จับกระแสวิทย์ Sci-Trend

‘ปวดข้อ’ อาจไม่ใช่แค่ข้อเสื่อม แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ทั่วร่างกาย

เรื่องโดย ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา


อาการ “ปวดข้อ” ที่หลายคนคิดว่าเป็นความเสื่อมสภาพตามธรรมชาติจากการใช้งานหนักและอายุที่เพิ่มขึ้น อาจเป็นสัญญาณเตือนว่า ระบบในร่างกายกำลังเสียสมดุล ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์พบว่า โรคข้อเสื่อมไม่ใช่แค่โรคเฉพาะจุด แต่เป็น “โรคเชิงระบบ” ที่มีความเกี่ยวข้องกับโรคอ้วน ระบบเผาผลาญ และการอักเสบทั่วร่างกาย การรักษาที่มุ่งแก้ไขเฉพาะ “ข้อ” จึงอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

เมื่อพูดถึงโรคข้อเสื่อม ภาพที่คนส่วนใหญ่มักนึกถึงคือความเสื่อมสภาพตามธรรมชาติของร่างกายที่มาพร้อมกับอายุที่มากขึ้น คล้ายกับเครื่องจักรที่ผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนานจนชิ้นส่วนสึกหรอ โดยเฉพาะกระดูกอ่อนบริเวณผิวข้อที่ค่อย ๆ บางลงจนทำให้เกิดอาการเจ็บปวดและขยับร่างกายได้ยากลำบาก ความเข้าใจเดิมนี้ได้นำไปสู่แนวทางการรักษาที่มุ่งเน้นไปที่การซ่อมแซมหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนเฉพาะจุด เช่น การใช้ยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเมื่ออาการรุนแรง จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ทีมนักวิทยาศาสตร์จากสหรัฐอเมริกาและนอร์เวย์ได้เผยแพร่บทความในวารสาร Nature Reviews Rheumatology ซึ่งนำเสนอข้อมูลที่ท้าทายความเชื่อดั้งเดิมเกี่ยวกับโรคข้อเสื่อม โดยชี้ให้เห็นว่าโรคข้อเสื่อมอาจไม่ใช่เพียงผลลัพธ์ของการใช้งานหนักเฉพาะจุด แต่เป็น “โรคเชิงระบบ” ที่สะท้อนความผิดปกติของกลไกการทำงานทั่วทั้งร่างกาย

ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ฉายภาพให้เห็นว่า โรคข้อเสื่อมมีความซับซ้อนมากกว่าการสึกหรอทางกายภาพเพียงอย่างเดียว โดยหัวใจสำคัญที่ค้นพบคือความเชื่อมโยงระหว่างสุขภาพของข้อต่อกับระบบเมตาบอลิซึมหรือระบบเผาผลาญของร่างกายที่บ่งชี้ว่าโรคอ้วนไม่ได้ส่งผลเสียต่อข้อต่อเพียงเพราะน้ำหนักตัวที่กดทับลงมาเท่านั้น แต่เนื้อเยื่อไขมันในร่างกายยังทำหน้าที่เสมือนโรงงานผลิตสารเคมีที่ก่อให้เกิดการอักเสบส่งเข้าสู่กระแสเลือด สารเหล่านี้สามารถเดินทางไปทำลายเนื้อเยื่อในข้อต่อได้ทั่วร่างกาย แม้แต่ในข้อที่ไม่ได้รับน้ำหนักก็ตาม นอกจากนี้ยังพบความเชื่อมโยงระหว่างโรคข้อเสื่อมกับภาวะอื่น เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ความไม่สมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อระบบหนึ่งในร่างกายเสียสมดุลก็จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังระบบอื่น ๆ รวมถึงสุขภาพของข้อต่อด้วย

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือความแตกต่างทางเพศ ทีมนักวิจัยพบว่า ผู้หญิงมักมีความรุนแรงของโรคข้อเสื่อมมากกว่าผู้ชาย โดยมีปัจจัยทางชีววิทยาที่ซับซ้อนเกินกว่าแค่เรื่องของฮอร์โมนเพศ งานวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าอาการปวดในผู้ป่วยบางรายอาจไม่ได้สัมพันธ์กับความเสียหายของโครงสร้างกระดูกที่เห็นในฟิล์มเอกซเรย์เสมอไป ผู้ป่วยบางรายมีความเสื่อมของข้อไม่มากนักแต่กลับมีอาการปวดรุนแรง ในทางกลับกันบางรายมีการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างข้อชัดเจนแต่กลับมีอาการน้อย สาเหตุที่เป็นเช่นนี้อาจเกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทที่รับรู้ความเจ็บปวดไวเกินกว่าปกติซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยกระตุ้นทั่วร่างกายมากกว่าความเสียหายเฉพาะที่ข้อเข่าเพียงอย่างเดียว

การเปลี่ยนมุมมองต่อโรคข้อเสื่อมจากโรคเฉพาะที่มาเป็นโรคเชิงระบบนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางการรักษาและการวิจัยในอนาคต การค้นพบนี้ช่วยอธิบายว่าเหตุใดการพัฒนายาที่มุ่งเน้นเพียงการยับยั้งการทำลายกระดูกอ่อนจึงมักล้มเหลวในการทดลองทางคลินิก เพราะไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุซึ่งซ่อนอยู่ในระบบการทำงานของร่างกาย ดังนั้นการรักษาโรคข้อเสื่อมในอนาคตจึงจำเป็นต้องมองในภาพรวมแบบองค์รวม (whole-person approach) โดยอาจมีการนำยาที่ใช้รักษาโรคระบบเผาผลาญหรือยาลดความอ้วนกลุ่มใหม่ ๆ มาประยุกต์ใช้เพื่อลดการอักเสบทั่วร่างกายซึ่งอาจช่วยชะลอความเสื่อมของข้อต่อได้พร้อมกัน นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการจำแนกผู้ป่วยออกเป็นกลุ่มย่อยตามกลไกการเกิดโรคที่แตกต่างกัน เพื่อให้สามารถเลือกวิธีการรักษาที่จำเพาะและเหมาะสมกับแต่ละบุคคลมากที่สุด รวมถึงการพัฒนาเครื่องมือตรวจวินิจฉัยที่ตรวจพบความผิดปกติในเลือดหรือของเหลวในร่างกายได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่จะเกิดความเสียหายถาวรต่อโครงสร้างข้อต่อ

การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์นี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม แต่ยังอาจนำไปสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับกลไกความชราและโรคเรื้อรังอื่น ๆ ที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก


แหล่งข้อมูลอ้างอิง

About Author