เรื่องโดย ผศ. ดร.ป๋วย อุ่นใจ
ศิลปะอาจถูกมองว่าเป็นสิ่งที่สูงส่ง ในขณะที่แบคทีเรียและจุลินทรีย์นั้นถูกมองเป็นสิ่งสกปรกต้อยต่ำ แต่บางครั้งความงดงามและความสูงส่งก็ต้องการ “ความช่วยเหลือจากสิ่งที่ต้อยต่ำระดับจุลภาค” เพื่อการฟื้นคืน !
ในโลกแห่งศิลปะ กำแพงอาจไม่ใช่แค่โครงสร้าง แต่เป็นภาพสะท้อนแห่งวิถีชีวิต ศรัทธา และจิตวิญญาณของผู้คนในแต่ละยุคแต่ละสมัย มิได้ต่างไปจากผืนผ้าใบผืนใหญ่ที่จารึกผลงานเอกอุของจิตรกรระดับเทพ
ถ้าคุณเคยลองสังเกตตามผนังวัด เราจะได้เห็นความงดงามในทางศิลปะและแนวคิด ความเป็นอยู่ของผู้คน ไม่บอกว่าวัดไหนแต่ถ้าคุณหาดูดี ๆ คุณอาจจะเจอภาพโปเกมอน โดราเอมอน ป๊อปอาย หรือแม้แต่ตัวเหี้ย ปรากฏให้เห็นอยู่บนผนังวัด
และที่จริงหนึ่งในความสนุกของการไปวัดคือการหาไข่อีสเตอร์ (easter egg) ที่เป็นกิมมิกที่ซ่อนอยู่อย่างแนบเนียนที่ช่วยสร้างรอยยิ้มให้แก่คนที่เห็น
แต่เมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนาน ภาพจิตรกรรมฝาผนังเหล่านี้ก็เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา และหากเราต้องการที่จะให้ภาพสะท้อนแห่งจิตวิญญาณแห่งยุคดำรงอยู่และส่งต่อเป็นมรดกถึงยุคต่อไป เราก็ต้องหาวิธีที่เหมาะสมมาช่วยทำความสะอาดและบูรณะปฏิสังขรณ์ภาพงานศิลป์เหล่านี้ให้สวยงาม
ภาพจิตรกรรมฝาผนังในเมืองไทยที่หลุดลอกมีความยากในการฟื้นฟู และต้องใช้กลยุทธ์ที่ชาญฉลาดมาจัดการ
ไม่ใช่แค่รื้อ ต่อเติม เพนต์ภาพทับ หรือแต่งแต้มสีเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้พอดูไม่ขี้เหร่
และไม่ใช่แค่ปัดฝุ่น เอาผ้าชุบน้ำเช็ด หรือเอาสก๊อตช์-ไบรต์ขัด
แต่ต้องเป็นวิธีการที่อ่อนโยนกว่านั้น ที่จะช่วยอนุรักษ์สภาพออริจินัลของภาพไว้ให้ได้มากที่สุด สมบูรณ์ที่สุด และเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด
แน่นอนว่าคุณไม่อยากให้สก๊อตช์-ไบรต์ขัดเอาจิตวิญญาณแห่งอดีตซึ่งเป็นมรดกตกทอดล้ำค่าจากรุ่นสู่รุ่นให้หลุดลอกและจางหายไปพร้อมกับคราบไคลใช่ไหมล่ะครับ
นั่นทำให้ศิลปิน ภัณฑารักษ์ และนักอนุรักษ์งานศิลป์คิดค้นเทคนิคต่าง ๆ มากมาย เพื่อรักษารายละเอียดที่สลับซับซ้อนของภาพและงานศิลปะโบราณเอาไว้ให้ได้มากที่สุด
ไม่ใช่แค่บนผืนผ้าใบหรืองานประติมากรรมหินอ่อน แต่เป็นงานศิลป์ทุกรูปแบบ รวมถึงภาพจิตรกรรมฝาผนัง ทั้งเซกโก (secco) ซึ่งเป็นการเพนต์สีปูนแห้ง และเฟรสโก (fresco) ซึ่งเป็นการเพนต์สีปูนเปียก ผลงานเหล่านี้ส่วนใหญ่ผ่านช่วงเวลาสำคัญแห่งชีวิตกันมาแล้วอย่างโชกโชน
อีกทั้งยังบันทึกเนื้อหา เรื่องราว ตำนาน ข่าวสาร รวมถึงคติชนที่แยบยล ผลงานแทบทุกชิ้นจึงมีค่าควรเมือง ไม่มีช่องว่างอะไรให้ผิดพลาด
ทุกกลยุทธ์ ทุกแนวคิด ทุกวิธีการที่ใช้ในบูรณะงานศิลปะสำคัญจึงต้องถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี อ่อนโยน และมีความละเอียดอ่อนสูง
ที่เซอร์ไพรส์ที่สุดคือกลยุทธ์ในการทำนุบำรุงผลงานโบราณนั้น หลายครั้งกลับสร้างปัญหาและเป็นตัวการที่ทำให้งานศิลปะอันทรงคุณค่าพวกนี้เสียหาย
การซ่อมภาพฝาผนังแบบเฟรสโกหรือศิลปะปูนเปียกในสมัยก่อนจะเป็นการลอกภาพออกมาซึ่งยากมาก เพราะการวาดภาพแบบเฟรสโกนี้ต้องระบายสีลงไปในผิวปูนฉาบละเอียดชั้นนอกสุดขณะที่ปูนยังไม่แข็งตัว เรียกว่า อินโตนาโก (intonaco) ระบายไปก็ฉาบไป ทำให้เม็ดสีซึมลึกเข้าไปในเนื้อปูนผิวนอกและยึดติดเป็นเนื้อเดียวกันกับผนัง ไม่ใช่แค่แปะเคลือบอยู่บนผิว เมื่อปูนแห้ง ภาพจึงมีความทนทานสูงและคงอยู่ได้หลายร้อยปี
แต่นั่นทำให้การซ่อมแซมทำได้ยาก ถ้าทำแค่แต้มสีลงไปที่ผิวนอกแบบฉาบฉวย ก็จะไม่ค่อยเนียน และถ้าฝีมือจิตรกรไม่ได้เรื่อง บางทีเนื้อหาของภาพก็อาจผิดเพี้ยนไปได้
โดยมากก็จะใช้วิธีลอกภาพออกมาแปะอยู่บนแผ่นวัสดุรองรับภาพใหม่ ซึ่งอาจจะเป็นแผ่นไม้หรือวัสดุอื่น โดยเทคนิคการลอกภาพก็จะมีอยู่สามวิธีการหลักที่เรียกกันในภาษาอิตาเลียนว่า
- สตักโก อา มัสเซลโล (stacco a massello) หรือการลอกภาพจิตรกรรมออกพร้อมกับปูนเตรียมพื้น ที่เรียกว่า อาริชโช (arriccio) และส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดของโครงสร้างผนังที่รองรับภาพ
- สตักโก (stacco) ซึ่งก็คือ การลอกภาพออกมาพร้อมชั้นของปูนเตรียมพื้นที่ติดกับภาพ
- สตรัปโป (strappo) (แปลตรงตัวว่า “การฉีก”) หรือการลอกเฉพาะชั้นสี (ชั้นที่มีเม็ดสี) ออก โดยใช้กาวติดแผ่นพยุงไว้ด้านหน้าแล้วดึงออกมา
แม้จะเป็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นที่ยอมรับทั่วไป แต่การลอกภาพเฟรสโกออกมาเพื่อถ่ายโอนภาพมาไว้บนแผ่นไม้กลับไม่ได้เป็นวิธีที่นักวิจัยแนะนำ ส่วนใหญ่จะบอกว่าวิธีการเหล่านี้ควรหลีกเลี่ยงเพราะสุ่มเสี่ยงมาก ถ้าทำอย่างไม่ระมัดระวังอาจทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงต่อภาพที่อยากจะเก็บไว้ได้
นั่นหมายความว่าการลอกภาพออกมาเพื่อการอนุรักษ์ถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง แต่หากจำเป็นจริง ๆ และไม่มีทางเลือกอื่นใดที่จะคงลักษณะดั้งเดิมของภาพจิตรกรรมไว้ ก็ควรเก็บรักษาชั้นเตรียมพื้นไว้ให้ได้มากที่สุดด้วยเทคนิคสตักโก อา มัสเซลโล ซึ่งมักใช้งบประมาณบานปลายงอกเงย
คำถามคือมีวิธีการใดที่จะนำมาบำรุงรักษาและซ่อมแซมภาพโบราณเหล่านี้ได้ดีกว่า โดยไม่ต้องลอกหรือแงะออกมา และเพื่อขจัดปัญหาที่เกิดจากการพยายามที่จะบูรณะแบบรู้เท่าไม่ถึงการ อย่างการใช้กาวจากสัตว์ลอกเอาภาพออกมาในกระบวนการสตรัปโป ที่อาจทำให้ภาพเปื้อนกาวจนเละเทะไปหมด และบางทีก็เสียหายจนเกินเยียวยา
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มีระเบิดลูกหนึ่งไปตกอยู่ใกล้ ๆ กับสุสานคัมโปซันโต (Camposanto Monumentale) เมืองปิซา ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นพื้นที่โบราณสถานที่มีภาพจิตรกรรมขนาดยักษ์ในตำนาน “ชัยชนะแห่งความตาย (Triumph of Death)” ผลงานของจิตรกร บูโอนามีโก บุฟฟัลมักโก (Buonamico Buffalmacco) ที่อยู่ยั้งยืนยงมาเนิ่นนานตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 14

จิตรกรรมชัยชนะแห่งความตาย (Triumph of Death) ผลงานของ บูโอนามีโก บุฟฟัลมักโก
ที่มาภาพ : Public Domain via Wikimedia Commons
แรงระเบิดทำให้เกิดอัคคีภัยที่สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลทั้งกับสิ่งปลูกสร้าง และเกิดร่องรอยความเสียหายจากความร้อน รอยไหม้ เขม่าควัน และฝุ่น
ในตอนนั้นสถานการณ์ถือว่าฉุกเฉินสำหรับนักอนุรักษ์และนักประวัติศาสตร์ ถ้าอยากเก็บรักษาภาพเฟรสโกในตำนานเหล่านี้ไว้ พวกเขาต้องทำอะไรสักอย่างก่อนที่พวกมันจะสูญสลายม้วยมรณังไปตามชื่อ
เมื่อไม่มีทางเลือก พวกเขาตัดสินใจลอกภาพออกมาทันทีหลังสงครามสงบ และด้วยงบประมาณที่จำกัด พวกเขาจำต้องใช้เทคนิคสตรัปโปซึ่งสุ่มเสี่ยงที่สุดและให้ผลอ่อนด้อยที่สุดในแง่ประสิทธิภาพ พวกเขาทากาวจากสัตว์ลงไปบนภาพและลอกภาพออกมาเพื่อถ่ายโอนลงไปบนแผ่นตัวกลางแอสเบสทอส (asbestos) หรือแร่ใยหิน แต่ต่อมาก็ตัดสินใจเปลี่ยนแผ่นตัวกลางจากเเอสเบสทอสเป็นไม้แทนเพื่อให้คงทนมากขึ้น
แม้ว่าภาพชัยชนะแห่งความตายจะรอดจากหายนะมาได้หวุดหวิด แต่ใช่ว่าความมืดมนอนธการจะหมดสิ้นไป กาวที่พวกเขาเลือกมาใช้นั้นกลับสร้างปัญหาหนักหนาสาหัสเพราะมันไปจับตัวรวมเป็นเนื้อเดียวกับรอยฝุ่นและเขม่าควัน และฝังตัวอยู่ในภาพ กลายเป็น “คราบแห่งเจตนาดี” ที่ไม่มีใครแกะหรือเช็ดออกได้โดยไม่ให้ภาพนั้นเสียหาย
และด้วยงบประมาณการเก็บรักษาที่มีจำกัดจำเขี่ย ภาพชัยชนะแห่งความตายจึงประสบปัญหาเรื่องความชื้นและเชื้อราเรื้อรังจนต้องรื้อออกมาซ่อมแซมฉุกเฉินไม่จบไม่สิ้นอยู่หลายสิบปี
จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2552 จีอันคาร์โล รานัลลี (Giancarlo Ranalli) นักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยโมลีเซ (University of Molise) สนใจทดลองใช้เชื้อแบคทีเรียบรรเทาความเสียหายของภาพเฟรสโก เขาติดต่อหาพันธมิตรและได้รับความสนใจถล่มทลายทั้งจากนักประวัติศาสตร์ศิลป์อย่างพิลาร์ บอสช์-รอยก์ (Pilar Bosch-Roig) จากมหาวิทยาลัยพอลิเทคนิคบาเลนเซีย (Universitat Politècnica de València) และนักอนุรักษ์งานศิลป์ ดอนนาเทลลา ซารี (Donnatella Zari) จากองค์กรโอเปรา เดลลา พรีมาซิอาเล ปีซานา (Opera della Primaziale Pisana)
ไอเดียของรานัลลีนั้นค่อนข้างตรงไปตรงมา ถ้าโปรตีนในกาวสัตว์คือตัวสร้างปัญหา เราใช้แบคทีเรียที่ย่อยตัวปัญหาให้หมดสิ้นไปได้ ก็น่าจะจบ
หลังจากเริ่มตะลุยหาทุนและต่อสู้จนได้งบประมาณก้อนโตมา แผนการบูรณะภาพจิตรกรรมฝาผนังชุดใหญ่ของบุฟฟัลมักโกระดับมหากาพย์ก็เริ่มขึ้น
พวกเขาวางแผนการทรีตเมนต์ภาพเป็น 2 สเต็ป สเต็ปแรกคือด้านหน้า และสเต็ปต่อมาคือด้านหลัง
เชื้อแบคทีเรียที่พวกเขาเลือกใช้คือ Pseudomonas stutzeri สายพันธุ์ A29 ที่ผลิตเอนไซม์โปรตีเอส (protease) และคอลลาจีเนส (collagenase) ที่ย่อยโปรตีนกาวสัตว์ได้อย่างมีประสิทธิภาพแบบเฉพาะเจาะจงโดยไม่ส่งผลใด ๆ กับเม็ดสีที่ฝังอยู่ในปูนเฟรสโก
ผลที่ได้น่าตื่นเต้น เพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง กาวโปรตีนจากสัตว์ที่เคยสร้างปัญหาก็ถูกย่อยสลายไปจนเกือบหมด ภาพที่เคยหมองหม่นก็เริ่มสดใส ภาพที่เคยพร่าเลือนก็เริ่มชัดเจน จนคนดูแลสุสานถึงกับหลุดปากอุทานว่า “ไม่น่าเชื่อว่าความตายจะดูดีได้ขนาดนี้”
แบคทีเรียพวกนี้ทำงานได้อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก เปรียบเหมือนกับนักอนุรักษ์ที่รู้จักเคารพขอบเขต ไม่ล้ำเส้น ไม่เสริมแต่งจนเกินควร ไม่ถูสีจนบาง ที่สำคัญไม่ทำให้ “ชัยชนะแห่งความตาย” ต้องกลายเป็น “ความพ่ายแพ้แห่งการซ่อม”
และเพื่อป้องกันปัญหาเรื้อรังที่เคยเกิดอย่างความชื้นและเชื้อรา พวกเขาตัดสินใจหาวัสดุซัปพอร์ตใหม่ คราวนี้เปลี่ยนเป็นวัสดุคอมโพสิตไฟเบอร์กลาสอีพ็อกซีบนแผงโครงสร้างอะลูมิเนียม พร้อมแผงฮีตเตอร์ช่วยคุมความชื้นและป้องกันการควบแน่นของไอน้ำ และด้วยผลประกอบการที่น่าตื่นเต้น กระบวนการกู้คืนภาพเฟรสโก “ชัยชนะแห่งความตาย” กลายเป็นการยกระดับครั้งใหม่ของวงการบูรณะศิลปะโบราณ มีการนำไปปรับและประยุกต์ใช้เพื่อปฏิสังขรงานศิลปะในโบราณสถานชื่อดังอีกหลายที่ เช่น ในบาเลนเซียและวิหารเมดีซี (Medici Chapel)
จากไอเดียของงานนี้ทำให้นักวิจัยได้ค้นพบแบคทีเรียเด็ด ๆ อีกหลายชนิดที่มีศักยภาพในการบูรณะคืนชีวิตและจิตวิญญาณให้แก่ภาพเขียนโบราณที่สีซีดจางและหมองคล้ำจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของมนุษย์
ด้วยองค์ความรู้พื้นฐานที่มีอย่างมากโขในเรื่องของกาวและเอนไซม์จากแบคทีเรียทำให้เกิดแนวคิดนอกกรอบของทีมนักวิจัยทำให้เกิดนวัตกรรมแปลกใหม่ที่ปฏิวัติวงการ
เรื่องนี้ต้องขอบคุณนักจุลชีววิทยาและนักอนุรักษ์งานศิลปะที่พร้อมออกจากคอมฟอร์ตโซนมาร่วมมือกันบูรณาการ
และท้ายที่สุดศิลปะกับวิทยาศาสตร์ก็อาจจะไม่ได้อยู่ห่างไกลกันอย่างที่หลายคนคิด




