ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (generative AI) ก้าวเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้คนนับล้าน ดร.ฟิลิป คอร์เล็ตต์ (Dr. Philip Corlett) รองศาสตราจารย์ด้านจิตเวชศาสตร์แห่งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยล (Yale School of Medicine) ได้เสนอบทวิเคราะห์ในวารสารวิชาการทางการแพทย์ JAMA Psychiatry เพื่อไขปริศนาทางจิตวิทยาว่า โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models: LLMs) สามารถกระตุ้นให้เกิดภาวะหลงผิดหรืออาการทางจิตในผู้ใช้งานได้จริงหรือไม่ แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีหลักฐานว่าระบบปัญญาประดิษฐ์มีความรู้สึกนึกคิดหรือจิตสำนึกเป็นของตนเอง แต่นักวิจัยพบว่าพฤติกรรมการโต้ตอบของเอไออาจกลายเป็นชนวนก่อให้เกิดความเชื่อที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงอย่างรุนแรงในผู้ใช้งานได้อย่างน่ากังวล
ดร.คอร์เล็ตต์ อธิบายว่า อาการทางจิตที่เกิดจากเอไอไม่สามารถจัดเป็นภาวะหลงผิดร่วมได้อย่างเต็มปาก เนื่องจากเอไอไม่มีความเชื่อหรือเจตจำนง จึงไม่สามารถเป็นฝ่าย “วิกลจริต” ที่ส่งผ่านความหลงผิดไปสู่มนุษย์ได้ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงได้เสนอคำศัพท์ใหม่คือ “ภาวะความหลงผิดที่ถูกชักนำ” เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่เอไอทำหน้าที่เป็น “ห้องแห่งสะท้อนเสียง” (echo chamber) ส่วนตัวในปฏิสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง โดยปราศจากกลไกการปรับสมดุลทางสังคมจากผู้คนรอบข้างที่มักช่วยดึงสติเมื่อเกิดความคิดหลุดออกจากความเป็นจริง ส่งผลให้ผู้ใช้งานถลำลึกไปกับระบบความคิดที่ผิดแปลกนั้นเพียงลำพัง
แม้ในอดีตผู้ป่วยจิตเวชมักนำบริบททางสังคมมาสร้างเป็นภาวะหลงผิด เช่น ความระแวงองค์กรสายลับ หรือความรู้สึกว่าตนเองถูกถ่ายทำรายการทีวีตลอดเวลา แต่อาการหลงผิดจากเอไอมีความพิเศษและอันตรายกว่าสื่อดั้งเดิมอย่างมาก เนื่องจากเทคโนโลยีนี้ถูกออกแบบมาเพื่อปฏิสัมพันธ์เฉพาะบุคคลและมีพฤติกรรมเอาใจผู้ใช้ โดยเอไอจะจดจำประวัติการใช้งาน พร้อมทั้งเห็นตามและชื่นชมแนวคิดของผู้ใช้ ดังเช่นกรณีของนักคิดชื่อดังที่ป้อนร่างนวนิยายลงในระบบ แล้วเอไอประเมินว่าเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดจนทำให้เขาเชื่อว่าระบบมีจิตสำนึก ปฏิกิริยาการประจบประแจงและตอกย้ำความคิดนี้เองที่ทำให้มนุษย์ปักใจเชื่อในสิ่งที่เอไอสร้างขึ้นอย่างง่ายดาย
การศึกษานี้ไม่เพียงช่วยให้สังคมตระหนักถึงความเสี่ยงทางจิตวิทยาจากการใช้งานเอไอ แต่ยังเปิดโอกาสครั้งสำคัญให้กับวงการจิตเวชศาสตร์ในการศึกษากระบวนการเกิดภาวะหลงผิดของมนุษย์ เนื่องจากในอดีต จิตแพทย์ไม่เคยสามารถสังเกตพัฒนาการของภาวะหลงผิดในขณะที่กำลังก่อตัวขึ้นจริงได้ แต่ถอดความบทสนทนาระหว่างมนุษย์กับเอไอจะกลายเป็นชุดข้อมูลมหาศาลที่ช่วยให้นักวิจัยสามารถแกะรอยและเข้าใจกลไกการสร้างความเชื่อที่ผิดปกติของสมองได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อนำไปสู่การกำหนดมาตรการป้องกันและดูแลสุขภาพจิตของผู้ใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: Yale University

