“รู้ว่าท่วม แต่ก็ต้องปลูก บางปีเก็บเกี่ยวทัน แย่งทันน้ำ ก็ได้ผลผลผลิต ถ้าไม่ได้ก็ศูนย์” ภานุวัฒน์ อาจศรี เลขานุการกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวหมู่ 17 บ้านหนองกก ตำบลบัวหุ่ง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ สะท้อนวิถีการทำนาที่ประสบสภาพน้ำท่วมทุกปี
วิถีการทำนาของชาวบ้านหนองกก หมู่ 6 หมู่ 9 และหมู่ 17 บนพื้นที่เกือบ 3 พันไร่ทางทิศเหนือของหมู่บ้าน เริ่มเปลี่ยนแปลงหลังเขื่อนราษีไศลเปิดใช้งานเมื่อปี พ.ศ. 2542 ข้าวพันธุ์พื้นเมืองทั้งข้าวเหนียวดอกดู่ ข้าวเหนียวภูพาน ข้าวเหนียวกข 10 และข้าวเหนียวก่ำ ได้รับผลกระทบจากการปล่อยน้ำของเขื่อนในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคมของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ใกล้เก็บเกี่ยวผลผลิต ขณะที่พื้นที่ทางทิศใต้ของหมู่บ้านกว่า 2 พันไร่ ปลูกข้าวหอมมะลิ 105 ประสบปัญหาโรคพืช
“พื้นที่ใต้เขื่อนแต่ก่อนทำเฉพาะนาปี เก็บเกี่ยวพฤศจิกายน ข้าวยังไม่ได้เกี่ยว น้ำก็มาท่วม ผลผลิตไม่ได้ เมล็ดพันธุ์ไม่พอ ที่ผ่านมาก็ดูแลตามสภาพ รับค่าชดเชยกันไป แต่ยังดีที่มีพื้นที่ทางใต้ของหมู่บ้านทำนาได้อีกส่วน”
ช่วงปี พ.ศ. 2567 สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สวทช. และมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เข้ามาทำงานในพื้นที่บ้านหนองกก หลังจากได้หารือร่วมกับสำนักงานเกษตรอำเภอราษีไศล เพื่อยกระดับการผลิตข้าวด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเริ่มจากนำข้าวสายพันธุ์ใหม่ผลงานวิจัยจาก สวทช. ได้แก่ นิลปทุม นิลละมุน ไรซ์เบอร์รี่ 2 แดงจรูญ และพันธุ์ข้าวจาก มข. ได้แก่ เมล็ดฝ้าย ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวสี อายุเก็บเกี่ยวสั้น (100-110 วัน) ให้เกษตรกรปลูกเป็นทางเลือก
“มีคำถามเยอะกับ สวทช. พันธุ์ข้าวดีมั้ย ทำแล้วจะได้ปริมาณอย่างที่บอกมั้ย แต่สุดท้ายสมาชิกตัดสินใจร่วมกัน อยากลอง เพราะถ้าไม่ทำ ท่วมเหมือนเดิม ก็ไม่ได้ผลผลิตอยู่แล้ว”
แปลงทดสอบ 100 กว่าตารางวาจึงเกิดขึ้น โดยมีคณะกรรมการกลุ่มฯ เป็นผู้ดูแล เริ่มปลูกเดือนพฤษภาคม 2568 และเก็บเกี่ยวต้นเดือนกันยายน ผลผลิตจากแปลงทดสอบจะเป็นเมล็ดพันธุ์ตั้งต้นของกลุ่มฯ
“ผลผลิตได้เยอะ ข้าวที่ได้จากแปลงเอามาลองหุงให้ชาวบ้านได้ชิม ติดใจกันทุกคน นอกจากมีข้าวพันธุ์ใหม่เป็นทางเลือกแล้ว ยังได้ความรู้การใส่ปุ๋ยที่เหมาะสมทั้งขนาดพื้นที่และระยะที่ข้าวต้องการ แปลงทดสอบเราทำตามที่อาจารย์แนะนำใส่ปุ๋ยคอก ไถกลบ รองพื้นด้วยปุ๋ยอินทรีย์ ทำวิธีของอาจารย์เราไถกลบตอซัง พอข้าวงอกขึ้นมา มีน้ำ ต้นข้าวก็เขียว ได้กินปุ๋ยสด ชาวบ้านส่วนมากไม่ไถกลบเพราะมีค่าใช้จ่าย ส่วนปุ๋ยใส่กัน 2 ระยะคือ ช่วงข้าวอายุ 1 เดือน และช่วงข้าวใกล้ตั้งท้อง แต่ถ้าเห็นข้าวไม่งามจะใส่เพิ่มกัน ปริมาณก็ตามใจ เช่น ใส่ 25-30 กก./ไร่ แต่อาจารย์ใส่ 10-15 กก./ไร่”
สายพันธุ์ข้าวที่นำมาทดลองปลูกในพื้นที่ให้ผลผลิตเฉลี่ย 100 กิโลกรัม/สายพันธุ์ ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรในด้านคุณภาพการบริโภคสูง และสามารถปลูกได้ในพื้นที่ลุ่มของชุมชนที่มีน้ำท่วมทุกปี ซึ่งกลุ่มฯ ได้เก็บเมล็ดพันธุ์ส่วนหนึ่งสำหรับขยายผลผลิตเมล็ดพันธุ์ในฤดูกาลถัดไป และเมล็ดพันธุ์อีกส่วนหนึ่ง สท. นำไปขยายผลผลิตในพื้นที่อื่นเพื่อนำกลับมาให้เกษตรกรบ้านหนองกกซึ่งให้ความสนใจและต้องการเมล็ดพันธุ์จำนวนมากสำหรับฤดูนาปี 2569
“พอใจขึ้น มีพันธุ์ทางเลือก เตรียมทำเมล็ดพันธุ์ก่อน เรื่องตลาดคิดว่าไม่ยากถ้าจะขาย เป็นข้าวเพื่อสุขภาพคิดว่าขายได้ ถ้าต่อไปคนรู้จักและเป็นที่ต้องการก็ค่อยขยายพื้นที่ปลูกและลดพื้นที่ข้าวพันธุ์เดิม”
นอกจากพันธุ์ข้าวใหม่ที่เป็นทางเลือกให้เกษตรกรสำหรับปลูกในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมแล้ว การใช้ “จุลินทรีย์เพื่อการเกษตรและสิ่งแวดล้อม” ที่ช่วยยับยั้งโรคและย่อยสลายตอซังข้าวในแปลงนา ยังเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ สท. ได้นำไปถ่ายทอดให้เกษตรกร
“ดีใจ ได้ข้าวเยอะขึ้น จาก 6 ตัน เป็น 7.5 ตัน ลองใช้มาแล้วปีนึงกับพื้นที่ทั้งหมด 9 ไร่ ครั้งแรกใช้ก่อนหว่านสลายฟางข้าว ครั้งที่สองใช้หลังหว่านข้าวแล้ว 15 วันและ 30 วัน ข้าวงามมาก งามตั้งแต่ยังไม่ได้ใส่ปุ๋ยเลย ปุ๋ยก็ไม่ได้ใช้เยอะ ตรงไหนมีฟาง ฉีดจุลินทรีย์แล้วไถกลบ ตรงนั้นข้าวจะงามมาก ถ้าไม่ฉีด พอไถ ฟางก็อยู่เหมือนเดิม เป็นแก๊สไข่เน่า ข้าวก็ไม่โต” เสาวลักษณ์ อาจสาลี หนึ่งในเกษตรกรที่ได้ทดลองใช้จุลินทรีย์เพื่อการเกษตรและสิ่งแวดล้อม บอกเล่าถึงการใช้จุลินทรีย์ฯ ซึ่งผลจากการใช้งานในปีแรกของเธอ ทำให้สมาชิกกลุ่มฯ ร่วมกันเรียนรู้เทคโนโลยีและขยายหัวเชื้อเพื่อแบ่งปันใช้ในกลุ่มฯ
ปุ๋ย CRF (Controlled Release Fertilizer)[1] เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่สมาชิกกลุ่มฯ ได้เปิดรับทดลองใช้กับข้าวนาปีและนาปรัง ปรีชา วงศ์จอม เล่าว่า ทดสอบการใช้ปุ๋ยจาก สวทช. ทั้งนาปีและนาปรัง จากเดิมที่ใส่ปุ๋ย 2 ครั้ง ครั้งละ 40 กก./ไร่ แต่เปลี่ยนมาใส่ปุ๋ย CRF ครั้งเดียว 30 กก./ไร่ หลังหว่านแล้ว 15 วัน สิ่งที่เห็นชัดคือ ต้นข้าวโตกว่าแปลงที่ไม่ได้ใช้ เมล็ดสมบูรณ์ ผลผลิตนาปีได้มากขึ้นจาก 686 กิโลกรัม เป็น 825 กิโลกรัมต่อไร่ (เพิ่มขึ้นกว่า 22%)
“เป็นเรื่องดีที่เราได้ทดสอบทดลอง เรามีพื้นที่ลอง ถ้าเป็นผลดี เราก็ได้ ถ้าไม่ดีก็พิจารณาอีกที วิธีที่ให้ลองทำไม่ยาก เราทำนาอยู่แล้ว อยู่ที่การดูแล”
[1] ผลงานวิจัยโดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) เป็นปุ๋ยที่ใส่เพียง 1 ครั้ง ปลดปล่อยธาตุอาหารช้าๆ ต่อเนื่อง สอดคล้องกับความต้องการของพืชในแต่ละระยะการเจริญเติบโต
ขณะที่ ภานุวัฒน์ บอกว่า ร่วมทดสอบเพราะอยากรู้ว่าใช้แล้วดีมั้ย ถ้าใส่ปุ๋ยครั้งเดียวแล้วจบ ให้ผลผลิตดี ก็สะดวก ไม่ต้องเสียเวลาและค่าจ้างใส่ปุ๋ยสองรอบ
“แต่ก่อนเราก็ทำนาตามแบบบ้านเรา มีเทคโนโลยีมาให้ใช้ก็ลองทำดู ถ้ามันดีขึ้น ผลผลิตเพิ่ม เราก็น่าจะเอา จะไปทำแบบเดิมๆ ไม่ได้แล้ว”
ผลลัพธ์จากการใช้ปุ๋ย CRF ทั้งในนาปีและนาปรัง พบว่า ผลผลิตข้าวของเกษตรกรเพิ่มขึ้น ลดแรงงานการใส่ปุ๋ย ลดการสูญเสียของปุ๋ยจากการชะล้างในนาข้าว เกษตรกรรายอื่นในพื้นที่สนใจที่จะนำไปใช้ในฤดูนาปีถัดไป
เป็นเวลาเกือบ 2 ปีที่สมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวหมู่ 17 บ้านหนองกก ได้เปิดรับ ร่วมเรียนรู้และร่วมทดสอบใช้เทคโนโลยีจาก สวทช. และพันธมิตร เพื่อแก้ปัญหาและยกระดับการผลิตข้าวของกลุ่มฯ ในฐานะแกนนำกลุ่ม ภานุวัฒน์ บอกว่า ความรู้จำเป็น จะทำแบบเดิมๆ ไม่ได้แล้ว เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีช่วยได้เยอะ เทคโนโลยีจาก สวทช. ก็ช่วยได้ สวทช. มีความรู้เยอะและมีอาจารย์มาให้คำแนะนำด้วย ถ้าเปิดรับก็ไม่ใช่เรื่องยาก เราพร้อมเรียนรู้เพื่อพัฒนาให้ดีขึ้น และถ้าเทคโนโลยีเหมาะสม ราคาไม่สูงเกินไป เราก็ยอมแลก
“ถ้าไม่เจอ สวทช. ก็ทำเหมือนเดิม ขาดทุนบ้างไม่ขาดทุนบ้าง ขึ้นกับน้ำเป็นหลัก น้ำท่วมก็ไม่ได้ผลผลิต น้ำแล้งก็ขาดทุนล้วนๆ” ภาณุวัฒน์ ทิ้งท้าย
ที่มา : หนังสือ “วิทย์พลิกชีวิต เปลี่ยนวิธีคิด ปรับวิธีทำ สู่นวัตกรรมเกษตรยั่งยืน”. สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร. 2569.
