ธนาคารอาหาร เปลี่ยนส่วนเกินเป็นส่วนเติมเต็ม

เรื่องโดย ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์


อาหารเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่มนุษย์ขาดไม่ได้ การบริโภคอาหารอย่างเพียงพอและเหมาะสมถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรได้รับ แต่ในปีที่ผ่านมาประชากรโลกเกือบ 300 ล้านคน ต้องเผชิญกับปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารแบบเฉียบพลัน ในขณะที่ 1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตทั่วโลกกลับถูกทิ้งเป็นขยะอาหาร

ปี พ.ศ. 2565 มีอาหารถูกทิ้งมากกว่า 1 พันล้านตัน ซึ่งใช้เลี้ยงประชากรโลกได้มากกว่า 3 พันล้านคนตลอดทั้งปี ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เรามองเห็นความย้อนแย้งของระบบอาหารโลกที่ด้านหนึ่งของสังคมมีผู้หิวโหยและขาดแคลนอาหาร ขณะที่อีกด้านหนึ่งอุตสาหกรรมอาหารผลิตอาหารออกมา แต่มีส่วนเหลือทิ้งปริมาณมากเพราะจำหน่ายหรือบริโภคไม่หมด

เราจะแก้ปัญหา 2 เรื่องนี้ไปพร้อมกันได้หรือไม่ ? จากหลักการเพื่อการแก้ปัญหาขยะอาหารของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐอเมริกาแนะนำว่า วิธีการที่ดีที่สุดคือการผลิตให้พอดีกับการบริโภค แต่หากทำไม่ได้ ให้นำอาหารที่เหลือจากการจำหน่ายและการบริโภคเหล่านั้นไปส่งต่อให้แก่ผู้หิวโหยดีกว่าที่จะปล่อยให้กลายเป็นขยะอาหารแล้วค่อยนำไปเลี้ยงสัตว์ ผลิตปุ๋ย ผลิตเป็นเชื้อเพลิง หรือที่แย่ที่สุดคือนำไปฝังกลบซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง

ปัญหาขยะอาหารเป็นปัญหาสำคัญที่นอกจากสิ้นเปลืองทรัพยากรในการผลิตแล้ว ยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การกำจัดขยะอาหารด้วยการฝังกลบก่อให้เกิดการปล่อยแก๊สมีเทนซึ่งเป็น 1 ใน 8 แก๊สเรือนกระจกที่ส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อน ยิ่งไปกว่านั้นแก๊สมีเทนยังกักเก็บความร้อนได้มากกว่าแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 28 เท่าในระยะเวลา 100 ปี จากข้อมูลของ UN Climate Change ระบุว่า ในแต่ละปีขยะอาหารปล่อยแก๊สเรือนกระจกทั่วโลกร้อยละ 8-10 และก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมากถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

กรมควบคุมมลพิษรายงานตัวเลขขยะอาหารในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2567 ว่าอยู่ที่ประมาณ 10  ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2564 ประมาณสามแสนตัน นอกจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณขยะอาหารแล้ว ยังพบว่าขยะอาหาร 10 ล้านตันนั้นมีอาหารส่วนเกิน (food surplus) เกือบ 4 ล้านตันที่ยังนำมารับประทานได้

อาหารส่วนเกินคืออะไร ?

อาหารส่วนเกิน คือ อาหารที่เกินจากการจำหน่ายหรือการบริโภค แต่ยังมีคุณภาพและความปลอดภัยเหมาะกับการบริโภคของมนุษย์ หากไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสมในระยะเวลาที่จำกัด อาหารส่วนเกินเหล่านี้จะกลายเป็นขยะอาหารในที่สุด ทั่วโลกจึงให้ความสำคัญกับการจัดการอาหารส่วนเกินเพื่อลดการสูญเสียอาหาร ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) เป้าที่ 12 ที่มุ่งเน้นผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน

ตัวอย่างอาหารส่วนเกินที่เราพบได้ในชีวิตประจำวัน คือ อาหารที่ซื้อมาเป็นจำนวนมากและรับประทานไม่หมด อาหารป้ายเหลืองในห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้อที่ลดราคาแล้วแต่ยังขายไม่ออก อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่ยังไม่ถึงวันหมดอายุจำหน่ายแต่ต้องนำลงจากชั้นก่อน อาหารที่เกิดความผิดพลาดในระหว่างการผลิต เช่น ขนมปังที่อบเกินระยะเวลาทำให้สีเข้มกว่าปกติจึงไม่ผ่านระบบตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงผลิตผลทางการเกษตรที่มีรูปร่างและขนาดไม่เป็นไปตามความต้องการของตลาด เช่น มะม่วงที่สีไม่สวย มีขนาดเล็กหรือใหญ่เกินไป อาหารเหล่านี้ล้วนเป็นอาหารส่วนเกินที่หากไม่ได้นำไปบริโภค สุดท้ายจะกลายเป็นขยะอาหารที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

จะจัดการปัญหาเหล่านี้อย่างไร ?

จากแนวคิดการนำเอาอาหารเหลือจากการจำหน่ายและการบริโภคไปส่งต่อให้แก่กลุ่มผู้หิวโหยตามที่สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐอเมริกาได้เสนอไว้ จอห์น แวน เฮนเกล (John van Hengel) จึงได้จัดตั้งธนาคารอาหาร หรือ Food Bank ขึ้นเป็นครั้งแรกที่เมืองฟีนิกซ์ รัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2510 และยังดำเนินงานมาจนถึงปัจจุบัน

การจัดตั้งธนาคารอาหารมีรากฐานมาจากโรงทาน (soup kitchen) ที่ปรุงอาหารแจกจ่ายให้แก่กลุ่มเปราะบาง ผู้มีรายได้น้อย และคนไร้บ้าน ซึ่งประสบปัญหาการเข้าถึงอาหาร แต่เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ ธนาคารอาหารจึงนำอาหารส่วนเกินที่เหลือจากการจำหน่าย เช่น ผัก ผลไม้ มาใช้เป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหาร รวมทั้งรับบริจาคอาหารจากชุมชนหรือหรือผู้มีรายได้สูง ทำให้การดำเนินงานของธนาคารอาหารเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง

แนวคิดเรื่องธนาคารอาหารกระจายไปในวงกว้างทั้งในสหรัฐอเมริกาเองและในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนาที่ธนาคารอาหารเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วหลังการระบาดของโรคโควิด 19 ปัจจุบันมีธนาคารอาหารมากกว่าพันแห่งอยู่ทั่วโลก มีเครือข่ายธนาคารอาหารโลก (Global FoodBanking Network: GFN) ทำหน้าที่เชื่อมโยงเครือข่ายธนาคารอาหารใน 50 ประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีการรวมกลุ่มของธนาคารอาหารในระดับภูมิภาคยุโรป คือ European Federation of Food Banks (FEBA) ที่มีธนาคารอาหารในเครือข่ายมากกว่า 350 แห่ง

ประเทศไทยกับธนาคารอาหาร

ประเทศไทยยังไม่มีการจัดตั้งธนาคารอาหารของประเทศอย่างเป็นทางการ แต่มีหน่วยงาน 2 แห่งที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางกอบกู้อาหารส่วนเกินและนำไปส่งต่อให้แก่ประชากรกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย คือ มูลนิธิสโกลารส์ ออฟซัสทีแนนซ์ (SOS) ซึ่งมีศูนย์ดำเนินงานอยู่ใน 4 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต และประจวบคีรีขันธ์ กับมูลนิธิวีวี แชร์ (VV Share) ซึ่งไม่ได้มีศูนย์ดำเนินงานแต่ใช้ระบบแพลตฟอร์มในการแจ้งบริจาคอาหารและขอรับอาหาร

จะเห็นได้ว่าผู้ดำเนินการในเรื่องนี้มีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับอาหารส่วนเกินที่มีมากถึงเกือบ 4 ล้านตันต่อปีจากทั่วประเทศ ด้วยเหตุนี้ สวทช. มูลนิธิ SOS และหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จึงร่วมมือกันดำเนินการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินในจังหวัดต่าง ๆ ให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศไทย ผ่านกลไกชุมชนรักษ์อาหาร (Local Food Rescue) ซึ่งใช้อาสาสมัครในพื้นที่เป็นตัวกลางช่วยส่งต่ออาหารส่วนเกิน โดยมีเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิ SOS เป็นพี่เลี้ยงช่วยฝึกอบรมและถ่ายทอดแนวปฏิบัติในกระบวนการกอบกู้อาหารส่วนเกิน

การพัฒนาเครื่องมือสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งดำเนินการโดยหน่วยวิจัยของ สวทช. เช่น แนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยอาหารสำหรับอาหารบริจาค (Food safety guideline for food donation), แพลตฟอร์มดิจิทัลจับคู่ผู้บริจาคอาหารกับผู้รับและการบันทึกข้อมูลเส้นทางอาหารบริจาคเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ, ฐานข้อมูลการปล่อยคาร์บอนของอาหารส่วนเกินเพื่อการคำนวณและซื้อขายคาร์บอนเครดิต รวมถึงการพัฒนามาตรการส่งเสริมการบริจาคอาหารในรูปแบบต่าง ๆ เช่น มาตรการส่งเสริมทางภาษี, มาตรการส่งเสริมทางสิ่งแวดล้อมเพื่อการลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจก ก็นับเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้กระบวนการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย มีมาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับ

แนวปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยอาหารสำหรับการบริจาคอาหาร

เราทุกคนช่วยลดขยะอาหารได้จากการใช้ชีวิตประจำวัน ด้วยการซื้ออาหารเท่าที่ต้องการรับประทาน ปรุงอาหารให้พอดีกับความต้องการบริโภค ซื้ออาหารใกล้หมดอายุที่ลดราคาและรับประทานให้ทันก่อนวันหมดอายุ เลือกซื้อหรือสนับสนุนสินค้าทางการเกษตรที่มีสีสันหรือรูปร่างไม่สวยงาม เป็นต้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ถ้าทุกคนช่วยกัน ก็จะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ลดขยะอาหาร ลดการสูญเสียทรัพยากร และสร้างความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืนสำหรับทุกคนในโลก

หากคุณหรือเครือข่ายของคุณสนใจเข้าร่วมโครงการธนาคารอาหาร ทั้งเครือข่ายผู้บริจาค (ผู้ที่มีอาหารส่วนเกิน) อาสาสมัครตัวกลางส่งต่ออาหาร หรือเครือข่ายผู้รับบริจาค (องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หัวหน้าชุมชน มูลนิธิในพื้นที่) ติดต่อได้ที่

  • มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS)
    โทรศัพท์ 0 2075 1417, 06 2675 0004
    อีเมล info@scholarsofsustenance.org
    หรือสอบถามข้อมูลโครงการผ่านอีเมล foodbank@nstda.or.th

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • Global Report on Food Crises 2025. สืบค้นจาก https://www.fsinplatform.org/report/global-report-food-crises-2025/

About Author