ชุมชนรักษ์อาหาร สานพลังสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

เรื่องโดย วีณา ยศวังใจ


 

ในแต่ละวันมีอาหารเหลือทิ้งมากมาย การสูญเสียอาหารโดยเฉพาะอาหารที่ยังนำกลับมารับประทานได้ หรือที่เรียกกันว่า “อาหารส่วนเกิน” ไปเป็นขยะอาหาร ไม่เพียงสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการสูญเสียทรัพยากรและโอกาสในการช่วยเหลือผู้ที่ขาดแคลน

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงได้ร่วมกับมูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ หรือ SOS (Scholars of Sustenance Foundation) และหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐ เอกชนผู้ผลิตอาหาร ประชาสังคม และชุมชน ดำเนินโครงการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินเพื่อจัดตั้งธนาคารอาหารของประเทศไทย (Thailand’s Food Bank) โดยมีเป้าหมายเพื่อขยายผลการจัดการอาหารส่วนเกินอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย ส่งต่อไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ

สานต่อความสำเร็จ “ชุมชนบางพูน” สู่ “ปทุมธานีฟูดแบงก์โมเดล”

จากที่มูลนิธิ SOS ได้ดำเนินโครงการรักษ์อาหารร่วมกับชุมชนบางพูน ตำบลบางพูน อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี จนประสบความสำเร็จและเป็นต้นแบบในการขยายผลไปสู่ชุนชนอื่นได้ จึงเกิดความร่วมมือระหว่าง สวทช. มูลนิธิ SOS องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดปทุมธานี และสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดปทุมธานี ดำเนินงานโครงการ “ปทุมธานีต้นแบบการจัดการอาหารส่วนเกิน” หรือ “ปทุมธานีฟูดแบงก์โมเดล” (Pathum Thani Food Bank Model) โดยใช้กลไกชุมชนรักษ์อาหาร (local food rescue) เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในจังหวัดปทุมธานี เช่น ผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ประสบภัย ควบคู่ไปกับการลดปริมาณขยะอาหารในพื้นที่

ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ หัวหน้าชุดโครงการพัฒนาเครื่องมือสำหรับบริหารจัดการอาหารส่วนเกินเพื่อลดปัญหาขยะอาหาร สวทช. ให้ข้อมูลว่า “ความสำเร็จของชุมชนรักษ์อาหาร คือ การที่ชุมชนเริ่มต้น เรียนรู้ และพร้อมจะเป็นต้นแบบให้พื้นที่อื่นได้ ซึ่งมีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ ชุมชนบางพูน จังหวัดปทุมธานี แม้โครงการยังไม่ได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ แต่ชุมชนนี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจอย่างแรงกล้า ด้วยจิตอาสาอย่างแท้จริง พวกเขาลงมือทำเองทุกขั้นตอน ทั้งรับการฝึกอบรมจากมูลนิธิ SOS การจดบันทึกข้อมูล และการเรียนรู้กระบวนการต่าง ๆ ร่วมกับเรา โดยใช้ทุนทรัพย์ส่วนตัว เช่น ค่าน้ำมันรถในการรับ-ส่งอาหาร

ปัจจุบันชุมชนบางพูนได้เริ่มรับอาหารจากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นแม็กซ์แวลูคลอง 2, แม็กซ์แวลูลาดสวาย, ฟิวเจอร์พาร์ค และตลาดสี่มุมเมือง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี พวกเขาก็ทำต่อเนื่องมากว่า 2 ปีแล้ว และทำได้อย่างดีด้วย อย่างไรก็ตามสิ่งที่เราต้องตระหนัก คือ ชุมชนไม่ควรต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไปตลอดโดยลำพัง จึงเป็นที่มาของ “ปทุมธานีฟูดแบงก์โมเดล” ที่ทีมงานเริ่มต้นในวันนี้ เพื่อเข้ามาเป็นกลไกสนับสนุนชุมชนบางพูน ทั้งในด้านทรัพยากรและงบประมาณบางส่วน เพื่อให้พวกเขาเดินหน้าต่อได้ด้วยตัวเองอย่างยั่งยืน

ใช้เทคโนโลยีบริหารจัดการอาหารให้ปลอดภัย สร้างความมั่นใจทั้งผู้ให้และผู้รับ

ความท้าทายหลักของการขับเคลื่อนชุมชนรักษ์อาหาร คือ ความปลอดภัยของอาหาร ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องใส่ใจที่สุด ต้องสร้างความเข้าใจให้ชุมชนรู้ว่าอาหารปลอดภัยหมายถึงอะไร และจะต้องจัดการกับอาหารแต่ละประเภทอย่างไรให้ถูกต้อง เพราะหากเกิดความผิดพลาดในกระบวนการเหล่านี้อาจเกิดผลกระทบร้ายแรงต่อผู้รับอาหาร สวทช.จึงได้นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาช่วยเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินในโครงการ

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญ คือ แนวปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยอาหารสำหรับการบริจาคอาหาร (Food Safety Guideline for Food Donation) ที่ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) จัดทำขึ้น มาใช้เป็นแนวทางในการบริหารจัดการอาหารให้มีความปลอดภัยต่อการบริโภค ช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ทั้งผู้บริจาคว่าอาหารที่บริจาคไปแล้วนั้นได้รับการดูแลอย่างถูกต้องและจะไม่เกิดปัญหากับผู้บริโภค ส่วนผู้รับก็มั่นใจได้ว่าอาหารที่รับมานั้นมีคุณภาพและปลอดภัยต่อการบริโภคอย่างแท้จริง

อีกหนึ่งเทคโนโลยี คือ แพลตฟอร์มแนะนำการจับคู่ความต้องการและอาหารบริจาคแบบอัตโนมัติ ที่พัฒนาโดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) เพื่อลดความกังวลของผู้บริจาคว่าอาหารไปถึงผู้ที่ต้องการจริงหรือไม่ แพลตฟอร์มนี้ตรวจสอบย้อนกลับได้ ทำให้เกิดความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นกับผู้บริจาคและผู้รับ ทั้งยังมีแผนต่อยอดแพลตฟอร์มช่วยออกแบบการจัดสรรอาหารให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้รับแต่ละกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งอาจมีข้อจำกัดด้านโภชนาการ เพื่อยกระดับการจัดการอาหารส่วนเกินให้มีทั้งประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และมีความยั่งยืน

นอกจากนี้ยังได้นำแพลตฟอร์มการคำนวณคาร์บอนฟุตพรินต์ ที่พัฒนาโดยสถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) มาประยุกต์ใช้กับการจัดการอาหารส่วนเกิน เพื่อคำนวณว่าในการบริจาคอาหารแต่ละครั้งช่วยลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกได้เท่าไหร่ เป็นการสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริจาค ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่องค์กร และอาจนำไปสู่การซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้ในอนาคต ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

การขยายผลโครงการฯ โดยใช้กลไกชุมชนรักษ์อาหารยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ หรือ SDGs ในเป้าที่ 2 คือ Zero Hunger ที่มุ่งการขจัดความหิวโหย สร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่ประชากรกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย และเป้าที่ 12 คือ Responsible Consumption and Production ที่มุ่งลดปริมาณขยะอาหารและการสูญเสียอาหารตลอดห่วงโซ่การผลิต หากเรานำอาหารส่วนเกินจากการผลิตหรืออาหารที่สูญเสียไปในกระบวนการผลิตมาส่งต่อให้แก่ผู้ที่ขาดแคลนหรือกลุ่มผู้หิวโหยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยแก้ปัญหาทั้งเรื่องความมั่นคงทางอาหารและการลดขยะอาหารไปได้ในคราวเดียวกัน” ดร.ปัทมาพรกล่าว

แม้โครงการขยายผล “ชุมชนรักษ์อาหาร” เพิ่งเริ่มต้นที่จังหวัดปทุมธานีเป็นแห่งแรก แต่คณะทำงานคาดหวังว่าจะขยายผลครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีแหล่งอาหารส่วนเกินปริมาณมาก สามารถจัดระบบการแบ่งปันระหว่างจังหวัดที่อยู่ใกล้กันได้โดยไม่จำเป็นต้องมีธนาคารอาหารทุกจังหวัด แต่มีศูนย์กระจายที่เชื่อมโยงและสนับสนุนพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งจะนำไปสู่ระบบการแบ่งปันที่ยั่งยืนและขยายผลได้อย่างแท้จริงในระดับประเทศ

ผู้สนใจข้อมูลโครงการติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ 0 2564 7000 ต่อ 71542, 71862 หรือ อีเมล foodbank@nstda.or.th

About Author