จับกระแสวิทย์ Sci-Trend

วัคซีนงูสวัดช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้จริงหรือ ?

เรื่องโดย ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา


“โรคงูสวัด” เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา-ซอสเตอร์ (varicella-zoster virus) หรือ VZV ซึ่งเป็นเชื้อตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส ผู้ที่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสแม้จะหายดีแล้ว แต่ไวรัสไม่ได้หายไปจากร่างกายทั้งหมด พวกมันหลบซ่อนอยู่ในปมประสาทและอาจกลับมาก่อโรคงูสวัดได้เมื่อผู้ป่วยมีอายุมากขึ้นหรือมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีข้อมูลวิจัยที่น่าสนใจว่า วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด โดยเฉพาะวัคซีนรุ่นใหม่อย่าง Shingrix (ชิงกริกซ์)อาจสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ลดลงซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ เพราะโรคหัวใจและหลอดเลือดยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ในหลายประเทศ

เมื่อเร็ว ๆ นี้นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดได้เผยแพร่บทความวิจัยในวารสาร Nature Medicine ซึ่งได้อธิบายถึงสาเหตุที่วัคซีนป้องกันงูสวัดอาจช่วยลดปัญหาโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ โดยมีความเป็นไปได้สองทาง ข้อแรก คือ วัคซีนอาจช่วยลดโอกาสที่ไวรัส VZV จะกลับมาก่อโรค การกลับมาของไวรัสไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อผิวหนังและเส้นประสาทเท่านั้น แต่ยังอาจกระตุ้นการอักเสบทั่วร่างกายได้ด้วย เมื่อเกิดการอักเสบ เซลล์ภูมิคุ้มกันจะหลั่งสารสื่อการอักเสบออกมา สารเหล่านี้อาจทำให้เยื่อบุด้านในของหลอดเลือดซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการขยายตัวของหลอดเลือดและป้องกันการเกิดลิ่มเลือดทำงานผิดปกติ เมื่อเยื่อบุหลอดเลือดเสียสมดุล หลอดเลือดอาจหดตัวมากขึ้น เกล็ดเลือดเกาะกลุ่มง่ายขึ้น และระบบการแข็งตัวของเลือดอาจถูกกระตุ้นในเวลาเดียวกัน

ความเจ็บปวดและความเครียดจากโรคยังทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดซึ่งอาจเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต ส่งผลให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น นอกจากนี้ VZV ยังอาจเกี่ยวข้องกับการอักเสบของผนังหลอดเลือดโดยตรงในบางกรณี ภาวะนี้เรียกว่า VZV vasculopathy โดยเชื่อว่าไวรัสสามารถเคลื่อนตามแนวเส้นประสาทไปยังหลอดเลือด และกระตุ้นให้ผนังหลอดเลือดอักเสบ ตีบ หรืออุดตันได้ ดังนั้นหากวัคซีน Shingrix (วัคซีนป้องกันงูสวัดรุ่นใหม่) ป้องกันไม่ให้ VZV กลับมาทำงานหรือทำให้การติดเชื้อรุนแรงน้อยลง ก็อาจช่วยลดทั้งการอักเสบ การทำงานผิดปกติของเยื่อบุหลอดเลือด และโอกาสเกิดลิ่มเลือดในช่วงที่เป็นงูสวัด หรืออธิบายง่าย ๆ ก็คือ วัคซีนอาจไม่ได้ป้องกันหัวใจวายโดยตรง แต่ช่วยป้องกัน “เหตุการณ์กระตุ้น” ที่อาจผลักให้คนที่มีหลอดเลือดเปราะบางอยู่แล้วเกิดอาการเฉียบพลัน


กลไกการเกิดโรคงูสวัด

อีกข้อหนึ่งที่นักวิจัยสนใจมาก คือ ส่วนประกอบของ Shingrix โดยเฉพาะสารเสริมฤทธิ์หรือ “แอดจูแวนต์” ที่แตกต่างจากวัคซีนงูสวัดรุ่นเก่าซึ่งใช้ไวรัสที่ยังมีชีวิตแต่ทำให้อ่อนฤทธิ์ วัคซีน Shringrix ใช้โปรตีนของไวรัสที่เรียกว่า ไกลโคโปรตีน อี (glycoprotein E) ร่วมกับระบบสารเสริมฤทธิ์ภูมิคุ้มกัน AS01B ที่ประกอบด้วยสารสำคัญ ได้แก่ MPL และ QS-21 หน้าที่ของสารเสริมฤทธิ์คือส่งสัญญาณให้ระบบภูมิคุ้มกันรับรู้ว่าโปรตีนของไวรัสเป็นสิ่งที่ควรตอบสนองอย่างจริงจัง จึงช่วยกระตุ้นทั้งภูมิคุ้มกันแต่กำเนิด เซลล์นำเสนอแอนติเจน และเซลล์ทีที่จำเพาะต่อ VZV ทำให้ร่างกายควบคุมไวรัสที่ซ่อนอยู่ได้ดีขึ้น

สมมติฐานที่นักวิจัยสนใจคือ การกระตุ้นดังกล่าวอาจไม่ได้มีผลเฉพาะต่อ VZV เท่านั้น แต่อาจทำให้รูปแบบการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันบางกลุ่มเปลี่ยนแปลงไปชั่วระยะหนึ่ง ปรากฏการณ์ในลักษณะนี้บางครั้งเรียกว่า “ความจำของภูมิคุ้มกันแต่กำเนิด” (trained immunity) หมายถึง เซลล์ภูมิคุ้มกันมีการปรับโปรแกรมการทำงานหลังได้รับสิ่งกระตุ้น ทำให้การตอบสนองต่อเหตุการณ์ในอนาคตแตกต่างไปจากเดิม หากการปรับตัวนั้นช่วยควบคุมการอักเสบที่มากเกินไป ลดไซโตไคน์บางชนิด หรือทำให้เยื่อบุหลอดเลือดมีเสถียรภาพขึ้น ก็อาจส่งผลดีต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดได้

งานวิจัยนี้ได้ศึกษาเปรียบเทียบผู้ที่ได้รับวัคซีน Shingrix กับผู้ที่ได้รับวัคซีนงูสวัดรุ่นเก่า Zostavax (ซอสตาแวกซ์) แทนที่จะเปรียบเทียบกับคนที่ไม่ฉีดวัคซีน วิธีนี้ช่วยลดปัญหาที่ว่า โดยทั่วไปคนฉีดวัคซีนมักใส่ใจสุขภาพมากกว่าอยู่แล้ว ผลพบว่ากลุ่มที่ได้รับวัคซีน Shingrix มีปัญหาหัวใจและหลอดเลือดน้อยกว่า โดยเห็นผลชัดในช่วงไม่กี่ปีแรก เช่น มีความเสี่ยงภาวะหัวใจล้มเหลวต่ำกว่าประมาณร้อยละ 16 เมื่อประเมินที่ 3.5 ปี แต่ความแตกต่างลดเหลือประมาณร้อยละ 8 เมื่อครบ 7 ปี แต่ต้องเน้นว่าตัวเลขนี้เป็นการลดลงของความเสี่ยงเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายความว่าผู้ฉีดทุก 100 คนจะหลีกเลี่ยงโรคหัวใจได้ 16 คน

อีกประเด็นสำคัญคือ งานนี้เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเวชระเบียนย้อนหลัง จึงแสดงได้เพียงว่า Shingrix “สัมพันธ์กับ” ความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ลดลง ยังยืนยันไม่ได้ว่าวัคซีนเป็นสาเหตุโดยตรง แม้นักวิจัยจะพยายามควบคุมปัจจัยกวนหลายอย่างแล้วก็ตาม นอกจากนี้ผลลัพธ์ที่ศึกษาครอบคลุมหลายภาวะ เช่น หัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดสมอง หัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะ ไม่ได้พิสูจน์เฉพาะเจาะจงว่าวัคซีนป้องกัน “หัวใจวาย” ได้อย่างแน่นอน

ดังนั้นข้อสรุปสำหรับคนทั่วไปคือ ควรฉีดวัคซีน Shingrix ตามคำแนะนำเพื่อป้องกันงูสวัดและภาวะแทรกซ้อนของงูสวัดเป็นหลัก ส่วนประโยชน์ต่อหัวใจถือเป็นผลพลอยได้ที่มีหลักฐานน่าสนใจ แต่ยังต้องรอการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมมายืนยัน วัคซีนนี้จึงยังไม่ใช่สิ่งทดแทนการควบคุมความดัน ไขมัน และเบาหวาน การไม่สูบบุหรี่ การออกกำลังกาย หรือยาป้องกันโรคหัวใจที่แพทย์สั่ง แต่ถ้าประโยชน์ดังกล่าวได้รับการยืนยัน ก็อาจทำให้วัคซีนงูสวัดเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดภาระโรคได้มากกว่าที่ตั้งใจไว้เดิมจริง ๆ

About Author