Curriculum
Course: I4.0 CheckUp Knowledge
Login
Text lesson

Production Network

Production Network

ก้าวสำคัญสู่การลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน

ในยุคของอุตสาหกรรม 4.0 ความสามารถในการแข่งขันของโรงงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีเครื่องจักรที่ทันสมัยที่สุดอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับการที่เครื่องจักรเหล่านั้นสามารถ สื่อสารและทำงานร่วมกันได้อย่างไร โรงงานที่เครื่องจักรยังคงทำงานแบบ stand-alone ต้องใช้แรงงานคนในการถ่ายโอนข้อมูล มักเผชิญกับความล่าช้า ความผิดพลาด และค่าใช้จ่ายแฝง (Hidden Cost) ที่เกิดขึ้นจากการที่เครื่องจักรยังคงทำงานแบบแยกส่วน เช่น ค่าแรงงานที่ต้องใช้เพื่อถ่ายโอนข้อมูลระหว่างเครื่องจักร การกรอกเอกสารหรือ Excel ด้วยมือ ต้นทุนจาก Downtime ที่เกิดขึ้นเมื่อเครื่องจักรหนึ่งหยุดทำงานแล้วส่งผลให้ทั้งไลน์ผลิตต้องหยุดตามไปด้วย ไปจนถึงความสูญเสียด้านคุณภาพที่เกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์ในการป้อนข้อมูล

ขณะที่องค์กรที่สามารถสร้าง Production Network ที่เชื่อมโยงเครื่องจักรเข้าด้วยกัน จะได้เปรียบอย่างมหาศาลในด้านประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น และความสามารถในการแข่งขัน

Production Network หมายถึงการเชื่อมโยงเครื่องจักร อุปกรณ์ และคอมพิวเตอร์ในกระบวนการผลิตเข้ากับโครงข่ายกลาง เพื่อให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและสั่งการกันได้แบบเรียลไทม์ เทคโนโลยีอย่าง Industrial IoT (IIoT), Manufacturing Execution Systems (MES) และ Machine-to-Machine Communication (M2M) คือหัวใจของการสร้างเครือข่ายนี้

การที่เครื่องจักรสามารถสื่อสารกันได้ จึงเป็นคำตอบเพื่อลดค่าใช้จ่ายแฝงเหล่านี้ ประการแรกคือ ลดความผิดพลาดจากมนุษย์ เพราะข้อมูลการผลิตถูกส่งโดยตรงจากเครื่องจักรหนึ่งไปยังอีกเครื่องจักรหนึ่ง ประการที่สองคือ เพิ่มความโปร่งใสและการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ซึ่งเป็นสิ่งที่คู่ค้าระดับโลกให้ความสำคัญ ประการที่สามคือ ความยืดหยุ่น ทำให้องค์กรสามารถปรับสายการผลิตตามความต้องการของตลาดได้แบบเรียลไทม์ และช่วยให้องค์กรสามารถทำ predictive maintenance ที่เป็นการคาดการณ์ความเสียหายของเครื่องจักรได้ล่วงหน้า ลดค่าใช้จ่ายบำรุงรักษาที่ไม่จำเป็น

รายงานของ PwC (2022) พบว่าองค์กรที่ลงทุนใน IIoT และ M2M มีโอกาสสร้าง ROI ได้ภายใน 2–3 ปี จากประสิทธิภาพการผลิตที่เพิ่มขึ้นและต้นทุนที่ลดลง ขณะที่ Gartner (2023) เน้นว่าการสร้าง Production Network เป็นพื้นฐานสำคัญของ “Connected Factory” ที่ทำให้องค์กรพร้อมรับมือกับความผันผวนของตลาดและความซับซ้อนของซัพพลายเชน

ในกรอบ Industry 4.0 Readiness Assessment ของประเทศไทย มิติย่อยที่ 4 Production Network แบ่งความก้าวหน้าออกเป็น 6 ระดับ

ใน Band 1 เครื่องจักรยังคงทำงานแบบ stand-alone ไม่เชื่อมโยงกับโครงข่ายใด ๆ ต้องอาศัยพนักงานถ่ายโอนข้อมูลด้วยตนเอง เมื่อก้าวสู่ Band 2 เครื่องจักรสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายกลางได้ แต่ยังมีข้อจำกัด เช่น ใช้ได้เฉพาะอุปกรณ์ในแบรนด์/รุ่นเดียวกัน หรือข้อมูลต้องถูกแปลงไฟล์ก่อนใช้งานจริง ใน Band 3 เครื่องจักรหลากหลายแบรนด์/รุ่นเริ่มทำงานร่วมกันได้ แต่การสื่อสารยังไม่ถึงขั้นเรียลไทม์ จนถึง Band 4 ที่เครื่องจักรสามารถสื่อสารและโต้ตอบกันได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านมนุษย์

เมื่อเข้าสู่ Band 5 เครือข่ายการผลิตมีระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลครบถ้วน มีการเข้ารหัส การจัดการสิทธิ์ และมาตรการป้องกันภัยไซเบอร์ ทำให้เครือข่ายน่าเชื่อถือทั้งในเชิงเทคนิคและเชิงธุรกิจ และในระดับสูงสุด Band 6 เครือข่ายสามารถปรับขยายได้อย่างง่ายดาย องค์กรสามารถเพิ่ม

เครื่องจักรใหม่เข้าไปในระบบได้โดยไม่กระทบต่อโครงสร้างเดิม รองรับการเติบโตและการปรับตัวได้ทันที

การพัฒนา Production Network จาก Band 1 สู่ Band 6 คือการเปลี่ยนจากระบบการผลิตที่แยกส่วน ไปสู่การผลิตที่เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายอัจฉริยะ ซึ่งไม่เพียงลดความผิดพลาดและค่าใช้จ่าย แต่ยังช่วยให้องค์กร ตอบสนองได้เร็วกว่า ปรับตัวได้ง่ายกว่า และน่าเชื่อถือมากกว่า

→ ลงทะเบียนเข้าร่วมการประเมิน i4.0 CheckUp วันนี้ https://www.nstda.or.th/i4platform/login-landing/

→ ติดต่อทีมที่ปรึกษา i4.0 Consulting เพื่อรับคำแนะนำเชิงลึก https://www.nstda.or.th/i4platform/i4-consulting/

ที่มา

• Forbes (2023). The Future of Connected Manufacturing.

• PwC (2022). Connected and Autonomous Factories: The Next Step in Digital Manufacturing.

• Gartner (2023). Trends in Industrial IoT and Machine-to-Machine Communication.

• BCG (2021). Scaling Smart Manufacturing Networks.

 

PHP Code Snippets Powered By : XYZScripts.com