ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงพิมล เชี่ยวศิลป์ ปูชนียบุคคลสำคัญของวงการแพทย์ไทย ผู้มีบทบาทอย่างยิ่งในการวางรากฐานงานบริการโลหิตและงานวิชาการ ได้รับการยกย่องด้วย “รางวัลมหิดลทยากร ประจำปี 2568” โดยท่านกล่าวถึงความรู้สึกในโอกาสอันทรงเกียรตินี้ว่า “รู้สึกเป็นเกียรติ ปลื้มปิติ ถือได้ว่าเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิต”
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงพิมล สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิต จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อปี พ.ศ. 2506 ก่อนเดินทางไปศึกษาต่อ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา จนได้รับวุฒิบัตร Diplomate, American Board of Pathology in Clinical Pathology และได้รับการรับรองความเชี่ยวชาญจากแพทยสภาใน 3 สาขาหลัก ได้แก่ พยาธิวิทยาคลินิก โลหิตวิทยา และเวชศาสตร์บริการโลหิต
ตลอดเส้นทางการทำงาน ท่านเริ่มต้นรับราชการ ณ ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และดำรงตำแหน่งหัวหน้าธนาคารเลือด ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการพัฒนาระบบบริการโลหิตของประเทศไทยให้มีมาตรฐาน ทันสมัย และเป็นต้นแบบทางวิชาการที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงพิมล เชี่ยวศิลป์ ทำหน้าที่เป็นครูแพทย์พร้อมกันนี้ท่านได้สร้างผลงานวิชาการจำนวนมาก อีกทั้ง ยังเป็นผู้ก่อตั้งห้องปฏิบัติการตรวจชนิดของเนื้อเยื่อ HLA หรือ (Human Leukocyte Antigen) ณ ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ท่านได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับการตรวจเนื้อเยื่อเพื่อใช้ในการปลูกถ่ายอวัยวะ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินงานวิจัยและการรักษาในเรื่องการปลูกถ่ายอวัยวะและเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cells) ตลอดระยะเวลาการทำงาน ท่านได้สร้างผลงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนกว่า 143 เรื่อง
ในปัจจุบัน ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงพิมล เชี่ยวศิลป์ ยังคงปฏิบัติงานดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จนกระทั่งถึงปัจจุบันอายุ 88 ปี ด้วยประสบการณ์ ความรู้ของท่านที่เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนให้กับประเทศ เป็นแบบอย่างของการปรับตัวให้ทันต่อยุคสมัย ด้วยเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าทำให้การทำงานหรือการประชุมผ่านระบบออนไลน์ สามารถบริหารจัดการงาน รวมถึงการติดต่อประสานงานกับสาขา
ต่าง ๆ ทั่วประเทศได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงพิมล เชี่ยวศิลป์ กล่าวถึงการแพทย์ในประเทศไทยในอนาคตว่า ปัจจุบันการแพทย์และสาธารณสุขของไทยมีความเจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง และเชื่อมั่นว่าแพทย์รุ่นหลังจะสามารถต่อยอดความสำเร็จนี้ให้ดียิ่งขึ้นไปได้ โดยขอให้ยึดถือคำขวัญของมหาวิทยาลัยมหิดล “อตฺตานํ อุปมํกเร” หรือ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” “จงปฏิบัติต่อผู้อื่นเหมือนเช่นที่เราอยากได้รับปฏิบัติเช่นนั้น เพื่อให้เรามีจิตใจที่มุ่งมั่นในการดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีคุณภาพและดีที่สุด”

