เรื่องโดย ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา
ทุกวันนี้พลาสติกไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในบรรจุภัณฑ์ หรือปนเปื้อนแค่ในสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่มันกำลังเดินทางเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารในรูปแบบที่เล็กจนมองไม่เห็นอย่าง “นาโนพลาสติก” (อนุภาคจิ๋วระดับพันล้านส่วนของเมตร) ที่ปะปนอยู่ในอาหาร น้ำดื่ม และอากาศที่เราหายใจ คำถามสำคัญที่นักวิทยาศาสตร์และพวกเราทุกคนอยากรู้คือ… เมื่ออนุภาคจิ๋วเหล่านี้เข้าไปในร่างกาย พวกมันแค่ไหลผ่านระบบขับถ่ายแล้วจบไป หรือกำลังแอบทำลายสุขภาพของเราอยู่เงียบ ๆ ?
เมื่อเร็ว ๆ นี้มีงานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Cell Reports ระบุว่า นาโนพลาสติกเหล่านี้ไม่ได้เพียงแค่ผ่านเข้าและออกจากร่างกายตามปกติ แต่พวกมันมีกลไกอันซับซ้อนในการแทรกซึมเข้าสู่ระบบภายใน และที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ผลกระทบนี้มีความรุนแรงแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างเพศชายและเพศหญิง
จากการทำวิจัยในหนูทดลอง นักวิจัยพบข้อมูลที่ขัดแย้งกับความเชื่อเดิมที่ว่า ผนังลำไส้เป็นปราการที่แข็งแกร่งในการป้องกันสิ่งแปลกปลอม เนื่องจากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าอนุภาคพอลิสไตรีนนาโนพลาสติก (polystyrene nanoplastics) เล็ดลอดผ่านผนังลำไส้เข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงอย่างไม่น่าเชื่อ โดยพบว่ากว่าร้อยละ 60 ของพลาสติกที่ถูกกินเข้าไปสามารถผ่านผนังลำไส้ได้ภายในเวลาเพียง 3 ชั่วโมง กลไกเบื้องหลังความสามารถในการแทรกซึมนี้คล้าย ๆ กับกรณีของ “ม้าไม้เมืองทรอย” โดยนาโนพลาสติกจะดูดซับ “กรดน้ำดี” (bile acids) มาเคลือบไว้ที่ผิว ทำให้ตัวขนส่งในลำไส้ที่เรียกว่า ASBT ซึ่งปกติมีหน้าที่ดูดซึมกรดน้ำดีกลับไปใช้ใหม่เข้าใจผิดและนำพาอนุภาคพลาสติกเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายไปด้วย
เมื่อนาโนพลาสติกเข้าสู่กระแสเลือด อวัยวะด่านหน้าที่จะต้องรับมือคือ “ตับ” ซึ่งทำหน้าที่เหมือนเครื่องกรองของเสีย ตับจะดักจับพลาสติกเหล่านี้ไว้อย่างรวดเร็วและขับพวกมันกลับออกมาทางน้ำดีลงสู่ลำไส้อีกครั้ง ทำให้เกิดวงจรการหมุนเวียนของพลาสติกระหว่างลำไส้กับตับซ้ำไปซ้ำมา การสะสมของพลาสติกในตับนี้ส่งผลกระทบต่อการทำงานของเซลล์ตับ โดยไปรบกวนกระบวนการกำจัดของเสียภายในเซลล์และยับยั้งการสลายตัวของเอนไซม์สำคัญที่ใช้สร้างกรดน้ำดี ผลที่ตามมาคือร่างกายจะผลิตกรดน้ำดีออกมามากเกินความจำเป็น ซึ่งภาวะนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพที่ตามมาในลำไส้
สิ่งที่นับว่าเป็นการค้นพบครั้งสำคัญของงานวิจัยชิ้นนี้คือ “ความแตกต่างทางเพศ” ต่อการตอบสนองต่อนาโนพลาสติก นักวิจัยพบว่า หนูตัวผู้มีความไวต่อผลกระทบจากนาโนพลาสติกมากกว่าหนูตัวเมียอย่างมีนัยสำคัญ สาเหตุหลักมาจากหนูตัวผู้มีปริมาณตัวขนส่ง ASBT ในลำไส้มากกว่าตัวเมีย ทำให้ร่างกายดูดซึมพลาสติกเข้าไปสะสมในตับได้มากกว่า เมื่อตับของหนูตัวผู้ได้รับผลกระทบหนักกว่า จึงส่งผลให้ระดับกรดน้ำดีในลำไส้เพิ่มสูงขึ้นจนเสียสมดุล โดยกรดน้ำดีปริมาณมากนี้จะไปเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของแบคทีเรียในลำไส้ โดยเฉพาะการไปลดจำนวนแบคทีเรียชนิดดีอย่างแลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus) และเพิ่มจำนวนแบคทีเรียก่อโรค ส่งผลให้หนูตัวผู้มีความเสี่ยงต่อการเกิดลำไส้ใหญ่อักเสบที่รุนแรงกว่า ในขณะที่หนูตัวเมียได้รับผลกระทบน้อยกว่ามากเนื่องจากกลไกการดูดซึมต่ำกว่า

งานวิจัยนี้ได้ชี้ให้เห็นถึงอันตรายของนาโนพลาสติกที่ปนเปื้อนในอาหารและน้ำดื่มซึ่งอาจส่งผลเสียต่อระบบทางเดินอาหารและตับ โดยเฉพาะในเพศชายที่ดูเหมือนจะมีความเสี่ยงทางชีวภาพมากกว่า และยังเป็นการเปิดมุมมองใหม่ทางการแพทย์ที่เน้นย้ำว่า “เพศ” เป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามในการศึกษาเรื่องโรคและการตอบสนองต่อสารพิษ
นอกจากนี้ความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกการดูดซึมผ่านตัวขนส่งกรดน้ำดีอาจนำไปประยุกต์ใช้ในทางที่เป็นประโยชน์ในอนาคตได้ เช่น การออกแบบระบบนำส่งยาทางปากที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่สำหรับประชาชนทั่วไป ข้อมูลนี้จะเป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการลดการใช้พลาสติกและหลีกเลี่ยงภาชนะพลาสติกที่เสื่อมสภาพ เพื่อลดความเสี่ยงในการนำสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายโดยไม่รู้ตัว

