มหาวิทยาลัยมหิดลได้ถอดบทเรียนจากงานวิจัยด้านการให้บริการโดยเภสัชกรชุมชน เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการเพิ่มการเข้าถึงยาและบริการสุขภาพที่เหมาะสมของคนไทย โดยมองว่าร้านยาเป็นด่านหน้าที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย เมื่อมีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย ประเทศไทยเริ่มนำร้านยา ซึ่งเป็นหน่วยบริการภาคเอกชน เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการสุขภาพภายใต้การดำเนินงานของ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อขยายช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงยาและบริการที่จำเป็นได้สะดวก รวดเร็ว และลดความแออัดของหน่วยบริการภาครัฐ
โดยแนวคิดนี้สอดคล้องกับแนวทางในสหราชอาณาจักรที่ใช้ เภสัชกรชุมชนเป็นฐานบริการปฐมภูมิด้านยาและสุขภาพบางส่วน ช่วยดูแลปัญหาสุขภาพที่ไม่ซับซ้อนและเชื่อมต่อกับระบบสุขภาพของรัฐ (National Health Service) ทำให้ร้านยากลายเป็นกลไกเสริมสำคัญของระบบสุขภาพในการยกระดับการเข้าถึงบริการอย่างทั่วถึง และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
รองศาสตราจารย์ ดร. เภสัชกรหญิงสมหญิง พุ่มทอง อาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เล่าประสบการณ์การทำวิจัยประเมินผลโครงการ Pharmacy First ที่เมือง Nottingham สหราชอาณาจักร ซึ่งโครงการนี้ มีเป้าหมายเพื่อถ่ายโอน ภาระงานจากแพทย์ ไปสู่เภสัชกรร้านยา
จากเดิมเมื่อผู้ป่วยไม่สบายด้วยอาการหรือโรคเล็กน้อย (Minor ailments) เช่น ปวดหัว ปวดฟัน เจ็บคอ จะต้องโทรนัดเพื่อพบแพทย์ที่ health centre และรับใบสั่งยา ซึ่งในบางครั้งอาจจะใช้เวลา 2 หรือ 3 วันกว่าจะได้พบแพทย์ เนื่องจากมีผู้ป่วยจำนวนมาก หน่วยงานภาครัฐที่ดูแลระบบให้บริการสุขภาพของเมือง Nottingham จึงก่อตั้งโครงการ Pharmacy First เพื่อจะช่วยให้ประชาชนที่เจ็บป่วยด้วยโรคเล็กๆ น้อยๆ สามารถไปรับบริการที่ร้านยาโดยจะได้รับคำปรึกษาและจ่ายยาจากเภสัชกร หลังจากดำเนินการไปประมาณหนึ่งปี
ผลการประเมินโครงการ พบว่าผู้ป่วยจำนวนมากรับบริการภายใต้โครงการโครงการนี้ ประชาชนในเขตพื้นที่นั้นสามารถเข้าถึงยาได้เร็วขึ้นทำให้สะดวกและพึงพอใจต่อโครงการ นอกจากนี้ยังเป็นการถ่ายโอนภาระงานจากแพทย์ไปยังเภสัชกรร้านยา แพทย์จึงมีเวลาในการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการหนักกว่า ในสหราชอาณาจักรมีการดำเนินโครงการลักษณะนี้ ขยายออกไปเมืองต่างๆ มากขึ้น
สำหรับประเทศไทย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ริเริ่มโครงการที่มีแนวคิดคล้ายกัน โดยคนไทยที่มีสิทธิบัตรทอง หรืออยู่ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สามารถไปรับบริการจากร้านยาที่เข้าร่วมโครงการ หากมีอาการเจ็บป่วย 16 อาการหรือโรค อย่างไรก็ตาม เนื่องจากระบบสุขภาพของไทยและอังกฤษมีความแตกต่างกัน ดังนั้นการบริหารโครงการหรือระบบการทำงาน เช่น การจ่ายค่าตอบแทนคืนให้เภสัชกร ระบบการจัดการจึงมีความแตกต่างกัน
ในระบบสุขภาพของไทย ยังคงมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้ยาที่ไม่สมเหตุผล ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุทั้งจากตัวบุคคลและปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ในยุคปัจจุบัน คนไทยใช้ internet กันอย่างกว้างขวาง มีการโฆษณาหรือให้ข้อมูลหลากหลายช่องทางโดยเฉพาะ social media คนไทยจำนวนมากยังไม่สามารถคัดกรองหรือประเมินว่าข้อมูลใดจริงหรือเท็จ ถูกต้องหรือน่าเชื่อถือหรือไม่ ถึงอาจจะทำให้เชื่อได้ง่าย ส่งผลให้เกิดการใช้ยาที่ผิด จึงเกิดความไม่ปลอดภัย
นักวิชาการจากภาคส่วนต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา รวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์ เช่น เภสัชกรในพื้นที่ จึงมีความร่วมมือกันเพื่อออกแบบและทำงานวิจัยเชิงระบบเพื่อศึกษาปัญหาจากการใช้ยาอย่างเป็นระบบเพื่อให้ได้หลักฐานเชิงประจักษ์ และขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการใช้ยาอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อให้เกิดการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (Rational Drug Use) ในสังคมไทย
ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจจากมหาวิทยาลัยมหิดลได้ที่ www.mahidol.ac.th
- สัมภาษณ์ และเขียนข่าวโดย ฐิตินวตาร ดิถีการุณ นักประชาสัมพันธ์ (ชำนาญการ) งานสื่อสารองค์กร กองบริหารงานทั่วไป สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

