เรื่องโดย ผศ. ดร.ป๋วย อุ่นใจ
พอหน้าร้อน ก็ร้อนจนตับแทบแตก
พอหน้าหนาว ฝุ่น PM2.5 ก็กระจายปกคลุมทุกหย่อมหญ้า
พอหน้าฝน น้ำก็ท่วม
วิกฤตภูมิอากาศแปรปรวนทำให้นักวิชาการมากมายกังวลว่า “ฤานี่จะเป็นหายนะของระบบนิเวศที่ทำให้เกิดการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้ง” มิต่างจากยุคเพอร์เมียนในอดีต
แต่ในขณะที่เรื่องการสูญพันธุ์กำลังเป็นประเด็นใหญ่ หลายคนบอกว่าเรากำลังสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพไปอย่างรวดเร็ว ทว่านักธรรมชาติวิทยาบางส่วนกลับมองในมุมต่าง และเริ่มตั้งคำถามเสียใหม่ว่าแท้ที่จริงแล้ว เรากำลังเผชิญกับวิกฤตเรื่องความหลากหลายจริงหรือ
คำถามคือ “จากสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปแบบทำนายได้ยาก ความหลากหลายทางชีวภาพนั้นกำลังลดลงจริงไหม ?”
ถ้ามองว่าวิกฤตนี้คือแรงคัดเลือกทางธรรมชาติที่เปลี่ยนไป ระบบนิเวศอาจจะแค่กำลังปรับสมดุลใหม่ ในท้ายที่สุดอาจมีสปีชีส์ใหม่ ๆ ที่อยู่รอดได้ดียิ่งกว่าสะพรั่งขึ้นมาอย่างรวดเร็วก็เป็นได้ในสภาวะแวดล้อมใหม่
แรงคัดเลือกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงนี้อาจไปกระตุ้นให้เกิดกลยุทธ์ใหม่ในการอยู่รอดแบบ adaptive radiation เช่นเดียวกับกรณีนกฟินช์ของดาร์วินที่พบว่าประชากรต่างเกาะมีจะงอยปากที่แตกต่างกันก็เป็นได้ !

แล้วถามว่าในกรณีนั้น ความหลากหลายเพิ่มขึ้นหรือว่าลดลง… ถ้าคำตอบยังไม่ชัด ดูจากจะงอยปากก็น่าจะพอบอกได้
แม้จะพูดเช่นนี้ แต่ผมก็ไม่ได้หมายความว่าโลกของเราจะไม่ได้สูญเสียความหลากหลายไปเลยนะ ความจริงที่ว่าสิ่งมีชีวิตที่เรารู้จัก (และไม่รู้จัก) กำลังสูญพันธุ์ไปอย่างรวดเร็วในอัตราที่น่าวิตกนั้น อย่างไรก็ยังเป็นความจริงที่ไม่มีใครปฏิเสธหรือโต้เถียงได้
แต่ทว่าการสูญพันธุ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและชัดเจนจนมองเห็นได้ อาจไม่ได้เป็นปัจจัยเพียงหนึ่งเดียวที่จะบ่งชี้ความหลากหลายของระบบนิเวศ
มีตาย มีเกิด ถ้าพูดในแง่ความหลากหลาย จะนับแค่สายพันธุ์ที่ตายหรือสูญสิ้นไปคงไม่ได้ ต้องพิจารณาจากสายพันธุ์ที่เกิดหรือสะพรั่งขึ้นมาใหม่ด้วย
บางทีการมองว่าเรากำลังสูญเสียความหลากหลายอาจจะเป็นแค่มุมมองที่อิงจากสายตามนุษย์ แต่ความเป็นจริงอาจไม่ใช่ก็ได้
เพราะถ้ามองตามแนวคิด Punctuated Equilibrium ของไนลส์ อัลดริดจ์ (Niles Aldridge) และสตีเฟน เจ กูลด์ (Stephen Jay Gould) แรงคัดเลือกที่รุนแรงและค่อนข้างฉับพลันนี้ก็อาจเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดการสะพรั่งของลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่เกิดวิวัฒน์ไปอย่างหลากหลายเพื่อความอยู่รอด เกิดการปรับสมดุลใหม่ในกลุ่มประชากรจนได้ระบบนิเวศแบบใหม่ที่ต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เหมือนตอนช่วงเปลี่ยนผ่านมหายุค (เพอร์เมียน-ไทรแอสสิกและครีเทเชียส-เทอร์เชียรี)

แบบจำลอง punctuated equilibrium อธิบายวิวัฒนาการว่าอยู่นิ่งเป็นเวลานานก่อนจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเป็นช่วง ๆ ขณะเกิดชนิดใหม่
ที่มาภาพ : Miguel Chavez, CC BY-SA 4.0 via Wikimedia Commons
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือถ้าเรามองแบบแฟร์ ๆ ไม่มองด้วยสายตาแบบมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตนั้นลดลงจริงหรือในสภาวะแรงคัดเลือกปัจจุบัน ?
อย่าลืมว่าสภาพอากาศที่อบอุ่นขึ้นจะทำให้จุลินทรีย์เจริญเบ่งบานสะพรั่งราวดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งหมายความถึงความหลากหลายที่เพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกันการขยายตัวของโซนอบอุ่นทำให้สัตว์หลายประเภทกระจายตัวขยายพื้นที่ในการหาอาหารและดำรงอยู่ไปได้ไกลยิ่งขึ้น แม้ในเขตที่เคยหนาวเหน็บเย็นยะเยือกยิ่งกว่าจุดเยือกแข็งที่แทบไม่มีสิ่งมีชีวิตใดจะทนอยู่ได้ ที่จริงไม่ต้องมองไปไกลถึงขั้วโลก แค่อนุภาคฝุ่นในอากาศที่ล่องลอยเป็นมลพิษต่อร่างกายมนุษย์ก็อาจจะเป็นเคหสถานชั้นดี เป็นที่อยู่ของจุลินทรีย์นับร้อยนับพันในสิ่งแวดล้อมก็เป็นได้
และถ้ามองในมุมนั้น ความหลากหลายอาจจะไม่ได้ลดลงจริง แค่เปลี่ยนรูปไปตามแรงคัดเลือกที่เปลี่ยนไปเท่านั้น เพียงแต่ในมุมมองของมนุษย์อาจดูลดลงเพราะพวกสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ เช่น พวกสัตว์และพืชที่มนุษย์คุ้นชินนั้นปรับตัวไม่ได้ และค่อย ๆ เรียงแถวกันล้มหายตายจากสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปจากโลก
นั่นหมายความว่า ความหลากหลายที่ว่าลดฮวบจนน่ากังวลกันนั้น แท้จริงอาจจะไม่ได้ลดลงแบบดิ่งเหวอย่างที่คาดคิด
เพราะวิวัฒนาการเกิดขึ้นตลอดเวลา และประชากรสิ่งมีชีวิตก็ปรับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ
แล้วเรายังต้องกังวลไหมถ้าความหลากหลายมันไม่ได้ลดลงจริง แต่แค่เปลี่ยนรูปไป ?
คำตอบคือ อาจจะยังต้องคิดอยู่นะ เพราะว่าต่อให้ความหลากหลายจะไม่ได้ลด แต่โลกก็ไม่ได้หมุนรอบตัวเรา ยิ่งถ้าความหลากหลายที่เกิดขึ้นมาใหม่นั้นส่งผลร้ายกับมวลมนุษยชาติ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อก่อโรคอุบัติใหม่ เชื้อจุลินทรีย์ดื้อยา หรือพาหะนำโรคแสบ ๆ
การปรับสมดุลของโลกในคราวนี้จึงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับมวลมนุษยชาติ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ แต่เป็นปัญหาเรื้อรังที่ต้องใช้ความพยายามในระดับโลกในการแก้ไขก่อนที่โลกจะเปลี่ยนไปเกินกว่าจะเยียวยา
เพราะท้ายที่สุดแล้ว บางทีวิวัฒนาการก็อาจจะไม่ได้เป็นกัลยาณมิตรที่อยู่เคียงข้างเราเสมอไป
และถ้าในเชิงกายภาพ วิวัฒนาการของเราอาจจะช้าเกินไป ไม่ค่อยจะทันกับแรงคัดเลือกที่เปลี่ยนไป หมากเดียวที่จะพลิกเกมได้ในกระดานนี้คงจะเป็นสติปัญญาที่ต้องหาทางให้เกิดวิวัฒนาการในเชิงนโยบายและกลยุทธ์เพื่อนำพาเผ่าพันธุ์ของเราให้อยู่รอดปลอดภัย
และวิวัฒนาการในครานี้ต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจกันของทุกฝักฝ่าย ที่จะจำกัดการพุ่งสูงขึ้นของระดับแก๊สเรือนกระจก อุณหภูมิพื้นผิว ไปจนถึงความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ
เราก็คงไม่อยากให้เผ่าพันธุ์ของ Homo sapiens ที่รักของเราเป็นหนึ่งในทำเนียบผู้พ่ายแพ้ของสมรภูมิแห่งวิวัฒนาการใช่ไหมล่ะครับ !
เพราะนั่นคงหมายถึงตอนอวสาน

