ทั่วไป

ไฟป่า จากร่องรอยไฟไหม้ซ้ำ สู่การเรียนรู้เพื่ออยู่ร่วม

เรื่องโดย ประทีป ด้วงแค และ วรงค์ สุขเสวต
ภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


ไฟป่าในประเทศไทยมักเกิดขึ้นช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคมของทุกปี โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีฤดูแล้งชัดเจนตั้งแต่บริเวณจังหวัดชุมพรขึ้นไปยังพื้นที่ภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคเหนือ เมื่อเข้าสู่ฤดูกาลไฟป่า ข้อถกเถียงต่าง ๆ นานาก็จะกลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้งในสังคมไทย และในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาก็ยิ่งร้อนแรงขึ้นไปอีกขั้น เนื่องจากมีการหยิบยกเรื่องที่ไฟป่าเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเกิดฝุ่น PM2.5 ขึ้นมา จริงอยู่ที่ไฟป่าสร้างความเสียหาย ทว่าในอีกมุมหนึ่งไฟป่าก็ไม่ได้ร้ายไปเสียทุกเรื่อง มันเป็นปัจจัยที่มีบทบาทต่อกระบวนการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศด้วยเช่นกัน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ควรปล่อยให้มีไฟป่าเกิดขึ้นหรือไม่ ? แต่คือ… ควรบริหารจัดการไฟป่าให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ได้อย่างไร ?

ไฟป่าคืออะไร ?

ในทางวิชาการนั้น คุณศิริ อัคคะอัคร กำหนดคำนิยามของไฟป่าว่าคือ “ไฟที่เกิดจากสาเหตุใดก็ตาม แล้วลุกลามไปได้โดยอิสระปราศจากการควบคุม ทั้งนี้ไม่ว่าไฟนั้นจะเกิดขึ้นในป่าธรรมชาติหรือสวนป่า” พร้อมระบุว่า จากการเก็บสถิติไฟป่าในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528-2542 มีไฟป่าเกิดขึ้นทั้งสิ้น 73,630 ครั้ง โดยเกิดจากสาเหตุตามธรรมชาติ คือ ฟ้าผ่า เพียงแค่ 4 ครั้งเท่านั้น หรือพูดให้เห็นภาพได้ว่า ไฟป่าที่เกิดขึ้นทุก 18,000 ครั้ง จะมีสาเหตุจากฟ้าผ่าเพียง 1 ครั้ง โดยต้องเป็นฟ้าผ่าที่ไม่มีฝนตกตามมาด้วยถึงจะทำให้เกิดไฟป่าได้ ส่วนที่เหลืออีก 17,999 ครั้งเกิดจากการกระทำของมนุษย์

ดังนั้นการเกิดไฟป่าจากฟ้าผ่าแทบไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้จริงในประเทศไทย เกือบทั้งหมดเกิดจากการกระทำของมนุษย์ด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม และเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะลุกลามไปได้โดยอิสระปราศจากการควบคุม มนุษย์จะไม่สามารถดับได้ทันที แต่ควบคุมทิศทางเพื่อลดความรุนแรงของไฟได้

ความสัมพันธ์ของป่ากับไฟ

ป่าไม้ในประเทศไทยแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก คือ ป่าผลัดใบ (deciduous forest) เป็นป่าที่ช่วงฤดูแล้งต้นไม้จะสลัดใบทิ้งพร้อมกันทั้งป่า เหลือแต่ต้นกับกิ่งก้าน ส่วนใบไม้และเศษกิ่งก้านแห้งร่วงหล่นอยู่ตามพื้นป่า มีชื่อไทยเรียกประเภทแยกย่อยลงไป เช่น ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าผสมผลัดใบ ป่าทุ่งเขตร้อน

อีกประเภท คือ ป่าดิบหรือป่าไม่ผลัดใบ (evergreen forest) เป็นป่าที่ยังเห็นต้นไม้มีใบไม้เขียวทั้งป่าทุกฤดูกาล เนื่องจากต้นไม้ทิ้งใบและงอกออกมาใหม่ตลอดปี จึงเห็นใบไม้สีเขียวอยู่ตลอดเวลา มีชื่อไทยเรียกประเภทแยกย่อยลงไป เช่น ป่าดงดิบชื้น ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบเขา ป่าพรุ ป่าสนเขา

ปัจจุบันเราใช้ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม MODIS ที่ความละเอียด 500 x 500 เมตร แยกประเภทป่าผลัดใบกับป่าดิบได้ โดยดาวเทียมจะถ่ายภาพซ้ำที่เดิมทุกหนึ่งถึงสองวัน แล้วนำข้อมูลในช่วงปี พ.ศ. 2544-2568 มาวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสารสนเทศภูมิศาสตร์ Google Earth Engine เพื่อคำนวณหาค่าดัชนีความแตกต่างของพืชพรรณ (normalized difference vegetation index, NDVI) ซึ่งใช้วัดความเขียวขจีตามปริมาณคลอโรฟิลล์และความหนาแน่นของพืช จากนั้นจึงนำค่า NDVI มาดูความผันแปรระหว่างฤดูแล้งกับฤดูฝน หากพื้นที่ใดมีค่า NDVI ผันแปรสูงจะจัดเป็นป่าผลัดใบ เนื่องจากต้นไม้จะผลัดใบพร้อมกันเกือบทั้งป่าในฤดูแล้งและแตกใบเขียวในฤดูฝน ส่วนพื้นที่ที่มีค่า NDVI ผันแปรต่ำจะจัดเป็นป่าดิบหรือป่าไม่ผลัดใบซึ่งมีเรือนยอดสีเขียวตลอดทั้งปี

ข้อมูลการจำแนกประเภทของป่าดังกล่าว นำมาใช้วิเคราะห์ความสัมพันธ์กับการเกิดไฟป่าได้โดยนำมาซ้อนทับกับข้อมูลพื้นที่ที่เคยเกิดไฟป่าของประเทศไทยจากภาพถ่ายดาวเทียม MODIS ในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อวิเคราะห์ว่าพื้นที่ใดเกิดไฟบ่อยเพียงใด และไฟป่าส่วนใหญ่เกิดในป่าประเภทใด


ภาพแสดงพื้นที่ป่าทั้งหมดในประเทศไทย (สีเขียว) ป่าดิบ (สีเขียวเข้ม) และป่าผลัดใบ (สีส้ม)
ข้อมูลจาก : MCD12Q1.061 MODIS Land Cover Type Yearly Global 500m

ผลการวิเคราะห์พบว่า มีพื้นที่ที่เกิดไฟไหม้ซ้ำทุก 1–5 ปี ไม่เกิน 2,000 ตารางกิโลเมตรต่อปี หรือคิดเป็นเพียงร้อยละ 0.39 ของพื้นที่ประเทศไทยทั้งหมด โดยพื้นที่เหล่านี้กว่าร้อยละ 90 อยู่ในป่าผลัดใบ ขณะที่พื้นที่ที่เกิดไฟไหม้ซ้ำในช่วงเวลาที่ห่างออกไปทุก 6 ปี, 8 ปี, 12 ปี และ 25 ปี จะมีขนาดพื้นที่เพิ่มขึ้นตามช่วงเวลาการกลับมาเกิดไฟ ทั้งนี้พื้นที่ที่เกิดไฟป่าเพียงครั้งเดียวในรอบ 25 ปี จะพบว่าเกิดขึ้นในป่าดิบมากกว่าป่าผลัดใบ

เมื่อติดตามข้อมูลย้อนหลังตลอด 25 ปี ยังพบแนวโน้มสอดคล้องกันว่า พื้นที่ที่เกิดไฟไหม้ซ้ำเป็นประจำทุกปียังเกิดในป่าผลัดใบ โดยมีพื้นที่เฉลี่ยประมาณ 1,000–3,000 ตารางกิโลเมตรต่อปี หรือราวร้อยละ 0.6 ของพื้นที่ประเทศ แม้ว่าพื้นที่ไฟไหม้รวมในแต่ละปีจะผันแปรตามสภาพอากาศ แต่สัดส่วนการเกิดไฟในป่าผลัดใบก็ยังสูงกว่าป่าดิบอย่างสม่ำเสมอ และเมื่อพิจารณาตามสภาพภูมิศาสตร์พบว่าพื้นที่เกิดไฟป่าส่วนใหญ่กระจายตัวตั้งแต่จังหวัดชุมพรขึ้นไปทางภาคเหนือ โดยเฉพาะในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายนซึ่งเป็นช่วงสู่ฤดูแล้งและมีปริมาณฝนต่ำ

ไฟมา…ป่าหมดจริงหรือ ?

มีรายงานวิจัยที่เสนอข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่า พื้นที่ป่าผลัดใบเขตร้อนบนแผ่นดินใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีร่องรอยยืนยันเชิงประจักษ์ว่า มนุษย์ใช้ไฟป่าเผาป่าผลัดใบมาตั้งแต่ 2,100 ปีที่แล้ว หากถือสมมติฐานที่ว่า “ไฟมา ป่าหมด” ก็ไม่ควรจะมีป่าผลัดในทุกวันนี้แล้ว แต่ทำไมมันไม่เป็นไปตามนั้น สิ่งนี้อธิบายได้ด้วยค่าสถิติ

อย่างในประเทศไทย หากดูข้อมูลพื้นที่ป่าที่ถูกไฟป่าเผาไหม้รายปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2544-2554 พบว่า ป่าผลัดใบที่เกิดไฟไหม้ในแต่ละปีมีพื้นที่สะสมรวมกันเทียบเท่าพื้นที่ป่าผลัดใบทั้งหมดในประเทศ นั่นหมายความว่า ถ้าไฟป่าไหม้แล้วทำให้ป่าผลัดใบหมดไปจากประเทศไทยจริง ก็ไม่ควรจะมีป่าผลัดใบให้เห็นแล้วตั้งแต่ พ.ศ. 2554 แต่ที่ยังมีอยู่นั่นเป็นเพราะไฟป่ามักเกิดในพื้นที่เดิม และพื้นที่ป่าเดิมที่ถูกไฟป่าทำลายนั้นฟื้นตัวกลับมาได้

ไฟป่าก็เหมือนไฟทั่วไปที่เกิดจากปัจจัย 3 อย่าง ได้แก่ ออกซิเจน (มีอยู่ทุกที่ในป่า) ความร้อน (จากการกระทำของมนุษย์หรือปรากฏการณ์ธรรมชาติ) และเชื้อเพลิง (เศษใบไม้  กิ่งไม้ ดอก ผล ที่ร่วงหล่นอยู่ตามพื้นป่า) โดยการลุกลามของไฟจะเกิดขึ้นได้เมื่อความชื้นของเชื้อเพลิงบนพื้นป่าลดต่ำกว่าร้อยละ 12 (มักเกิดในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน) ปริมาณเชื้อเพลิงสะสมหนาแน่นมากกว่า 0.72 ตันต่อไร่ และความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศลดต่ำลงกว่าร้อยละ 40

ตามรายงานวิจัยพบว่า ป่าผลัดใบผลิตเชื้อเพลิงคิดเป็นน้ำหนักแห้งถึงปีละประมาณ 1.51 ตันต่อไร่ เมื่อมีเชื้อเพลิงกองอยู่เต็มพื้นป่า ประกอบกับฤดูแล้งที่มีความชื้นต่ำ จึงทำให้เกิดไฟป่าไหม้ลุกลามในป่าผลัดใบได้ง่ายกว่า ส่วนในป่าดิบ ถึงแม้จะมีปัจจัยที่ก่อให้เกิดไฟป่าครบถ้วน แต่ด้วยสภาพที่เรือนยอดของป่ายังแน่นทึบ ช่วยป้องกันแสงแดดส่องถึงพื้นดิน ทำให้เชื้อเพลิงยังมีความชื้น โอกาสที่ไฟจะจุดติดจนลุกลามเป็นไฟป่าเป็นไปได้ค่อนข้างยาก ที่ผ่านมาไฟป่าที่เกิดในป่าดิบส่วนใหญ่ลุกลามมาจากไฟในป่าผลัดใบที่ลุกไหม้อย่างรุนแรง

ปกติแล้วป่าผลัดใบและป่าดิบที่ไม่ได้เกิดไฟไหม้จะมีเชื้อเพลิงสะสมบนพื้นป่าหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเจอกับภัยแล้งที่ยาวนานและรุนแรงอย่างช่วงที่เกิดปรากฏการณ์เอลนิญโญ (พ.ศ. 2534–2535 และ พ.ศ. 2540–2541) ก็จะยิ่งส่งผลให้เกิดไฟป่าในป่าผลัดใบรุนแรงขึ้นและลุกลามเข้าทำลายป่าดิบเป็นบริเวณกว้างขึ้น

จากข้อมูล…สู่การจัดการไฟป่า

ข้อมูลย้อนหลัง 25 ปีชี้ให้เห็นว่า ไฟป่าในประเทศไทยเกิดขึ้นทุกช่วงฤดูแล้ง ระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน และไหม้เป็นประจำทุก 1-5 ปี กินพื้นที่ไม่เกินปีละ 2,000 ตารางกิโลเมตร โดยไหม้ซ้ำ ๆ ที่เดิมในป่าผลัดใบ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 80-90 ของพื้นที่เกิดไฟป่าทั้งหมด และจากรายงานโครงการจัดทำข้อมูลสภาพพื้นที่ป่าไม้ปีล่าสุด พ.ศ. 2568 ที่ระบุว่า ประเทศไทยยังมีพื้นที่ป่าอยู่ประมาณ 101.67 ล้านไร่ หรือร้อยละ 31.43 ของพื้นที่ประเทศ ทำให้พอสรุปได้ว่า ไฟป่า “ไหม้” แต่ “ไม่” ได้ทำให้พื้นที่ป่าลดลงเสมอไป หากเราเข้าใจรูปแบบการเกิดไฟ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างไฟป่ากับระบบนิเวศ ก็จะช่วยให้วางแผนบริหารจัดการไฟป่าได้อย่างเหมาะสม

การบริหารจัดการไฟป่าควรตั้งอยู่บนข้อมูลที่เป็นปัจจุบันและเป็นชุดข้อมูลเดียวกัน เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีความเข้าใจตรงกัน แม้จะยังไม่มีฐานข้อมูลใดสมบูรณ์แบบ แต่การเริ่มต้นจากข้อมูลชุดเดียวกันนี้จะช่วยให้เกิดการตั้งสมมติฐาน การตรวจสอบข้อเท็จจริง และการพัฒนาแนวทางร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ

ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมย้อนหลังตลอด 25 ปียังชี้ว่า มีไฟป่าเกิดซ้ำในพื้นที่เดิมเป็นพื้นที่ไม่เกิน 800 ตารางกิโลเมตรทุกปี พื้นที่เหล่านี้จึงควรเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาหาสาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดไฟอย่างจริงจัง ก่อนขยายผลไปยังพื้นที่อื่น การมุ่งเน้นพื้นที่เป้าหมายเช่นนี้น่าจะใช้กำลังคน งบประมาณ และเทคโนโลยีได้อย่างคุ้มค่าและเหมาะสม

หลายหน่วยงานคาดการณ์ว่าปี พ.ศ. 2570 มีแนวโน้มจะเกิดเอลนิญโญที่รุนแรง มีสภาพอากาศร้อนแล้งยาวนานอันอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า หากทุกภาคส่วนร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลและเตรียมมาตรการเชิงรุกกันเสียตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ฤดูกาลไฟป่า ก็อาจช่วยลดปัญหาที่เกิดซ้ำซากทุกปี และเพิ่มประสิทธิภาพของการบริหารจัดการไฟป่าของประเทศไทยได้ดียิ่งขึ้น เพราะปลายทางของการแก้ปัญหาไฟป่า ไม่ใช่เพียงการดับไฟให้จบ ๆ ไป แต่เป็นการบริหารจัดการด้วยความเข้าใจเพื่อลดผลกระทบและอยู่ร่วมกับไฟป่าได้อย่างสมดุล


แหล่งข้อมูลอ้างอิง

About Author