บทความพิเศษ บทความสุขภาพและการแพทย์

โรคไข้กาฬหลังแอ่น รู้ทัน ป้องกันได้

แพทย์หญิงปุญญิศา อัศวะไพฑูรย์เสริฐ ภาควิชาอายุรศาสตร์เขตร้อน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โรคไข้กาฬหลังแอ่น เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Neisseria meningitidis มีทั้งหมด 13 สายพันธุ์หลัก (Serogroup) โดยมี 6 สายพันธุ์หลักที่ก่อโรคในคน ได้แก่ สายพันธุ์ A, B, C, W-135, X,  Y โดยเชื้อแบคทีเรียจะไปเกาะที่เยื่อบุโพรงจมูก แสดงอาการได้หลากหลาย ตั้งแต่ติดเชื้อโดยไม่แสดงอาการ มีการแสดงอาการเล็กน้อยคล้ายไข้หวัด ไปจนถึงติดเชื้อที่รุนแรง ได้แก่ เยื่อหุ้มสมองหรือการติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งเป็นอันตรายเพราะการดำเนินโรครวดเร็วยิ่งขึ้น

ในเดือน มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ได้เกิดการระบาดของโรคไข้กาฬหลังแอ่น สายพันธุ์ B ในกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยเคนต์ (University of Kent) เมืองแคนเทอร์เบอรี (Canterbury) ประเทศอังกฤษ โดยการระบาดมีความเชื่อมโยงกับกิจกรรมในสถานบันเทิงไนท์คลับแห่งหนึ่งในเมืองแคนเทอร์เบอรี ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีนักศึกษาจำนวนมากมารวมตัวกันอย่างหนาแน่น จากการสอบสวนการระบาดพบผู้ป่วยยืนยันทั้งหมด 21 คน ในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 2 ราย สำหรับสถานการณ์โรคไข้กาฬหลังแอ่นในประเทศไทย ข้อมูลจากกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ระบุว่า ในปี พ.ศ. 2568 มีรายงานผู้ป่วยสะสมประมาณ 39 ราย และมีผู้เสียชีวิต 5 ราย

บุคคลที่มีความเสี่ยงแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

  1. กลุ่มคนที่มีภาวะร่วมหรือโรคประจำตัว ได้แก่ กลุ่มคนที่ไม่มีม้าม หรือม้ามทำงานผิดปกติ โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (Sickle Cell Anemia) หรือมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น ผู้ที่มีภาวะคุ้มกันบกพร่องจากการขาดคอมพลีเมนต์ (Complement deficiency)
  2. กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงต่อการสัมผัสโรค ได้แก่ กลุ่มคนที่ทำงานในห้องแลป กลุ่มนักเดินทางที่เดินทางไปในประเทศในเขต Meningitis Belt บริเวณตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาราในทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นพื้นที่ ๆ มีการแพร่ระบาดของโรคไข้กาฬหลังแอ่น กลุ่มผู้ที่จะเดินทางไปผู้แสวงบุญในพิธีฮัจจ์และอุมเราะห์ กลุ่มนักเรียนและนักศึกษาที่เดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศในแถบยุโรป โดยเฉพาะผู้ที่ต้องอาศัยอยู่ในหอพักร่วมกับผู้อื่น

แพทย์หญิงปุญญิศา อัศวะไพฑูรย์เสริฐ กล่าวถึง ลักษณะอาการของโรคไข้กาฬหลังแอ่น ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการ หรือหากเป็นในกลุ่มที่แสดงอาการน้อย โดยลักษณะอาการเหมือนไข้หวัด มีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ในบางกลุ่มที่มีอาการรุนแรงจะมีไข้สูง ปวดหัวรุนแรง คอแข็ง ไม่สามารถก้มคอได้ หากมีอาการดังกล่าว อาจมีความเสี่ยงติดเชื้อที่เหยื่อหุ้มสมองหรือติดเชื้อในกระแสเลือดได้มื่อมีอาการรุนแรงการดำเนินการของโรคจะดำเนินภายใน 24 ชั่วโมง หากไม่ได้รับการรักษาหรือรับยาปฏิชีวนะไม่ทันอาจเสียชีวิตได้

วิธีการรักษา โรคไข้กาฬหลังแอ่นนี้สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ โดยควรได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว เนื่องจากโรคสามารถดำเนินไปอย่างรุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ หากมีอาการดังกล่าวข้างต้นร่วมกับมีประวัติการเดินทางในพื้นที่เสี่ยง ควรรีบพบแพทย์โดยเร็วที่สุด เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม โรคนี้สามารถป้องกันได้ด้วยการรับวัคซีน วัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่นที่อนุมัติใช้ในประเทศไทย แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ วัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น 4 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์ A, C, W-135 และ Y วัคซีนนี้สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป การฉีด 1 เข็ม สามารถป้องกันได้ประมาณ 5 ปี และวัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่นสายพันธุ์ B สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 2 เดือนขึ้นไป จำนวน 2 – 3 เข็ม ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น กลุ่มคนที่มีโรคประจำตัว กลุ่มคนที่ไม่มีม้าม หรือผู้ที่มีระบบการทำงานของม้ามบกพร่อง การฉีดควรให้ครบ 3 เข็ม โดยระยะเวลาเริ่มที่ 0 , 1-2 เดือน และ 6 เดือน หากยังมีความเสี่ยงอยู่ ให้ฉีดกระตุ้น 1 เข็มที่ 1 ปี หลังจากนั้นให้ทุก 2 – 3 ปี ในส่วนของกลุ่มคนที่เดินทางไปพื้นที่เสี่ยง รวมไปถึงนักเรียนและนักศึกษาที่เดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ ในแถบสหรัฐอเมริกา และยุโรป แนะนำฉีดให้ครบ 2 เข็ม โดยระยะห่างของการฉีดแต่ละเข็มห่างกัน 1- 6 เดือน ซึ่งผลข้างเคียงหลังการฉีดวัคซีน อาจมีอาการ บวม แดง ร้อน บริเวณที่ฉีดหรือมีไข้ต่ำ ได้ ทั้งนี้ หากมีอาการผลข้างเคียงดังกล่าว สามารถรับประทานยารักษาตามอาการได้

อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวทั่วไปที่เดินทางไปพักผ่อนหรือท่องเที่ยวในประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร หรือประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรป โดยทั่วไปถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อโรคไข้กาฬหลังแอ่นในระดับต่ำ ดังนั้น หากไม่ได้เดินทางไปยังพื้นที่หรือเข้าร่วมกิจกรรมที่มีผู้คนรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก เช่น การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกหรือฟุตบอลโลก โดยทั่วไปจึงไม่มีความจำเป็นต้องรับวัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่นก่อนการเดินทาง

สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคไข้กาฬหลังแอ่น หรือมีแผนเดินทางไปท่องเที่ยวหรือทำกิจกรรมในพื้นที่เสี่ยง สามารถเข้ารับคำปรึกษาก่อนการเดินทางกับแพทย์เฉพาะทางเวชศาสตร์การเดินทางและการท่องเที่ยวได้ที่ คลินิกเวชศาสตร์ท่องเที่ยวและการเดินทาง โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล

คลินิกเปิดให้บริการวันจันทร์–วันศุกร์ เวลา 08.00–16.00 น. และคลินิกนอกเวลา วันจันทร์–วันศุกร์ เวลา 16.00–19.00 น. รวมถึงวันเสาร์ เวลา 09.00–16.00 น. สำหรับวัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น มีค่าใช้จ่ายประมาณ 3,000–3,200 บาทต่อเข็ม

ท้ายนี้ประเทศไทยเข้าสู่ช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ ตอนนี้ประเทศไทยมีวัคซีนไข้หวัดใหญ่ปี 2026 แล้ว จึงแนะนำให้ประชาชนทุกคน ทุกช่วงวัยที่ยังไม่เคยรับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ หรือฉีดมาครบ 1 ปีแล้ว ให้มารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ เพื่อรับการกระตุ้นการป้องกัน สามารถฉีดได้ทั้งประเภทวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์ หรือวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่าไม่พบการระบาดของเชื้อสายพันธุ์ที่ 4 B/Yamagata ทั่วโลกมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2020 ดังนั้นการฉีดวัคซีนโรคไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์ จึงสามารถครอบคลุมเพียงพอต่อการป้องกัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด เป็นต้น ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย แนะนำว่าควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ รวมไปถึงความเสี่ยงเกี่ยวกับการเกิดอาการท้องเสีย จากอากาศทั้งในฤดูร้อน และฤดูฝน จึงแนะนำให้ประชาชนทุกคนกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ และหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำไว้เป็นเวลานาน

About Author