Curriculum
Course: I4.0 CheckUp Knowledge
Login
Text lesson

Facility Network

Facility Network

โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ

ในอุตสาหกรรมการผลิต ต้นทุนมักถูกมองว่าเกิดจากกระบวนการผลิตเป็นหลัก แต่ความจริงแล้ว “โครงสร้างพื้นฐาน” ของโรงงาน เช่น ระบบไฟฟ้า น้ำประปา ระบบอัดอากาศ ระบบปรับอากาศ และระบบจัดการอาคาร มีสัดส่วนต้นทุนที่สูงกว่าที่หลายองค์กรคาดคิด หากระบบเหล่านี้ยังทำงานแยกกันแบบไซโล จะส่งผลให้เกิดความสูญเสียที่ไม่จำเป็น การใช้พลังงานจะไร้ประสิทธิภาพ และขาดข้อมูลในการวิเคราะห์เพื่อลดต้นทุนในระยะยาว

การพัฒนา Facility Network จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในยุคอุตสาหกรรม 4.0 เพราะคือการเชื่อมโยงระบบสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานเข้าด้วยกันผ่านเทคโนโลยี เช่น SCADA (Supervisory Control and Data Acquisition), Building Management Systems (BMS) และ Utility Sync ทำให้องค์กรสามารถมองเห็นภาพรวมการใช้พลังงานและทรัพยากรทั้งหมดแบบ real-time พร้อมทั้งสามารถควบคุมและปรับการทำงานอัตโนมัติเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความปลอดภัย

รูปแบบการทำงานและการประยุกต์ใช้ของ Facility Network

1. Energy Management Network ที่สามารถตรวจจับการใช้ไฟฟ้าแบบ real-time และปรับโหลดอัตโนมัติตามความต้องการจริง ปิดอุปกรณ์ที่ไม่ได้ใช้งาน หรือปรับเวลาการเดินเครื่องจักรให้สอดคล้องกับช่วงเวลาไฟฟ้าราคาถูก

2. Supervisory Control and Data Acquisition (SCADA) กลไกหลักที่ทำให้ Facility Network ทำงานได้จริง เพราะช่วยเชื่อมโยงการทำงานของระบบไฟฟ้า น้ำ ระบบอัดอากาศ และ utility ต่าง ๆ เข้าด้วยกันแบบ real-time โรงงานสามารถมอนิเตอร์สถานะของอุปกรณ์ ตรวจสอบการใช้พลังงาน และสั่งการควบคุมจากศูนย์กลางได้ทันที เช่น การเปิด–ปิดปั๊มน้ำ ปรับแรงดันไฟฟ้า หรือควบคุมการกระจายลมอัดตามกำลังการผลิตจริง ผลลัพธ์คือประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ความปลอดภัยที่มากขึ้น และต้นทุนพลังงานที่ลดลงอย่างเป็นรูปธรรม

3. Building Management Systems (BMS) ช่วยในการควบคุมแสงสว่าง ระบบปรับอากาศ และระบบความปลอดภัยได้จากส่วนกลาง ลดการใช้พลังงานเกินจำเป็น และยังเพิ่มความปลอดภัยของพนักงาน เช่น การควบคุมคุณภาพอากาศหรืออุณหภูมิในพื้นที่เก็บวัตถุดิบ

4. Utility Optimization ทำโรงงานสามารถปรับใช้ทรัพยากรตามกำลังการผลิตจริง เช่น ถ้าไลน์การผลิตบางส่วนหยุดทำงาน ระบบแอร์และไฟฟ้าในโซนนั้นก็ลดการจ่ายพลังงานลงอัตโนมัติ สิ่งนี้ช่วยทั้งลดต้นทุนและเพิ่ม sustainability

5. Integration กับ Enterprise & Production Systems ในระดับสูงสุด ข้อมูลการใช้พลังงานและทรัพยากรถูกซิงค์เข้ากับระบบ ERP และ Production Line ทำให้ฝ่ายบริหารเห็นต้นทุนที่แท้จริงแบบ end-to-end และสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ เช่น การตั้ง KPI ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

การประเมิน Facility Network ใน Industry 4.0 Readiness Assessment จะแบ่งความพร้อมออกเป็น 6 ระดับ ตั้งแต่ Band 1 ที่ยังพึ่งแรงงานคนเป็นหลักในการควบคุมระบบ ไปจนถึง Band 6 ที่ Facility เชื่อมโยงเข้ากับ Enterprise และ Production Network จนเกิดเป็น Autonomous Network ที่ปรับสมดุลการใช้พลังงานและทรัพยากรโดยอัตโนมัติทั้งโรงงาน

รายงานจาก PwC ระบุว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและยูทิลิตี้มีสัดส่วนต้นทุนรวมของโรงงานสูงถึง 20–30% หากไม่มีระบบ Facility Network ที่เชื่อมโยงกัน องค์กรจะสูญเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ BCG และ Forbes ต่างย้ำว่าการลงทุนใน Facility Network ไม่เพียงลดต้นทุน แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการสร้าง sustainability และ competitive advantage

ดังนั้น Facility Network จึงไม่ใช่เรื่องของการควบคุมพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้าง Smart Infrastructure ที่ช่วยให้องค์กรลดต้นทุน ซัพพอร์ตการผลิตได้ยืดหยุ่น และแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

ที่มา:

• PwC. (2023). Industry 4.0: Building the digital enterprise.

• BCG. (2022). The Digital Factory of the Future.

• Forbes. (2023). Sustainable Manufacturing and Smart Infrastructure.

 

PHP Code Snippets Powered By : XYZScripts.com