ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว รองศาสตราจารย์ นายแพทย์วัชรพงศ์ ปิยะภาณี คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล สำเร็จการศึกษาด้านอายุรศาสตร์จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ก่อนจะกลับมาปฏิบัติงานที่คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ช่วงเวลานั้นยังไม่มีใครรู้จักคำว่า เวชศาสตร์การเดินทางและการท่องเที่ยว Travel Medicine ในยุคนั้น วงการแพทย์ไทยยังมุ่งเน้นศึกษาเฉพาะโรคเขตร้อนในภูมิภาคเอเชียเป็นหลัก คนไทยเริ่มออกเดินทางไปยังทวีปอื่นมากขึ้น เช่น แอฟริกา อเมริกาใต้ อเมริกาเหนือ และยุโรป ซึ่งมีโรคประจำถิ่นเฉพาะที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน เมื่อคนไทยและคนต่างชาติเริ่มเดินทางไปท่องเที่ยว ประเด็นคือโรคติดต่อระหว่างประเทศยังไม่มีคนรู้จักมากเท่าไหร่ ระหว่างที่กลับมาปฏิบัติงานที่คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ประตาป สิงหศิวานนท์ อดีตคณบดีคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ท่านได้หารือและเล็งเห็นความสำคัญในเรื่องการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ เพราะในอนาคตจะมีคนเดินทางมากขึ้น จากนั้น รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ประตาป สิงหศิวานนท์ ได้สนับสนุนให้เดินทางไปศึกษาต่อด้านเวชศาสตร์การเดินทาง (Travel Medicine) ณ ต่างประเทศ เมื่อเดินทางกลับมาในปี พ.ศ. 2548 จึงได้เริ่มจัดตั้ง คลินิกเวชศาสตร์การท่องเที่ยวและการเดินทาง ขึ้น เพื่อดูแลความปลอดภัยด้านสุขภาพให้แก่นักเดินทางทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จุดมุ่งหมายคือต้องการให้นักท่องเที่ยวไทยและต่างประเทศปลอดภัยจากการเดินทาง

ในช่วงแรกคนไทยยังไม่คุ้นเคยกับการพบแพทย์ก่อนเดินทาง แต่มักจองตั๋วเครื่องบินแล้วเดินทางทันทีโดยไม่ได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคประจำถิ่นหรือประเมินความเสี่ยง ซึ่งแตกต่างจากนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกที่มีค่านิยมเตรียมพร้อมก่อนเดินทาง เนื่องจากในประเทศของตนไม่มีโรคอย่างไข้เลือดออกหรือมาลาเรีย โดยยุคแรกเริ่มมีคำถามมากมายเกี่ยวกับการเดินทาง เช่น การเดินทางไปรับประทานปลาดิบที่ประเทศญี่ปุ่น จะเสี่ยงต่อการรับพยาธิกลับมาเหมือนบ้านเราหรือไม่ คนไทยยังมองไม่เห็นภาพ ส่วนชาวต่างชาติจะมีการเตรียมตัวก่อน เพราะบ้านเขาไม่มีโรคไข้เลือดออก และมาลาเรีย โดยจะเตรียมตัวไปหาหมอก่อนเดินทางมาเมืองไทย โจทย์และความท้าทาย คือ ทำอย่างไรให้คนไทยมองเห็นภาพศาสตร์นี้ สิ่งนี้คือจุดเริ่มต้น
ในช่วงปีแรกคลินิกเวชศาสตร์การท่องเที่ยวและการเดินทาง คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มีผู้เข้ารับบริการไม่ถึง 100 คนต่อปี ซึ่งน้อยมาก แต่ปัจจุบันมีนักเดินทางเข้ามาใช้บริการมากกว่า 10,000 คนต่อปี จะเห็นได้ว่าคนไทยเริ่มตระหนักและให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพก่อนเดินทางมากขึ้นอย่างชัดเจน ไม่เพียงแต่ “นักท่องเที่ยว” และ “นักเดินทาง” คลินิกไม่ได้ดูแลเพียงผู้ไปเที่ยวพักผ่อนเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึง “นักเดินทาง” ทุกกลุ่ม เช่น แรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ ทหารไทยปฏิบัติภารกิจต่างแดน และนักเรียนไทยที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศ

คลินิกเวชศาสตร์การท่องเที่ยวและการเดินทาง ตั้งอยู่ภายใต้โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล นอกจากการให้บริการทางการแพทย์แล้ว ยังมุ่งเน้นการศึกษาวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ของประเทศไทยเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาเฉพาะตำราจากต่างประเทศ ซึ่งแต่เดิมมีความเชื่อตามตำราฝรั่งว่า คนไทยไปประเทศอินเดียจะต้องป่วยด้วยอาการท้องเสียเป็นหลัก แต่จากการวิจัยเก็บข้อมูลคนไทยที่เดินทางกลับจากอินเดียพบว่า ส่วนใหญ่ป่วยเป็น โรคระบบทางเดินหายใจ ไข้หวัด ไอ เจ็บคอ มากกว่าอาการท้องเสีย เนื่องจากอาหารการกินและสภาพแวดล้อมของไทยมีความใกล้เคียงกับอินเดียมากกว่าชาวตะวันตก ประเด็นดังกล่าวจึงเป็นประเด็นที่แพทย์ได้สะสมองค์ความรู้ นอกจากนี้ คลินิกยังเป็นแหล่งศึกษาดูงานสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ได้แก่ แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีความสนใจในการจัดตั้งคลินิกเวชศาสตร์การเดินทางในหลายจังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะหลักสูตรแพทย์ประจำบ้าน ด้านเวชศาสตร์การเดินทางและการท่องเที่ยว ระยะเวลา 3 ปี ซึ่งเป็นหลักสูตรเฉพาะทางแรกและแห่งเดียวในโลก ณ ปัจจุบัน รวมถึงการฝึกอบรมแพทย์ต่างชาติ มีการเปิดรับแพทย์ต่างชาติเข้ามาเรียน ในด้านวิจัย Travel Medicine Research Unit ผลิตผลงานวิจัยตีพิมพ์มากกว่า 125 เรื่อง ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา และผลิตหนังสือ “เวชศาสตร์การเดินทางและท่องเที่ยว” จำนวน 2 เล่ม ซึ่งจัดเป็นตำราวิชาการที่สำคัญสำหรับแพทย์ เพื่อยกระดับองค์ความรู้ในเวชศาสตร์การเดินทางและท่องเที่ยว
นอกจากนี้ ในปี พ.ศ. 2570 ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมใหญ่นานาชาติ Conference of International Society of Travel Medicine (CISTM) ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการจัดงานนี้ นอกทวีปอเมริกาและทวีปยุโรป เพื่อที่จะสร้างองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายทางวิชาการให้กับบุคลากรทางการแพทย์ในสาขานี้ ทั้งของประเทศไทยและระดับนานาชาติ
รองศาสตราจารย์ นายแพทย์วัชรพงศ์ ปิยะภาณี คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวว่า ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากบุคลากรเบื้องหลังอีกหลายท่าน ได้แก่ อาจารย์แพทย์ผู้ให้การสนับสนุน เพื่อนร่วมงานทั้งแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ นักศึกษา นักท่องเที่ยว นักวิจัย อาสาสมัคร ขอขอบคุณทุกท่าน รางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล ประจำปีการศึกษา 2568 (สาขาการบริการ) จึงเป็นแรงผลักดันให้พวกเราได้เห็นว่า ศาสตร์นี้มีความสำคัญเป็นความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวการเดินทาง ตั้งแต่ก่อน ระหว่าง และหลังการเดินทาง เพื่อสร้างความปลอดภัยแก่นักเดินทางอย่างยั่งยืน พร้อมทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ภาคภูมิใจยิ่งกว่ารางวัล คือ การทำให้สาธารณชนได้เข้าใจถึงความสำคัญของการเตรียมตัวก่อนการเดินทาง และได้ผลิตแพทย์เฉพาะทางออกไปปฏิบัติงานในสังคม

