เพราะว่าการที่ดวงจันทร์เคยเป็นชิ้นส่วนของโลกมาก่อน ทำให้องค์ประกอบของดวงจันทร์มีลักษณะใกล้เคียงกับโลกแต่มีปริมาณความเข้มข้นที่แตกต่างกัน ดังนั้นการสำรวจดวงจันทร์จึงไม่ใช่แค่ “การไปเยือน” แต่เป็นการไขปริศนาของโลกที่ทำให้เข้าใจทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของโลก รวมถึงการขยายขอบเขตอารยธรรมของมนุษย์ออกสู่ห้วงอวกาศด้วย และไม่ใช่แค่โลก แต่หมายรวมถึงการศึกษาดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ในระบบสุริยะของเราด้วย เพราะทุกดวงมีจุดเริ่มต้นมาพร้อมพร้อมกัน

ดวงจันทร์ไม่ใช่แค่ดาวบริวารแต่ดวงจันทร์คือปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก เป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของสัตว์ทะเลและมนุษย์ผ่านการกำหนดการเคลื่อนที่ของมวลน้ำขนาดใหญ่อย่างเหตุการณ์น้ำขึ้นน้ำลง หรือแม้แต่การเป็นเกราะกำบังคอยรับแรงปะทะจากวัตถุในอวกาศ ลดความเสี่ยงของการที่โลกเราจะถูกชนโดยวัตถุที่ล่องลอยอยู่ในอวกาศ

ในอดีตการสำรวจดวงจันทร์อาจมีขึ้นมาเพื่อหาคำตอบอะไรบางอย่างให้แก่โลกหรือแม้แต่ระบบสุริยะ ไม่ว่าจะเป็นวิวัฒนาการของดาวเคราะห์ตั้งแต่จุดกำเนิดจนถึงปัจจุบัน ลักษณะพื้นผิวที่แปลกประหลาดที่พบเห็นได้ในดาวเคราะห์หินหรือแม้แต่ดาวเคราะห์น้อยหลายดวง การเกิดหลุมอุกกาบาต การศึกษาวิวัฒนาการต่าง ๆ ของดาวเคราะห์ เพื่อนำไปอธิบายว่าโลกของเราเกิดมาตั้งแต่เมื่อไหร่ มีวิวัฒนาการเป็นอย่างไร และก่อนที่โลกจะเป็นเหมือนทุกวันนี้ เคยมีหน้าตาเป็นอย่างไร ?

การสำรวจดวงจันทร์เริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกราวปี ค.ศ. 1959 โดยประเทศมหาอำนาจทั้งสหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้เรามีข้อมูลต่าง ๆ มากมาย ทั้งลักษณะพื้นผิวของดวงจันทร์ วิวัฒนาการของดวงจันทร์ สภาพแวดล้อมของดวงจันทร์ในปัจจุบัน การโคจรของดวงจันทร์ รวมถึงการได้สัมผัสและศึกษาตัวอย่างหินที่มาจากดวงจันทร์ด้วย เราได้คำตอบมากมายจากการสำรวจดวงจันทร์ที่ผ่านมา มาถึงตรงนี้หลายคนอาจกำลังสงสัยว่า ถ้าเรามีข้อมูลมากมายขนาดนั้น แล้วทำไมเราถึงยังอยากที่จะกลับไปดวงจันทร์อีก ยังคงมีความลับอะไรซ่อนอยู่ที่นั่นกันแน่

ถึงแม้ว่าเราจะรู้จักดาวบริวารดวงนี้เป็นอย่างดีแล้ว แต่เชื่อหรือไม่ว่ายังมีอีกหลายพื้นที่บนดวงจันทร์ที่มนุษย์ยังไม่เคยไปสัมผัสหรือศึกษาอย่างใกล้ชิด และยังมีอีกหลายสิ่งที่ยังไม่สามารถอธิบายได้เกี่ยวกับดวงจันทร์ การเดินทางกลับไปจึงเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะทำให้เราได้คำตอบว่าดาวบริวารที่อยู่เคียงคู่เรามาตั้งแต่เกิดนั้นเกิดมาได้อย่างไร ต้องผ่านอะไรมาบ้าง แล้วกำลังจะเจอกับอะไร และที่สำคัญเขาจะช่วยปกป้องโลกเราได้อย่างไรบ้าง

บริเวณด้านไกลของดวงจันทร์ หรือที่เรียกว่า farside ซึ่งเป็นด้านที่เราไม่สามารถสังเกตได้จากโลกเนื่องจากเป็นด้านที่ไม่เคยหันเข้าหาโลกเลย ทำให้การสำรวจด้านไกลของดวงจันทร์เป็นเรื่องที่ท้าทายและยังไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนในอดีต แต่บริเวณนี้มีประวัติอันยาวนานซ่อนอยู่ มีร่องรอยของหลุมอุกกาบาตมากมายทั้งที่มีขนาดใหญ่และคาดว่าอายุมากที่สุดบนดวงจันทร์ หลักฐานการสำรวจผ่านดาวเทียมที่โคจรรอบดวงจันทร์ยังพบว่า บริเวณหลุมอุกกาบาตนี้อาจมีหินที่มาจากชั้นใต้ดินที่ลึกมาก ๆ ของดวงจันทร์ที่เราไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน หรือแม้แต่บริเวณที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางภูเขาไฟ ไม่ว่าจะเป็นบริเวณทะเลหินบะซอลต์ หรือที่เรียกว่า แมร์ (mare) และบริเวณปากปล่องภูเขาไฟ ทำให้เรายังบอกไม่ได้ว่าในชั้นที่ลึกลงไปดวงจันทร์ประกอบด้วยอะไร และภูเขาไฟที่เกิดบนดวงจันทร์เกิดขึิ้นตอนไหน นี่เป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่ข้อของสิ่งที่เรายังไม่รู้เกี่ยวกับดวงจันทร์ และการสำรวจเหล่านี้จะช่วยให้เราเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นบนดวงจันทร์ในอดีต รู้ที่มาที่ไป เข้าใจวิวัฒนาการของดวงจันทร์ได้ละเอียดยิ่งขึ้น


ดวงจันทร์ด้านใกล้และด้านไกล

ที่มาภาพ : NASA LRO / Jatan Mehta

แต่การสำรวจดวงจันทร์ไม่ได้มีเพียงเพื่อหาองค์ความรู้มาอธิบายความเป็นมาของดวงจันทร์เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการทำให้การสำรวจห้วงอวกาศลึก (deep space exploration) หรือการสำรวจระยะไกลเป็นไปได้ง่ายขึ้น อย่างเช่นการทดสอบเทคโนโลยีอากาศยานหรือเทคโนโลยีการสื่อสารสำหรับการเดินทางระยะไกลไปในห้วงอวกาศลึก หรือแม้แต่การพยายามค้นหาทรัพยากรบนดวงจันทร์เพื่อเอามาใช้ประโยชน์สำหรับการสร้างฐานการสำรวจบนดวงจันทร์ในอนาคต เช่นการสำรวจบริเวณที่ไม่เคยได้รับแสงอาทิตย์เลย หรือที่เรียกว่า Permanently Shadowed Region ซึ่งเป็นบริเวณที่อยู่ภายในหลุมอุกกาบาตที่อยู่ใกล้กับขั้วของดวงจันทร์ ทำให้บริเวณนี้มีอุณหภูมิต่ำและมีความเป็นไปได้ที่จะพบน้ำแข็งหรือสารระเหยง่ายอื่น ๆ สะสมตัวอยู่บริเวณนี้ได้ สารเหล่านี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์เป็นเชื้อเพลิงจรวด น้ำดื่ม หรือออกซิเจนต่อไปในอนาคตได้


ภาพจำลองนักบินอวกาศของนาซา ณ บริเวณขั้วใต้ดวงจันทร์

ที่มาภาพ : NASA

มาถึงตรงนี้ผู้เขียนขอสรุปอีกครั้งว่า ทำไมต้องดวงจันทร์ ?

เพราะเราต้องการเข้าใจต้นกำเนิดและวิวัฒนาการของระบบสุริยะ

เพราะสภาพแรงโน้มถ่วงต่ำและเกือบไม่มีชั้นบรรยากาศของดวงจันทร์เป็นเสมือนห้องทดลองธรรมชาติสำหรับวิทยาศาสตร์อวกาศ

เพราะดวงจันทร์อาจเป็น “จุดพัก” สำหรับภารกิจไปยังดาวอังคารหรือวัตถุอื่นในระบบสุริยะ ในรูปแบบ ฐานสำหรับการสำรวจอวกาศระยะไกล

เพราะการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการสำรวจดวงจันทร์ สามารถต่อยอดสู่นวัตกรรมในชีวิตประจำวันได้

และเพราะการสำรวจดวงจันทร์เป็นการกระตุ้นความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ของเยาวชน และเป็นเวทีให้ประเทศต่างๆ ร่วมพัฒนาความรู้เพื่อมนุษยชาติด้วย

และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องกลับไปดวงจันทร์

About Author