ข่าววิทย์

ปิดฉาก 97 ปี เจมส์ วัตสัน บิดาผู้ร่วมไขโครงสร้าง DNA และเงื่อนงำข้อครหาที่ยังคงอยู่

เจมส์ วัตสัน (James Watson) นักชีววิทยาโมเลกุลชาวอเมริกัน ผู้สร้างคุณูปการใหญ่หลวงให้โลกด้วยการร่วมค้นพบโครงสร้างเกลียวคู่ของ DNA จนคว้ารางวัลโนเบลในปี 1962 ได้เสียชีวิตลงแล้วอย่างสงบเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2025 ขณะมีอายุ 97 ปี การจากไปของเขาถือเป็นการปิดตำนานหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 ซึ่งชีวิตของเขาเต็มไปด้วยความสำเร็จอันยิ่งใหญ่และข้อถกเถียงที่เข้มข้น

การค้นพบโครงสร้างของ DNA (ดีเอ็นเอ) ที่วัตสันและ ฟรานซิส คริก (Francis Crick) ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1953 ถือเป็นหนึ่งในการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญที่สุดตลอดกาล เปรียบได้กับการไขความลับของสิ่งมีชีวิต

มันอธิบายได้ว่า “ยีน” (gene) ทำงานอย่างไร และข้อมูลทางพันธุกรรมถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างไร การค้นพบนี้ได้ให้กำเนิดศาสตร์ใหม่ที่เรียกว่า ชีววิทยาโมเลกุล (molecular biology) และเป็นรากฐานของเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การตัดต่อพันธุกรรม (GMOs) ไปจนถึงการบำบัดด้วยยีน

วัตสันฉายแววอัจฉริยะตั้งแต่เด็ก โดยเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยชิคาโกตั้งแต่อายุเพียง 15 ปี แม้เดิมทีจะสนใจเรื่องนก แต่เขาก็เปลี่ยนความสนใจมายังคำถามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการชีววิทยาในยุคนั้น นั่นคือ “ยีนทำมาจากอะไร?”

ในยุคนั้น นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยังคงเชื่อว่าโปรตีนน่าจะเป็นโมเลกุลที่เก็บรหัสพันธุกรรม แต่เมื่อการทดลองสำคัญในปี ค.ศ. 1944 ชี้ชัดว่า DNA คือคำตอบ การแข่งขันเพื่อค้นหาโครงสร้างของมันจึงเริ่มต้นขึ้น

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1951 เมื่อวัตสันได้เห็นภาพถ่ายรังสีเอกซ์ (X-ray) ของ DNA จากการบรรยายของ มอริซ วิลคินส์ (Maurice Wilkins) ภาพนั้นจุดประกายให้เขามุ่งหน้าไปยังห้องปฏิบัติการคาเวนดิช ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และได้พบกับคริก ทั้งคู่มีเป้าหมายเดียวกัน และเริ่มทำงานร่วมกันทันที

ในปี ค.ศ. 1953 วัตสันและคริก ตีพิมพ์บทความชิ้นประวัติศาสตร์ในวารสาร Nature โดยเสนอแบบจำลองโครงสร้างเกลียวคู่ของ DNA

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนี้มีประเด็นถกเถียงสำคัญที่ถูกพูดถึงมาจนถึงปัจจุบัน นั่นคือบทบาทของโรซาลินด์ แฟรงคลิน (Rosalind Franklin) นักเคมีและผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพรังสีเอกซ์

ข้อมูลชี้ชัดว่า ภาพถ่ายรังสีเอกซ์ของแฟรงคลิน โดยเฉพาะภาพที่มีชื่อเสียงอย่าง “Photo 51” คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่สุดที่ช่วยให้วัตสันและคริกไขปริศนาโครงสร้างเกลียวคู่ได้สำเร็จ แต่ทั้งคู่กลับได้เห็นข้อมูลนี้ผ่านรายงานภายใน โดยไม่ได้รับการอนุญาตหรือให้เครดิตแฟรงคลินอย่างเหมาะสมในบทความชี้ขาดฉบับนั้น

ผลจากการค้นพบนี้ ทำให้ วัตสัน คริก และ วิลคินส์ ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ ในปี ค.ศ. 1962 ทว่า แฟรงคลินกลับไม่ได้รับรางวัลนี้ เนื่องจากเธอเสียชีวิตไปก่อนในปี ค.ศ. 1958 ด้วยโรคมะเร็งรังไข่ และรางวัลโนเบลไม่มีนโยบายมอบให้ย้อนหลัง

แม้ว่า เจมส์ วัตสัน จะเป็นบุคคลที่เต็มไปด้วยข้อถกเถียง ทั้งในแง่พฤติกรรมและการแสดงความคิดเห็นที่มักจะตรงไปตรงมาจนสร้างความไม่พอใจในหลายครั้ง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาคือหนึ่งในเสาหลักของวิทยาศาสตร์ยุคใหม่

ปัจจุบัน วงการวิทยาศาสตร์ได้หันกลับมายกย่องและให้การยอมรับว่า โรซาลินด์ แฟรงคลิน คือผู้มีคุณูปการเท่าเทียมในการค้นพบครั้งประวัติศาสตร์นี้ การจากไปของ เจมส์ วัตสัน จึงเป็นการปิดฉากชีวิตของนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่ทิ้งไว้ทั้งมรดกความรู้อันล้ำค่า และบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับจริยธรรมและการให้เกียรติเพื่อนร่วมงานในวงการวิทยาศาสตร์


ข้อมูลจาก: Live Science

About Author