จับกระแสวิทย์ Sci-Trend

“ควันบุหรี่” สั่ง “เส้นประสาท” บล็อกระบบภูมิคุ้มกัน เร่งมะเร็งปอดลุกลาม

เรื่องโดย ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา


นักวิทยาศาสตร์ไขปริศนา ทำไมการได้รับควันบุหรี่ในช่วงเวลาสั้น ๆ ก็อาจส่งผลร้ายต่อร่างกายได้มากกว่าที่เคยเข้าใจ นั่นเพราะควันบุหรี่ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปอดด้วยการทำลายดีเอ็นเอเพียงอย่างเดียว แต่ยังอาศัย “ระบบประสาท” เป็นตัวกลางในการกดการทำงานของภูมิคุ้มกันในปอด เปิดโอกาสให้มะเร็งเติบโตและลุกลามได้ง่ายขึ้น นี่คือมุมมองใหม่ที่กำลังเปลี่ยนความเข้าใจเกี่ยวกับพิษภัยของบุหรี่

เป็นที่ทราบกันดีว่า “ควันบุหรี่” คือสาเหตุหลักของการเกิดมะเร็งปอด โดยที่ผ่านมามีคำอธิบายผ่านกลไกทางเคมีที่ว่า สารพิษในบุหรี่จะเข้าไปทำลายและก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ของดีเอ็นเอในเซลล์ปอด จนเซลล์เหล่านั้นเติบโตผิดปกติและกลายเป็นมะเร็งในที่สุด แต่งานวิจัยล่าสุดที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสาร Cell เมื่อไม่นานมานี้ได้เปิดเผยองค์ความรู้ใหม่ที่น่าสนใจ นั่นคือ การค้นพบกลไกที่เชื่อมโยงระหว่างควันบุหรี่กับมะเร็งปอดผ่าน “ระบบประสาท” ซึ่งเป็นเส้นทางที่เราอาจไม่เคยคาดคิดมาก่อน และอาจช่วยอธิบายได้ว่าทำไมควันบุหรี่จึงสามารถเร่งให้มะเร็งปอดเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

กุญแจสำคัญขององค์ความรู้นี้เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจโครงสร้างที่เรียกว่า tertiary lymphoid structure (TLS) ซึ่งเปรียบได้กับ “ฐานทัพย่อย” ของระบบภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นมาใหม่บริเวณรอบก้อนมะเร็งปอดชนิด adenocarcinoma (LUAD) ซึ่งพบได้บ่อยที่สุดในคนที่ไม่สูบบุหรี่ โดยฐานทัพย่อยนี้ทำหน้าที่รวบรวมและฝึกฝนเซลล์ภูมิคุ้มกันอย่างเซลล์บี (B cell) และเซลล์ที (T cell) เพื่อให้พร้อมจู่โจมเซลล์มะเร็งได้อย่างทันท่วงที ในทางการแพทย์พบว่า ผู้ป่วยที่มี TLS ปริมาณมากรอบก้อนมะเร็งมักจะมีอัตราการรอดชีวิตที่ยาวนานกว่าและตอบสนองต่อการรักษาได้ดีกว่า แต่งานวิจัยพบว่า สารพิษในควันบุหรี่มีกลไกที่เข้าไป “เหยียบเบรก” หรือขัดขวางกระบวนการสร้างฐานทัพภูมิคุ้มกันเหล่านี้เอาไว้ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถแสดงศักยภาพในการต่อสู้กับมะเร็งได้อย่างเต็มที่

งานวิจัยชิ้นนี้ได้เจาะลึกเข้าไปถึงกลไกการทำงานระดับเซลล์เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าว โดยชี้ให้เห็นว่าภายในปอดของเรามีเครือข่ายเส้นประสาทรับความรู้สึกเจ็บปวด (nociceptive sensory neuron) แผ่สยายอยู่หนาแน่นเพื่อคอยตรวจจับสิ่งแปลกปลอมและสารระคายเคือง เมื่อเราสูดดมควันบุหรี่เข้าไป สารเคมีที่เป็นพิษในควันจะทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นความรู้สึกที่รุนแรง ส่งผลให้เส้นประสาทเหล่านี้ตื่นตัวและหลั่งสารเคมีส่งสัญญาณที่เรียกว่า CGRP ออกมาในปริมาณมหาศาลรอบ ๆ ก้อนมะเร็ง

ในสภาวะปกติ หากร่างกายตรวจพบสิ่งผิดปกติ เซลล์ภูมิคุ้มกันด่านหน้าที่เรียกว่า แมโครฟาจ (macrophage) จะทำหน้าที่เหมือนหน่วยลาดตระเวนที่คอยส่งสัญญาณเตือนภัยเพื่อเรียกเซลล์ผู้สร้างอย่างไฟโบรบลาสต์ (fibroblast) ให้เข้ามาช่วยกันก่อร่างสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับตั้ง TLS เพื่อมาจัดการกับสิ่งแปลกปลอม แต่เมื่อมีสารประสาท CGRP หลั่งออกมาเป็นจำนวนมาก สารนี้จะเข้าไปจับกับตัวรับบนแมโครฟาจและส่งสัญญาณสั่งการให้ “หยุดทำงาน” ส่งผลให้เซลล์เหล่านี้ไม่สามารถส่งสัญญาณเรียกเซลล์ไฟโบรบลาสต์เข้ามาในพื้นที่ได้ เมื่อไม่มีช่างก่อสร้างคอยเตรียมพื้นที่ โครงสร้างของ TLS จึงไม่สามารถประกอบร่างขึ้นมาได้สำเร็จ ทำให้พื้นที่รอบก้อนมะเร็งกลายเป็นเขตอับสัญญาณที่กองทัพภูมิคุ้มกันไม่สามารถเข้ามารวมตัวกันเพื่อต่อสู้กับมะเร็งได้ เซลล์มะเร็งจึงแบ่งตัวและแพร่กระจายได้อย่างอิสระโดยปราศจากแรงต้านทานใด ๆ

องค์ความรู้ใหม่นี้ได้เปลี่ยนความเข้าใจเดิม ๆ เกี่ยวกับโทษของบุหรี่ เนื่องจากพิสูจน์ให้เห็นว่า ควันบุหรี่ไม่ได้ทำร้ายร่างกายเพียงแค่การเข้าไปทำลายสายดีเอ็นเอจนเกิดการกลายพันธุ์สะสมเป็นเวลาหลายปีเท่านั้น แต่ยังมีฤทธิ์ทางอ้อมที่รวดเร็วและรุนแรงผ่านการกระตุ้นให้เกิดภาวะ “ระบบประสาทอักเสบ” (neurogenic inflammation) ซึ่งเปรียบเสมือนการที่ควันบุหรี่เข้าไปสับสวิตช์ตัดไฟระบบป้องกันภัยของร่างกายในทันที โดยใช้เครือข่ายเส้นประสาทรับความรู้สึกในปอดเป็นตัวกลางส่งสัญญาณขัดขวางระบบภูมิคุ้มกัน กลไกนี้ช่วยเติมเต็มจิกซอว์ชิ้นสำคัญที่นักวิทยาศาสตร์สงสัยมานานว่า เหตุใดการสัมผัสควันบุหรี่เพียงไม่นาน หรือแม้กระทั่งการได้รับควันบุหรี่มือสองในชีวิตประจำวันจึงเร่งปฏิกิริยาให้ก้อนมะเร็งปอดเติบโตและลุกลามได้อย่างรวดเร็วผิดปกติ นั่นเป็นเพราะระบบภูมิคุ้มกันส่วนท้องถิ่นถูกทำให้ตาบอดและไม่สามารถสร้างแนวป้องกันขึ้นมาได้ตั้งแต่แรกเริ่ม


ภาพประกอบสร้างโดยเอไอ (NotebookLM) ภายใต้แนวคิดของผู้เขียน

การค้นพบนี้ไม่เพียงเติมเต็มความเข้าใจเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างบุหรี่กับมะเร็งปอด แต่ยังเปิดประตูสู่แนวทางการรักษาใหม่ ๆ ที่อาจมุ่งเป้าไปยังการสื่อสารระหว่างระบบประสาทกับระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อฟื้นฟูความสามารถของร่างกายในการต่อสู้กับมะเร็งในอนาคต

About Author