i4.0 CheckUp
Line
11 July 2026

สวทช.- BOI กางแผนสิทธิประโยชน์ ดันโรงงานไทยสู่ อุตสาหกรรม 4.0 ขนมาตรการรัฐและสิทธิประโยชน์ทางภาษี-การลงทุน หนุนผู้ประกอบการแบบจัดเต็ม

(10 กรกฎาคม 2569) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี จัดงานสัมมนา “สิทธิประโยชน์เพื่อการลงทุนปรับปรุงกระบวนการผลิตสู่อุตสาหกรรม 4.0”

ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสองหน่วยงานในการยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่อุตสาหกรรม 4.0 ผ่านมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ ภายในงานมีการบรรยาย หัวข้อ “มาตรการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ”  และการบรรยาย หัวข้อ “Industrial Transformation: พลิกโฉมอุตสาหกรรมไทยด้วย Industry 4.0 และสิทธิประโยชน์เพื่อการลงทุน” แก่ผู้บริหารหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม และผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่าน

ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการ NECTEC สวทช. กล่าวเปิดงานและเน้นย้ำความสำคัญของการปรับตัวสู่อุตสาหกรรม 4.0

ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สวทช. กล่าวเปิดงานและเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับตัวว่า “ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งการแข่งขันที่รุนแรงในเวทีโลก ต้นทุนที่สูงขึ้น และความผันผวนทางเศรษฐกิจ การนำระบบอัตโนมัติ เทคโนโลยีดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตจึงไม่ใช่เพียงทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นทางรอดและปัจจัยสำคัญในการรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในระยะยาว”

“ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา สวทช. มุ่งมั่นขับเคลื่อนร่วมกับ BOI โดยใช้เครื่องมือสำคัญอย่าง Thailand i4.0 Index ซึ่งมีผู้ประกอบการสนใจเข้ารับการประเมินแล้วมากกว่า 2,200 กิจการ และได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญของ สวทช. เพื่อการยกระดับสู่ Industry 4.0 มากกว่า 500 กิจการ ความร่วมมือที่แข็งแกร่งนี้ ผลักดันให้เกิดแผนมูลค่าการลงทุนจริงรวมแล้วกว่า 3,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการไทยมีความเชื่อมั่นและตื่นตัวอย่างมาก การจัดงานในวันนี้ จะเป็นสะพานเชื่อมโยงองค์ความรู้ นวัตกรรม และสิทธิประโยชน์ทางภาษี ให้ผู้ประกอบการนำไปปฏิบัติได้จริงเพื่อการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน” ดร.พนิตา กล่าว

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่องจุดเปลี่ยนสำคัญของภาคการผลิต

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของภาคการผลิตว่า “ในเวทีโลกปัจจุบัน ผู้ประกอบการที่ยังพึ่งพาแรงงานและเครื่องจักรแบบเดิมจะแข่งขันได้ยากขึ้น จากความท้าทายรอบด้านทั้งต้นทุนที่สูงขึ้น แรงกดดันจากคู่แข่งในภูมิภาค การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และความผันผวนจากปัจจัยภายนอก การเร่งยกระดับผลิตภาพด้วยเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติและนวัตกรรม จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่จะกำหนดว่าใครจะอยู่รอดในเวทีการแข่งขันโลก”

“ที่ผ่านมา มาตรการยกระดับอุตสาหกรรม (Smart and Sustainable Industry) ของ BOI ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2564 – พ.ค. 2569) มีคำขอรับการส่งเสริมรวมแล้วถึง 2,062 โครงการ คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนสูงถึง 206,054 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนชัดถึงความตื่นตัวของภาคอุตสาหกรรมไทยที่มุ่งพลิกโฉมการผลิตด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ ระบบอัตโนมัติ และดิจิทัล โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 คณะอนุกรรมการภายใต้กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันฯ ยังได้อนุมัติให้การส่งเสริมอีก 17 โครงการ วงเงินสนับสนุนรวม 1,033 ล้านบาท เพื่อหนุนนิติบุคคลไทยปรับตัวสู่ Smart Factory ใช้ AI และ Data Analytics ซึ่งความร่วมมือบูรณาการกับ สวทช. ในครั้งนี้ รวมถึงกิจกรรม Investor Clinic จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัด และสร้างรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมขั้นสูงที่โลกยอมรับอย่างยั่งยืน” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งนี้มาตรการยกระดับอุตสาหกรรม (Smart and Sustainable Industry) เป็นกลไกสำคัญในการช่วยลดภาระต้นทุนด้วยสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามสัดส่วนเงินลงทุน ซึ่งเปิดกว้างสำหรับผู้ประกอบการทุกขนาดตั้งแต่ SMEs จนถึงรายใหญ่ โดยการสนับสนุนครั้งนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ การลดต้นทุนและเพิ่มผลิตภาพ, การยกระดับมาตรฐานสินค้าไทยสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก และการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

อย่างไรก็ดีการบูรณาการระหว่าง BOI และ สวทช. ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถประเมินความพร้อม วางแผนลงทุน คัดเลือกเทคโนโลยี และใช้สิทธิประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าที่สุด ซึ่งเป็นรากฐานของ Ecosystem อุตสาหกรรมที่ยั่งยืน BOI พร้อมจับมือ สวทช. สนับสนุนผู้ประกอบการไทยในทุกมิติ ทั้งด้านสิทธิประโยชน์ องค์ความรู้ และนวัตกรรม เพื่อให้ทุกภาคส่วนขับเคลื่อนสู่ Smart Industry 4.0 ได้อย่างมั่นใจ

นายอดุลย์ เปรมประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนากรผลิตน้ำมันพืช จำกัด ถ่ายทอดประสบการณ์จริงจากการใช้ประโยชน์มาตรการ Industry 4.0

ด้านนายอดุลย์ เปรมประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนากรผลิตน้ำมันพืช จำกัด ผู้ผลิตน้ำมันพืชกุ๊ก ถ่ายทอดประสบการณ์ในหัวข้อ “เปลี่ยนเกมธุรกิจด้วย BOI ประสบการณ์จริงจากผู้ได้ประโยชน์มาตรการ Industry 4.0” ได้เผยถึงแนวทางขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จด้วยการประยุกต์ใช้มาตรการยกระดับอุตสาหกรรม (Smart and Sustainable Industry) จากฺ BOI  โดยเน้นย้ำว่า “บุคลากร” คือฟันเฟืองสำคัญที่สุดที่ต้องได้รับการพัฒนาควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยี ซึ่งจุดเริ่มต้นของการยกระดับองค์กร คือการสำรวจประเภทธุรกิจให้ชัดเจน เพื่อศึกษามาตรการส่งเสริมที่สอดคล้องกับกิจการ ก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการประเมินความพร้อมผ่านระบบ “Thailand i4.0 Index” ซึ่งเป็นเครื่องมือออนไลน์ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการประเมินระดับความพร้อมในการก้าวสู่ยุค Industry 4.0 ได้ด้วยตนเองโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งนี้เมื่อทราบระดับความพร้อมขององค์กรแล้ว ขั้นตอนถัดมาคือการวางแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับกำไรและศักยภาพ เพื่อให้สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและใช้สิทธิประโยชน์จาก BOI ได้อย่างต่อเนื่องและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

 

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของความสำเร็จคือวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่ต้องมุ่งเน้นการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน (Smart & Sustainable Industry) โดยผู้บริหารต้องลงมาเป็นผู้นำ และผลักดันให้ทุกหน่วยงานในองค์กรมีส่วนร่วม เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ Smart & Sustainable Development อย่างแท้จริง

ทยากรผู้ทรงคุณวุฒิร่วมบรรยายให้ความรู้และแนวทางปฏิบัติในการยกระดับอุตสาหกรรมไทย ทยากรผู้ทรงคุณวุฒิร่วมบรรยายให้ความรู้และแนวทางปฏิบัติในการยกระดับอุตสาหกรรมไทย

ประมวลภาพบรรยากาศในงาน

 

Admin Team
Copy link

ข่าวสารอื่นๆ

i4.0 Platform ร่วมสื่อสารการยกระดับอุตสาหกรรม 4.0 ในงาน NECTEC-ACE 2026 ชวนผู้ประกอบการเช็กความพร้อม ก้าวสู่ Industry 4.0 อย่างเป็นระบบ

วันที่ 3 กันยายน 2569 ณ พารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน – ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงานประชุมวิชาการและนิทรรศการเนคเทค ประจำปี 2569 หรือ NECTEC-ACE 2026 ภายใต้แนวคิด “NECTEC 40 Years – Legacy & Beyond วันนี้ที่สร้างไว้ เพื่อก้าวต่อไปที่ยั่งยืน” พร้อมฉายภาพทิศทางเทคโนโลยีแห่งอนาคต เสนอแนวคิด 3 เทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Frontier Tech) ที่น่าจับตามอง ได้แก่ เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) การสื่อสารผ่านอวกาศ (Space Communication) และ Physical AI เพื่อร่วมค้นหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในการเตรียมรับมือกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต พร้อมสำรวจโอกาสที่จะนำมาใช้เป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. นำทีมผู้บริหารกระทรวงฯ ร่วมงานและเยี่ยมชมนิทรรศการผลงานวิจัยจัดแสดงนำนวัตกรรมที่นำไปใช้งานจริงในหลากหลายอุตสาหกรรมของประเทศ

Power up Thailand with Frontier Technologies
ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Power up Thailand with Frontier Technologies” โดยกล่าวว่า ในอีก 10–20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยต้องเร่งเตรียมความพร้อมรับเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม โดย อว. ร่วมกับเนคเทค สวทช. และพันธมิตร ผลักดัน 4 ทิศทางสำคัญ ได้แก่ (1) Photonic Semiconductor ภายใต้กรอบ Siam Silica เพื่อสร้างระบบนิเวศตั้งแต่การออกแบบ การบรรจุขั้นสูง ไปจนถึงการทดสอบ และเปิดทางสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ (2) Quantum Technology ที่ต้องเตรียมทั้งกำลังคน พื้นที่ทดลองใช้งาน และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยเฉพาะการเข้ารหัสที่พร้อมรับยุคควอนตัม (PQC) (3) เศรษฐกิจสุขภาพที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม เพื่อต่อยอดจุดแข็งด้านสุขภาพของไทยสู่บริการและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และ (4) Space Economy ที่มุ่งสร้างขีดความสามารถตั้งแต่การพัฒนาดาวเทียม การใช้ข้อมูลอวกาศ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศในอนาคต อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศไทยไม่เป็นเพียง ‘ผู้ใช้’ เทคโนโลยี แต่ก้าวไปสู่การเป็น ‘ผู้สร้าง’ และเปลี่ยนรากฐานที่เนคเทค สวทช. สั่งสมมาตลอด 40 ปีให้เป็นพลังสำหรับอนาคตของประเทศ

40 ปี เนคเทค จาก Deep Tech สู่ความเป็นไปได้ในการแก้โจทย์ประเทศ
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ตลอด 40 ปี เนคเทค สวทช. ได้พิสูจน์แล้วว่า งานวิจัยขั้นสูงไม่ใช่เรื่องไกลตัวและไม่ได้หยุดอยู่เพียงบนหิ้ง แต่ได้เข้าไปบุกเบิกโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลตั้งแต่ยุคแรก และเติมเต็มระบบนิเวศนวัตกรรมที่ไทยยังขาด เพื่อผลักดันเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) ให้ออกจากห้องปฏิบัติการ มาแปรเปลี่ยนเป็นนวัตกรรมที่สามารถแก้โจทย์จริงของประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม วันนี้โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่เทคโนโลยีอุบัติใหม่ ทั้ง AI และดิจิทัลขั้นสูง เข้ามาพลิกโฉมทุกอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ภารกิจของ สวทช. ในฐานะ National Research Engine ซึ่งมีเนคเทคเป็นเครื่องยนต์หลักด้านอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล คือ การเร่งสร้างความพร้อมให้ประเทศตั้งแต่วันนี้ ทั้งศักยภาพของคน โครงสร้างพื้นฐาน และการผนึกกำลังกับพันธมิตร เพื่อทำให้เทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Frontier Technology) ไม่ใช่แค่สิ่งที่นำเข้ามาใช้ แต่ต้องถูกนำมาพัฒนาต่อยอดเพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศและแก้ปัญหาประชาชนได้จริง ซึ่งประสบการณ์และผลงานวิจัยตลอด 40 ปีของเนคเทค ถือเป็นรากฐานและมรดกทางเทคโนโลยี หรือ ‘Legacy’ ที่แข็งแกร่งที่สุด ที่จะนำพาประเทศไทยก้าวสู่นวัตกรรมแห่งอนาคต หรือ ‘Beyond’ ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ฉายภาพ 3 Frontier Tech เปิดมุมมองใหม่เพื่อต่อยอดโจทย์ประเทศ
ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. กล่าวว่า วาระครบรอบ 40 ปีเนคเทคถือเป็นโอกาสสำคัญในการทบทวนทั้งสิ่งที่ทำสำเร็จและบทเรียนตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมา เนคเทคมีบทบาทตั้งแต่การวางโครงสร้างพื้นฐานและมาตรฐานด้านดิจิทัล การผลักดันแผนไอทีระดับประเทศ ไปจนถึงการพัฒนางานวิจัยที่ถูกนำไปใช้จริงในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็น ‘Thai School Lunch’ แพลตฟอร์มดูแลโภชนาการอาหารกลางวันเด็กนักเรียน ‘KidBright’ นวัตกรรมการเรียนโค้ดดิ้งของเยาวชน ‘DentiiScan’ เครื่องเอกซเรย์ทันตกรรม 3 มิติฝีมือคนไทยที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำบริการการแพทย์ ไปจนถึง ‘TPMAP’ เครื่องมือสำคัญในการชี้เป้าแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศ เป็นต้น

สำหรับก้าวต่อไป เนคเทค สวทช.ได้เริ่มศึกษาทิศทางเทคโนโลยีที่ประเทศควรเตรียมความพร้อมล่วงหน้า โดยให้ความสำคัญกับ 3 ด้าน ได้แก่ (1) เทคโนโลยีควอนตัม มุ่งวิจัยด้านการเข้ารหัสข้อมูลสำหรับยุคควอนตัม (PQC) และ Quantum Sensing บางประเภท (2) การสื่อสารผ่านอวกาศ ที่จะมีบทบาทมากขึ้นเมื่อการเชื่อมต่อผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) เข้ามาใกล้ชีวิตประจำวัน ซึ่งไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐาน เช่นเดียวกับที่เคยทำในยุคคอมพิวเตอร์และ IoT และ (3) Physical AI สำรวจแนวโน้มการก้าวข้ามขีดจำกัดของ AI จากโลกดิจิทัลสู่โลกกายภาพ ทำให้ระบบอัตโนมัติหรือหุ่นยนต์สามารถรับรู้ เรียนรู้ และโต้ตอบกับสภาพแวดล้อมจริงรอบตัวได้อย่างชาญฉลาด ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญที่เข้ามาพลิกโฉมภาคการผลิตและบริการในอนาคต เป้าหมายของการเริ่มศึกษาเทคโนโลยีเหล่านี้ตั้งแต่วันนี้ คือ การทำให้ประเทศไทยมีความรู้และความพร้อมเพียงพอ เมื่อถึงเวลาที่เทคโนโลยีเข้าสู่การใช้งานจริง ผลงานวิจัยของเนคเทคจะต้องเดินต่อจากการทดลองไปสู่การใช้งานอย่างต่อเนื่อง และสามารถส่งต่อประโยชน์ไปถึงประชาชน ซึ่งจะเป็นโจทย์สำคัญและทิศทางของเนคเทค สวทช. ในอนาคต

NECTEC-ACE 2026 ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 18 ยังคงได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือเป็นอย่างดีจากพันธมิตรภาครัฐมากกว่า 30 หน่วยงาน โดยมีผู้สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานมากกว่า 3,000 คน โดยเปิดพื้นที่ให้ร่วมค้นหาบทต่อไปของเทคโนโลยีที่จะพลิกโฉมสังคมไทย พร้อมสัมผัสโซลูชันที่นำไปใช้งานจริงจากเนคเทคและพันธมิตรที่ครอบคลุมตั้งแต่ AI, ควอนตัม, นวัตกรรมเพื่อการเกษตรและการแพทย์ ไปจนถึงโลกการผลิตในยุคอุตสาหกรรม 5.0

ในโอกาสนี้ i4.0 Platform ร่วมจัดแสดงนิทรรศการภายในงาน นำเสนอแพลตฟอร์มและบริการสนับสนุนการยกระดับองค์กรสู่ Industry 4.0 ตั้งแต่การประเมินความพร้อมขององค์กรผ่าน i4.0 CheckUp การให้คำปรึกษาและวางแนวทางการพัฒนา การเชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญและผู้ให้บริการเทคโนโลยี ตลอดจนการเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และบริการที่ช่วยให้องค์กรสามารถวางแผนการเปลี่ยนผ่านสู่ Industry 4.0 ได้อย่างเหมาะสมและเป็นระบบ

ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมบูท i4.0 Platform เพื่อทำความรู้จักเครื่องมือและบริการต่าง ๆ พร้อมพูดคุยกับทีมงานเพื่อค้นหาแนวทางการยกระดับองค์กรให้สอดคล้องกับบริบทและเป้าหมายของแต่ละองค์กร
เริ่มต้นเส้นทางสู่ Industry 4.0 ด้วยการประเมินความพร้อมขององค์กรวันนี้…
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อีเมล : i4Platform@nstda.or.th
ไลน์ : @i4Platform เว็บไซต์: www.nstda.or.th/i4Platform

ภายหลังการจัดงาน ยังเปิดให้ผู้ที่สนใจที่ไม่สามารถมาร่วมงานได้ สามารถติดตามสรุปและบันทึกการสัมมนาย้อนหลัง ได้ที่เว็บไซต์ www.nectec.or.th/ace2026

อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่นี่

Admin Team
6 September 2026

บีโอไอผนึก 4 หน่วยงานรัฐ ปลดล็อกโจทย์ลงทุนภาคตะวันออก รับคลื่นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

บีโอไอเดินหน้าสร้าง “ระบบนิเวศการลงทุน” ในภาคตะวันออก รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมผนึกกำลัง สทนช. กกพ. กนอ. และ สวทช. ในงานสัมมนา “Eastern Thailand: Unlocking the Next Investment Frontier” ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ มิราจ บีช รีสอร์ท พัทยา จังหวัดชลบุรี เร่งแก้ข้อจำกัดสำคัญด้าน น้ำ พลังงาน พื้นที่รองรับการลงทุน และการพัฒนาบุคลากร ควบคู่การยกระดับฐานการผลิตเดิมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถใน
การแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในช่วงปี 2566–ครึ่งแรกของปี 2569 ภาคตะวันออกมีมูลค่า
คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนกว่า 2.6 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณ ครึ่งหนึ่งของมูลค่าคำขอรับ
การส่งเสริมการลงทุนทั่วประเทศ สะท้อนศักยภาพของพื้นที่ในการเป็นฐานการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ ว่า ทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและพลังงานสะอาด รวมถึงการเติบโตของเทคโนโลยีสำคัญ อาทิ AI หุ่นยนต์
เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีชีวภาพ ส่งผลให้เกิดการกระจายฐานการลงทุนมายังอาเซียนมากขึ้น
ภาคตะวันออกครองแชมป์ลงทุน 3 ปีครึ่ง ทะลุ 2.6 ล้านล้านบาท
ในช่วงปี 2566 ถึงครึ่งแรกของปี 2569 ภาคตะวันออกมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 4,566 โครงการ มูลค่ากว่า 2.6 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งประเทศ โดยจังหวัดชลบุรีมีเงินลงทุนสูงสุดกว่า 1.29 ล้านล้านบาท รองลงมา ได้แก่ ระยอง 837,000 ล้านบาท ปราจีนบุรี 235,000 ล้านบาท และฉะเชิงเทรา 228,000 ล้านบาท
อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุด ได้แก่ ดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า และยานยนต์และชิ้นส่วน สะท้อนศักยภาพของภาคตะวันออกในฐานะพื้นที่ยุทธศาสตร์และ Gateway สำคัญสำหรับเชื่อมโยงประเทศไทยสู่ตลาดโลก

บีโอไอผนึกกำลัง 4 หน่วยงาน เตรียมระบบนิเวศภาคตะวันออกรับคลื่นลงทุนไฮเทค

นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า สทนช.
เร่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำในพื้นที่ EEC รองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม โดยคาดว่าปี 2580 ความต้องการใช้น้ำจะเพิ่มขึ้นเป็น 3,615 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเพิ่มขึ้น 22% จากปี 2567 ขณะที่
ความต้องการใช้น้ำภาคอุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้นถึง 58% จึงเตรียมพัฒนาแหล่งน้ำและเชื่อมโยงโครงข่ายน้ำ (Water Grid) รวมถึงระบบสูบและผันน้ำ เพื่อรองรับการลงทุนใหม่ในระยะยาว


นายกัลย์ แสงเรือง รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า ภาครัฐเตรียมความพร้อมด้าน Energy Transition รองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Data Center ซึ่งร่างแผน PDP 2026 คาดการณ์ความต้องการไฟฟ้าราว 6,800–8,800 เมกะวัตต์ พร้อมพัฒนากลไก Direct PPA, Utility Green Tariff (UGT), IPS และ Thailand Power Map เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงพลังงานสะอาดและเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า กนอ. มุ่งยกระดับนิคมอุตสาหกรรมให้มีความพร้อมรองรับการลงทุน ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค และบริการ One Stop Service และ Digital Licensing พร้อมนำเทคโนโลยี Digital Twin มาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ รวมถึงเตรียมระบบนิเวศรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย RE100

ดร.รวีภัทร์ ผุดผ่อง ผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมืออุตสาหกรรม EECi สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. เดินหน้ายกระดับภาคการผลิตไทยสู่ Industry 4.0 ผ่าน “ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMC)” ณ EECi จ.ระยอง โดยให้บริการตั้งแต่การประเมินความพร้อมโรงงาน การพัฒนาทักษะบุคลากร การให้คำปรึกษาและคัดเลือกเทคโนโลยี การทดสอบโซลูชัน ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีไปใช้จริง เพื่อเพิ่มผลิตภาพและ
ขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย

ช่วงบ่ายเปิดเวทีให้คำปรึกษาเชิงลึกแบบ One-on-One เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนได้หารือกับผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี โดยมุ่งให้คำแนะนำที่ตรงกับความต้องการของแต่ละธุรกิจ ทั้งด้านการลงทุน เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนแนวทางการพัฒนาและยกระดับกระบวนการผลิต ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลไปวางแผนและต่อยอดการลงทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม
กิจกรรมดังกล่าวถือเป็นอีกกลไกสำคัญของบีโอไอในการเชื่อมโยง “นโยบาย–หน่วยงานรัฐ–ผู้ประกอบการ” ให้เกิดการขับเคลื่อนการลงทุนในพื้นที่ภาคตะวันออกอย่างเป็นรูปธรรม และรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ฐานอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต

Aussawin Phaoumnuaywit
18 August 2026

กนอ. ผนึกกำลัง EECi โดย สวทช.จัดงาน “I-EA-T : SMEs Growth Acceleration” เสริมแกร่งเทคโนโลยีให้ SMEs ขยายโอกาสสู่ตลาดโลก

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ร่วมกับ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดงานสัมมนาและนิทรรศการครั้งสำคัญ “I-EA-T : SMEs Growth Acceleration : Technology Solution-Driven SMEs for Global Supply Chain”วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรม เซ็นทรา แกรนด์ มิราจ บีช รีสอร์ท พัทยา จังหวัดชลบุรี

โอกาสนี้ ดร.สุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงมาเป็นกลไกในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ SMEs ในนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการปรับตัวสู่ การผลิตยุค 4.0 และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Manufacturing) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมและยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการไทยให้สามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลกได้อย่างยั่งยืน

สวทช. นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สวทช. ได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ “Bridging Innovation to Industry: บทบาท สวทช. ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่อนาคต” โดยระบุว่า สวทช. มุ่งทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อมงานวิจัยสู่อุตสาหกรรม (Bridging Innovation to Industry)” ผ่านการบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ใน 3 มิติหลัก ได้แก่

  • Deep Tech Ecosystem การสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีเชิงลึก เพื่อผลักดันการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง
  • Component Localization การส่งเสริมการผลิตและพัฒนาชิ้นส่วนภายในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าและเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมไทย
  • Global Supply Chain & Competitiveness การเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการให้สามารถรับมือกับการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก

เปิดประตู SMEs เข้าถึงเทคโนโลยีและโซลูชันจาก สวทช.

ผู้เชี่ยวชาญจาก สวทช. ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และโซลูชันด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรม เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ในการยกระดับภาคการผลิต โดย ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ รองผู้อำนวยการ MTEC สวทช. นำเสนอศักยภาพด้านนวัตกรรมและบริการวิศวกรรมขั้นสูง รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการทดสอบ เช่น PTEC ที่ช่วยพัฒนา ทดสอบ และยกระดับผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานและตอบโจทย์ตลาด

ขณะที่ ดร.รวีภัทร์ ผุดผ่อง ผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมืออุตสาหกรรม EECi สวทช. ถ่ายทอดแนวทางการประยุกต์ใช้ Digital, AI, Automation และ IoT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสนับสนุน SMEs สู่การผลิตแบบ Smart & Green Manufacturing

คุณสุโรจน์ แสงสนิท รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ถ่ายทอดทิศทางยานยนต์ไฟฟ้าและโอกาสของ SMEs ไทยในห่วงโซ่อุปทาน EV ขณะที่ คุณจารึก ศรีภา จากบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ถ่ายทอดมุมมองและความคาดหวังของผู้ผลิตยานยนต์ต่อ SMEs ไทย เชื่อม “เทคโนโลยี – เงินทุน – สิทธิประโยชน์” ครบในเวทีเดียว

กิจกรรมยังต่อยอดสู่ Technology Matching เชื่อม SMEs กับผู้เชี่ยวชาญจาก สวทช. เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของแต่ละสถานประกอบการ พร้อมหาเทคโนโลยีและโซลูชันที่เหมาะสม โดยมีเครือข่ายพันธมิตร อาทิ TABMA และ Thai Subcon ร่วมสนับสนุนการเชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบนิเวศอุตสาหกรรม

การจัดงาน “I-EA-T : SMEs Growth Acceleration” จึงเป็นความร่วมมือระหว่าง กนอ. สวทช. และพันธมิตรภาคอุตสาหกรรม ที่มุ่งเปลี่ยน “เทคโนโลยีและนวัตกรรม” ให้เป็น “โอกาสทางธุรกิจ” เพื่อช่วย SMEs เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน พัฒนาผลิตภัณฑ์ และก้าวเข้าสู่ Supply Chain อุตสาหกรรมระดับโลกเป้าหมายไม่ใช่เพียงให้ SMEs “ใช้เทคโนโลยีได้” แต่ต้อง “แข่งขันได้” และเติบโต

 

Admin Team
11 August 2026