เรื่องโดย ผศ. ดร.ป๋วย อุ่นใจ
ปี ค.ศ. 2025 อาจเป็นปีที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ภัยสงครามและแรงกดดันทางการเงิน แต่แม้แต่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากและไม่แน่นอนที่สุด นักวิทยาศาสตร์ก็ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนพรมแดนแห่งองค์ความรู้ของมวลมนุษยชาติ
ประเทศไทยปีนี้ค่อนข้างสาหัส สถานการณ์ทุนวิจัยยังผันผวน แม้การลงทุนเพื่ออนาคตจะสำคัญ แต่ในประเทศไทย แหล่งทุนใหญ่ด้านการพัฒนากำลังคนเผยชัด งบโดนตัดจนน่าตกใจ ขณะที่ภัยสงครามยังคงคุกรุ่นที่ชายแดนและสถานการณ์ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ยังคงวิกฤตดังเช่นทุกปี
ราวกับเป็นเทรนด์ เพราะในระดับโลกก็สาหัสไม่แพ้กัน ในสหรัฐอเมริกา ชุมชนวิทยาศาสตร์ก็ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายที่สั่นคลอนรากฐานการทำงานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน การตัดลดงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลกลางแก่มหาวิทยาลัยอย่างหนักหน่วง ส่งผลให้ทุนวิจัยกว่า 3,800 ทุนจากองค์กรหลักอย่างมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (NSF) และสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) หายวับไปกับตา การแข่งขันเพื่อแย่งชิงทุนวิจัยที่มีอยู่อย่างจำกัดทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้เกิดบรรยากาศแห่งความไม่แน่นอน นี่คือการ “เปลี่ยนแปลง” ครั้งสำคัญของแนวทางการให้ทุนสนับสนุนวิทยาศาสตร์ซึ่งเคยเป็นรากฐานสำคัญของนวัตกรรมและความก้าวหน้ามาโดยตลอดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง และคือบทพิสูจน์ว่าวิทยาศาสตร์กับการเมืองนั้นแยกกันไม่ออก
แต่การเปลี่ยนแปลงนี้น่าประหวั่นพรั่นพรึง ถ้าให้เปรียบก็เหมือนการมองดูดาวยามค่ำคืนผ่านเลนส์ที่กำลังแตกร้าว แสงแห่งความรู้อันเจิดจรัสยังคงส่องประกายวิบวับ แม้จะเปี่ยมไปด้วยความหวัง แต่ก็ริบหรี่ลงไม่น้อย กับ โครงสร้างค้ำจุนที่เปราะบางเสียเหลือเกิน
“วิกฤตการณ์ครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบ (ต่อภาคการศึกษาและวิจัย) อย่างเป็นรูปธรรม” เควิน จอห์นสัน อดีตผู้อำนวยการโครงการของ NSF สะท้อนภาพความจริงอันน่าเจ็บปวด “ผมรู้จักนักวิทยาศาสตร์ในสาขาของผมหลายคนที่กำลังทยอยเดินทางออกจากสหรัฐอเมริกา”
คำพูดนี้ของเควินตอกย้ำถึงภาวะสมองไหลที่อาจกัดกร่อนศักยภาพการแข่งขันทางวิทยาศาสตร์ของสหรัฐในระยะยาว
ขณะที่สถานการณ์ในประเทศจีนกลับน่าจับตามอง แม้ว่าในภาพรวมจะยังไม่อาจขึ้นนำได้ชัดเจนในบางสาขา แต่ Nature Index 2025 ชี้ชัด ไม่กี่ปีที่ผ่านมาจีนพุ่งทะยานราวมังกรผงาด ผลผลิตทางงานวิจัยขยับขยายขึ้นอย่ารวดเร็วทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ จนขึ้นแซงหน้าสหรัฐอเมริกาแล้วในหลายสาขาวิชา
ทว่าท่ามกลางพายุแห่งความท้าทายนี้ จิตวิญญาณแห่งการสำรวจของมนุษย์กลับไม่เคยยอมจำนน การลงทุนเพื่อทำความเข้าใจโลกรอบตัวเรา ตั้งแต่เทหวัตถุในจักรวาลไปจนถึงรหัสพันธุกรรมของจุลินทรีย์ในร่างกายยังคงมีอยู่ แม้จะลดลงไปมากจากการวางตัวชี้วัดแบบหวังผลในระยะสั้นและวาทกรรมงานวิจัยขึ้นหิ้ง อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเหล่านี้ยังคงต้องดำเนินไป ไม่ใช่ทำเพียงแค่เพื่อโชว์เหนือหรือเพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของนักวิทยาศาสตร์ แต่เพื่อเป็นบันไดขั้นแรกสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้มนุษย์ เพิ่มโอกาสในการอยู่รอดและเพิ่มความรุ่งเรืองให้แก่เผ่าพันธุ์ของเราในอนาคต
และในบทความนี้ ผมอยากจะชวนเชิญให้คุณผู้อ่านมาร่วมทำความรู้จักกับงานวิจัยโดดเด่นที่เป็นที่กล่าวขานกันอย่างกว้างขวางแห่งปี ค.ศ. 2025
คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีที่ก้าวไปไว ไกล แต่ใกล้ตัว และเห็นได้เด่นชัดที่สุดในปี ค.ศ. 2025 ก็คือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือที่มักเรียกกันสั้นๆ ว่า เอไอ (artificial intelligence: AI)
สมรภูมิเอไอร้อนระอุ เทคโนโลยีเจเนเรทีฟเอไอได้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว จากแชตบอตที่ชาญฉลาด ไปเป็นเครื่องมือสำหรับการทำออโตเมชันแบบสมบูรณ์แบบ ทั้งการสร้างภาพ การสร้างพรีเซนเทชัน การเขียนสคริปต์ การสร้างเว็บ การวิเคราะห์ข้อมูล การออกแบบแบบทดสอบ ไปจนถึงการเขียนแอปพลิเคชัน
การพัฒนาที่มาเร็วของเอไออย่าง Nanobanana, Veo3, Opal, Google Learn Your Ways และ NotebookLM ทำให้วงการการศึกษาต้องคิดวิธีการปฏิรูปการเรียนการสอนกันเสียใหม่ เพราะถ้าเอไอสามารถสร้างสื่อการเรียนการสอนได้ไวในไม่กี่นาทีและง่ายเพียงแค่นิ้วสัมผัส การเรียนการสอนตามบทเรียนให้เด็ก ๆ ได้สัมผัสและเข้าใจองค์ความรู้ที่สืบทอดกันมาคงไม่ใช่แนวทางที่ควรจะเป็นอีกต่อไป
ห้องเรียนในยุคใหม่ต้องไม่โฟกัสแค่เพียงผลักดันให้ทรัพยากรมนุษย์ในยุคใหม่จดจำองค์ความรู้แบบนกแก้วนกขุนทอง แต่ต้องเปลี่ยนห้องเรียนจากเชิงรับ (passive) เป็นเชิงรุก (active) สร้างศักยภาพให้ผู้เรียนกลายเป็นผู้สร้างสรรค์ ไม่ใช่แค่รับสาร
ในขณะเดียวกันเอไอก็เข้าไปผสานมือกับเทคโนโลยีชีวภาพทำให้วงการยาและการแพทย์ต้องสั่นสะเทือนไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (advanced therapy medicinal products: ATMP) ไปจนถึงการแพทย์แม่นยำ ไปจนถึงชีววิทยาสังเคราะห์
ATMP ที่แต่เดิมเอไอเคยทำได้แค่ทำนายโครงสร้างโปรตีนก็เริ่มเปลี่ยนบทบาทไปเป็นออกแบบโครงสร้างโปรตีนให้มีคุณสมบัติตรงต้องตามประสงค์เพื่อเอาไปใช้ประโยชน์ในเชิงอุตสาหกรรมหรือการแพทย์ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการออกแบบโปรตีนต้านพิษสามนิ้ว (three finger toxin) ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของพิษงูจากห้องแล็บของเดวิด เบเกอร์ (David Baker) ที่มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ซีแอตเทิล (University of Washington Seattle)
อีกฝากหนึ่งของสหรัฐฯ เอไอรุ่นใหม่ที่ควบคุมหุ่นยนต์ STAR (smart tissue autonomous robot) สามารถฝึกให้หุ่นทำหัตถการผ่าตัดถุงน้ำดีได้สำเร็จเป็นที่น่าพึงพอใจ (ทดลองในซากหมู) โดยไม่ต้องมีศัลยแพทย์ควบคุม
และในวงการแพทย์แม่นจำ เอไอก็เก่งขึ้นเรื่อย ๆ วิเคราะห์ข้อมูลเฉพาะบุคคล ตั้งแต่ข้อมูลพันธุกรรมที่ช่วยให้เลือกใช้ยาได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับแต่ละคน ไปจนถึงข้อมูลสัญญานชีพจากแกดเจ็ต (gadget) และอุปกรณ์สวมใส่ (wearable) ต่าง ๆ ที่ช่วยให้แพทย์สร้างแบบจำลองดิจิทัล หรือที่เรียกกันว่า digital twin เพื่อติดตามและทำนายการเปลี่ยนแปลงในร่างกายของผู้ป่วยจากการรักษา การให้ยาแบบต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ
ที่จริงบทบาทของเอไอยังมีอีกมาก ทั้งการออกแบบผังเมือง ไปจนถึงการลดคาร์บอนฟุตพรินต์ ทุกอย่างล้วนโดดเด่นและน่าสนใจ แต่เราจะขอละเรื่องเอไอเอาไว้ที่ตรงนี้ เพื่อไปดูการค้นพบที่น่าสนใจอื่น ๆ บ้าง
แน่นอนว่าอีกเทคโนโลยีที่มาแรงไม่แพ้เอไอก็คือ เทคโนโลยีชีววิทยาสังเคราะห์ (synthetic biology) หรือที่ในฝากฝั่งยุโรปเริ่มเปลี่ยนคำเรียกไปเป็น วิศวกรรมชีววิทยา (engineering biology)
เทคโนโลยีชีววิทยาสังเคราะห์เริ่มฉายแววโดดเด่นในวงการอุตสาหกรรม ทั้งในด้านการผลิตสารเคมีมูลค่าสูงไปจนถึงการปรับแต่งระบบนิเวศเพื่อโลกที่น่าอยู่ขึ้น
แน่นอนว่าเทคโนโลยีที่โดดเด่นที่สุดจนเหมือนเป็นพระเอกในวงการนี้ก็คือ เทคโนโลยีการหมักแม่นยำ (precision fermentation) หรือการใช้จุลินทรีย์มาเป็นโรงงานในการผลิตสารเคมีมูลค่าสูง (microbial cell factory) ที่ในเวลานี้ดูเหมือนจะเริ่มมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ ในวงการอุตสาหกรรม เพราะน่าสนใจทั้งในแง่ต้นทุนการผลิตที่น้อยกว่าระบบการผลิตแบบดั้งเดิม (ในทางทฤษฎี) พื้นที่ที่ใช้ก็น้อยกว่า ไม่เบียดบังพื้นที่ป่าที่ตอนนี้ก็เหลืออยู่แค่เพียงน้อยนิด และพื้นที่ปลูกพืชอาหารที่ตอนนี้ก็กำลังประสบปัญหาโลกร้อน โลกรวน จนผลผลิตที่ได้ลดฮวบและทำนายได้ยากตามความแปรปรวนของสภาพอากาศ
บางประเทศที่เน้นนวัตกรรมมองเห็นชีววิทยาสังเคราะห์และเทคโนโลยีชีวภาพยุคใหม่เป็นโอกาส ขณะที่ประเทศบางกลุ่มที่ช้ากว่าในด้านการพัฒนาก็อาจมองว่าเทคโนโลยีนี้เป็นความเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประเทศเกษตรกรรม
ขณะที่นักวิทย์กลุ่มหนึ่งกำลังพยายามใช้เทคนิคทางชีววิทยาสังเคราะห์เพื่อออกแบบชีวิต แต่นักวิจัยอีกกลุ่มกลับสนใจค้นหาชีวิตจากจักรวาลอันไกลโพ้น ในปีนี้ความหวังของพวกเขาที่จะค้นพบสิ่งมีชีวิตนอกโลกได้จุดประกายขึ้นอีกครั้งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อทีมนักดาราศาสตร์ประกาศว่าพวกเขามี “หลักฐานที่หนักแน่นที่สุด” ที่แสดงให้เห็นว่าบนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ K2-18b ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากโลกถึง 124 ปีแสง น่าจะมีชีวิตอยู่
สิ่งที่พวกเขาค้นพบไม่ใช่ตัวสิ่งมีชีวิตแต่เป็นข้อมูลแสงที่เดินทางผ่านชั้นบรรยากาศออกมาจาก K2-18b ผ่านกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ สารประกอบ 2 ชนิดในชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์ดวงนั้น ได้แก่ ไดเมทิลซัลไฟด์ (DMS) และไดเมทิลไดซัลไฟด์ (DMDS) ซึ่งบนโลกของเราจะผลิตขึ้นได้โดยสิ่งมีชีวิตเท่านั้น และนั่นทำให้พวกเขาตีความผลการค้นพบนี้ว่า บนดาว K2-18b ที่ห่างไกลอาจจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่

ภาพจำลอง ดาว K2-18b (ขวา)
ที่มาภาพ : NASA, ESA, CSA, Joseph Olmsted (STScI) Science: Nikku Madhusudhan (IoA)
อย่างไรก็ตามการค้นพบนี้ได้จุดประกายการถกเถียงทางวิทยาศาสตร์อย่างเผ็ดร้อน เจก เทย์เลอร์ (Jake Taylor) นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (University of Oxford) ได้ตั้งข้อสงสัยต่อการค้นพบนี้ โดยชี้ว่าการวิเคราะห์ทางสถิติของเขาไม่พบสัญญาณของสารประกอบดังกล่าว แต่ทีมวิจัยเดิมก็ยังคงยืนหยัดในผลการวิเคราะห์ของตนเอง การโต้แย้งนี้ไม่ได้สะท้อนถึงความผิดพลาด แต่คือหัวใจของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ต้องมีการตรวจสอบและท้าทายซึ่งกันและกัน และแน่นอนว่าเรายังต้องการข้อมูลอีกมหาศาลเพื่อไขปริศนาว่ามีสิ่งใดอาศัยอยู่บนโลกอันห่างไกลใบนั้นหรือไม่
ในขณะที่กล้องโทรทรรศน์เจมส์ เวบบ์ ได้จุดประกายเรื่องชีวิตในจักรวาลอันไกลโพ้น เทคโนโลยีอีกแขนงหนึ่งกลับกำลังพาเราย้อนเวลากลับไปสู่จุดเริ่มต้นของชีวิตบนโลกใบนี้ การเดินทางที่ไม่ได้เกิดขึ้นท่ามกลางดวงดาว แต่ลึกลงไปใต้ชั้นหินและห้วงเวลาที่ถูกผันผ่านไปเนิ่นนานนับล้านปี
การศึกษาอดีตอันไกลโพ้นผ่านซากดึกดำบรรพ์และรหัสพันธุกรรมโบราณ เปรียบเสมือนการต่อจิกซอว์ภาพใหญ่ของวิวัฒนาการ มันช่วยให้เราเข้าใจว่าเรามาจากไหน เผ่าพันธุ์ของเรามีหน้าตาเป็นอย่างไร และที่สำคัญโลกใบนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตน่าทึ่งชนิดใดบ้าง
ในปี ค.ศ. 2025 นักวิทยาศาสตร์ได้สร้างงานวิจัยที่ปฏิวัติวงการบรรพชีวินวิทยาอยู่หลายเรื่อง ตั้งแต่การสกัดโปรตีนจากเคลือบฟันแรดดึกดำบรรพ์จากซากฟอสซิลที่มีอายุเก่าแก่ถึง 21-24 ล้านปี การค้นพบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันได้ทำลายสถิติเดิมของการค้นพบโปรตีน (3.5 ล้านปี) และดีเอ็นเอ (2 ล้านปี) ไปอย่างราบคาบ เหตุผลที่โปรตีนสามารถคงอยู่ได้นานกว่าดีเอ็นเอก็เพราะโครงสร้างของมันมีความทนทานต่อการย่อยสลายมากกว่า การวิเคราะห์โปรตีนโบราณนี้ไม่เพียงช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจความสัมพันธ์ในเชิงวิวัฒนาการของสัตว์ตระกูลแรดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ยังช่วยเปิดประตูแห่งความเป็นไปได้ในการศึกษาซากดึกดำบรรพ์ที่เก่าแก่ยิ่งกว่าเดิม บางทีอาจจะย้อนไปไกลถึงยุคไดโนเสาร์เลยก็เป็นได้
อีกหนึ่งงานวิจัยที่น่าตื่นเต้นของปีก็คือ การค้นพบกะโหลกโบราณสองชิ้นที่อาจเป็นของเดนิโซวาน หนึ่งในญาติสนิทที่สูญพันธุ์ไปแล้วของมนุษย์ยุคใหม่ งานวิจัยนี้อาจทำให้เราได้เห็น “ใบหน้า” ของบรรพบุรุษที่หายสาบสูญไปเนิ่นนานแล้วนี้เป็นครั้งแรก
การได้เห็นใบหน้าของบรรพบุรุษที่เคยเป็นเพียงภาพแห่งจินตนาการจากข้อมูลจีโนมจึงไม่ต่างจากการค้นพบภาพถ่ายเก่าแก่ของญาติสนิทที่สาบสูญไปในสายธารแห่งกาลเวลา ช่วยเตือนใจให้ตระหนักว่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของมนุษย์นั้นซับซ้อนและยิ่งใหญ่กว่าที่เราเคยจินตนาการไว้มากนัก
และปิดท้ายตอนปลายปีกับผลงานที่ช่วยจบการถกเถียงที่ดำเนินมาเป็นเวลายาวนานของวงการบรรพชีวินวิทยาว่า ฟอสซิลไทแรนโนซอรัส (Tyrannosaurus rex หรือ T. rex) ขนาดเล็กที่ถูกค้นพบในซากฟอสซิลชื่อดัง “ดวลไดโนเสาร์ (Dueling Dinosaurs)” นั้นเป็นเพียง T. rex ที่ยังไม่โตเต็มวัยเป็นไดโนเสาร์สปีชีส์ใหม่
หลักฐานใหม่นี้ระบุชัดว่าไดโนเสาร์กินเนื้อตัวจิ๋วในซากฟอสซิลดวลไดโนเสาร์ที่เดิมเชื่อกันว่าเป็น T. rex วัยละอ่อนนั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่ T. rex แต่เป็น Nanotyrannus lancensis ไดโนเสาร์สปีชีส์ใหม่ ซึ่งทำให้ทฤษฎีเก่า ๆ เรื่องการล่าเหยื่อและวิถีชีวิตของ T. rex ที่เคยว่ากันเป็นตุเป็นตะนั้นผิดและคงต้องเขียนใหม่เกือบทั้งหมด

Nanotyrannus lancensis
ที่มาภาพ : Connor Ashbridge – Own work, CC BY 4.0 via Wikimedia Commons

กะโหลกไดร์วุลฟ์ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ La Brea Tar Pits ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา
อีกอย่างที่น่าแปลกใจก็คือมีนักวิจัยอณูชีววิทยามือฉมังหันมาสนใจศึกษาบรรพชีวินวิทยากันมากขึ้น หลังจากที่นักวิจัยหลายทีม บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ Colossal Biosciences ได้สร้างความฮือฮาด้วยการประกาศ ฟื้นคืนชีพไดร์วุลฟ์ สัตว์ตระกูลสุนัขที่สูญพันธุ์ไปกว่า 10,000 ปี พวกเขาทำได้โดยการถอดรหัสจีโนมไดร์วุลฟ์จากฟันและกะโหลกโบราณ จากนั้นจึงตัดต่อปรับแก้ดีเอ็นเอของหมาป่าสีเทาใน 20 ตำแหน่ง เพื่อสร้างลักษณะทางกายภาพบางประการของไดร์วุลฟ์ขึ้นมาใหม่ ผลลัพธ์ที่ได้คือ ลูกสุนัขสามตัวชื่อ โรมูลัส, รีมัส และคาลิซี อย่างไรก็ตามโครงการนี้ได้จุดประกายเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง นักวิทยาศาสตร์หลายคนชี้ว่าลูกสุนัขเหล่านี้ไม่ใช่ไดร์วุลฟ์ที่แท้จริง แต่เป็นเพียงหมาป่าสีเทาที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรม และยังมีคำถามด้านจริยธรรมว่า งบประมาณมหาศาลเช่นนี้ควรนำไปใช้เพื่อการอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตที่ยังคงอยู่หรือไม่ โศกนาฏกรรมเชิงสัญลักษณ์ของยุคสมัยเราอาจอยู่ตรงนี้ ในขณะที่เราทุ่มเทสติปัญญาและทุนทรัพย์มหาศาลเพื่อสร้างภาพจำลองของสิ่งที่สูญสิ้นไปแล้ว เรากลับปล่อยให้สายพันธุ์ที่มีชีวิตอยู่จริงนับพันค่อย ๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของโลกในแต่ละวัน
แต่แม้จะมีกระเเสต่อต้านเพียงไร Colossal ก็ยังคงเดินหน้าต่อ และมีแผนจะฟื้นชีพช้างแมมมอธให้ได้ภายในปี ค.ศ. 2028 โดยมีนกโดโด้ เสือแทสเเมเนีย และนกโมอาเป็นโพรเจกต์ต่อไป
ทว่าอีกปัจจัยที่น่าคิดก็คือถิ่นที่อยู่ของพวกสปีชีส์กู้คืน (de-extincted species) เหล่านี้ จะให้พวกมันอยู่อย่างไรหลังจากที่กู้คืนมาแล้ว เพราะสภาพแวดล้อมที่มันเคยอยู่จวบจนสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปก็เปลี่ยนไปเยอะ ยิ่งในเวลานี้ ภาวะโลกร้อน โลกรวน โลกเดือดกำลังเข้าขั้นวิกฤต อย่างในประเทศไทยและประเทศใกล้เคียงก็ต้องผจญกับน้ำท่วม ภาวะร้อนวิกฤต ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ขณะที่ในสหรัฐอเมริกา ลอสเองเจลิสก็ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไฟป่าที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ภาพของเมืองลอสแอนเจลิสที่ถูกเผาไหม้กลายเป็นสัญลักษณ์อันน่าเจ็บปวดของความขัดแย้งในปี ค.ศ. 2025 เปลวเพลิงได้โหมกระหน่ำนานหลายสัปดาห์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 31 ราย อาคารบ้านเรือนกว่า 16,000 หลังถูกเผาทำลาย และพื้นที่กว่า 38,000 เอเคอร์เสียหายอย่างย่อยยับ ปัจจัยที่ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วคือหายนะทางสิ่งแวดล้อม ภาวะแห้งแล้งที่ยาวนาน คลื่นความร้อน และลมซานตาอานาที่พัดแรงเกิน 80 ไมล์ต่อชั่วโมง แม้ไฟจะดับลงแล้ว แต่ผลกระทบระยะยาวยังคงอยู่ มีประมาณการผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมอีก 440 รายจากคุณภาพอากาศที่เลวร้าย ดินปนเปื้อนสารพิษ และระบบนิเวศถูกทำลายอย่างหนัก
ที่จริงยังมีอีกหลายเรื่องที่น่าสนใจ อย่างเช่นความก้าวหน้าในวงการแพทย์ที่พัฒนาปรับแต่งพันธุกรรมหมูเพื่อนำมาใช้ในการปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์ (xenotransplantation) ได้แล้ว โดยคนไข้ ทิม แอนดรูว์ส (Tim Andrews) คือประวัติศาสตร์ เขาได้รับการปลูกถ่ายไตหมูที่ผ่านการตัดต่อยีนให้ลดอาการต้านอวัยวะปลูกถ่าย ทำให้เขาใช้ชีวิตอยู่กับอวัยวะใหม่ได้ค่อนข้างดี และการปลูกถ่ายนี้อยู่ได้นานถึง 271 วัน ซึ่งเป็นสถิติใหม่สำหรับเทคโนโลยีปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสปีชีส์ที่ยาวนานที่สุดเท่าที่เคยมีมา
และในขณะที่เทคโนโลยีการแพทย์ทุกอย่างดูจะล้ำไปไกล วิเคราะห์ดีเอ็นเอ วิเคราะห์จุลินทรีย์ในทางเดินอาหาร วิเคราะห์กลไกการก่อโรค วิเคราะห์อะไรได้อีกสารพัดสารพัน แต่บางทีชีวิตก็ต้องมีเซอร์ไพรส์กันบ้าง ความท้าทายจากเทคโนโลยีที่เราสร้างขึ้นเองนี้ช่างดูย้อนแย้งกับวิกฤตการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริงที่เราต้องเผชิญหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่พอจะทำได้ก็คือปรับตัวและเรียนรู้ที่จะพลิกผัน ยอมเปลี่ยนทิศทางบ้างถ้าจำเป็น แต่แม้เราจะป้องกันเป็นอย่างดีในทุกสถานการณ์ ในบางครั้งเราก็อาจจะยังต้องผจญกับปัญหาแบบงง ๆ ก็ได้เหมือนกัน
อย่างโรคหัดที่ติดต่อได้ง่ายอย่างยิ่งผ่านทางอากาศ และ 9 ใน 10 ของผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนจะติดเชื้อหากสัมผัสกับไวรัส แม้ว่าเราจะมีวัคซีนป้องกันหัด คางทูม หัดเยอรมัน (MMR) ที่มีประสิทธิภาพสูงก็ตาม แต่ก็มีปัญหาใหญ่คือ “ความลังเลในการฉีดวัคซีน” (vaccine hesitancy) ที่เพิ่มสูงขึ้นนับตั้งแต่ยุคโควิด 19 ซึ่งไม่มีใครคิดหากลยุทธ์อะไรในการแก้ไขปัญหานี้จนกระทั่งปัญหาเริ่มเข้ามาเคาะประตู ในวันที่ 10 พฤศจิกายน ค.ศ. 2025 ประเทศแคนาดาได้สูญเสียสถานะ “ประเทศปลอดโรคหัด” อย่างเป็นทางการ หลังจากการระบาดต่อเนื่องยาวนานกว่า 12 เดือน และนั่นส่งผลกระทบในภาพใหญ่คือทั้งทวีปต้องสูญเสียสถานะนี้ไปด้วย ปัจจุบันปัญหานี้ก็ย้อนกลับมาถึงฝั่งนักวิทยาศาสตร์ที่จะต้องวิจัยและเริ่มเสาะหากระบวนการรักษาและป้องกันให้ดีที่สุด
บทเรียนจากวิกฤตการณ์เหล่านี้ได้ตั้งคำถามสำคัญว่า ท่ามกลางความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อันน่าทึ่ง เราจะปล่อยให้ปัญหาที่ป้องกันได้เหล่านี้กัดกร่อนสังคมของเราไปจนถึงจุดใด
จะเห็นได้ว่าเรื่องราวของปี ค.ศ. 2025 มีหลากหลายรสชาติ ทั้งที่น่าตื่นเต้น และที่น่ากังวล
คำถามที่เราจะต้องคิดต่อสำหรับปีต่อไปก็คือ บทบาทของมนุษย์จะอยู่ตรงไหนในยุคที่เอไอกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างว่องไวจนฉุดไม่อยู่ และมนุษย์เราจะดำรงอยู่ต่อไปกันอย่างไรในโลกที่สภาพเเวดล้อมกำลังแปรปรวนจนไม่สามารถคาดเดาอะไรได้
ถ้าเผ่าพันธุ์มนุษย์ยังอยากคงอยู่ เราต้องวิวัฒนาการให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในธรรมชาติเพื่อความอยู่รอด หากเราวิวัฒน์เองไม่ทัน บางทีอาจจะต้องคิดหาทางวิวัฒน์เทคโนโลยีออกมาให้รวดเร็ว เพื่อช่วยให้เผ่าพันธุ์ของเรายังคงอยู่และอยู่ต่อไปได้
เทคโนโลยีไหนกันแน่ที่จะมา…เปลี่ยนโลก

