ที่มาและความสำคัญของงานวิจัย
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และกรมการข้าว ดำเนินงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี โดยมุ่งประยุกต์ใช้เครื่องหมายโมเลกุล เพื่อยกระดับการปรับปรุงพันธุ์ข้าวไทยอย่างเป็นระบบ ซึ่งคณะนักวิจัยได้พัฒนาฐานข้อมูลพันธุกรรมข้าวไทยกว่า 700 สายพันธุ์ ครอบคลุมทั้งข้อมูลพันธุกรรม และลักษณะปรากฏ (Phenotype) และพัฒนาชุดเครื่องหมายโมเลกุลกว่า 250 เครื่องหมาย ที่ครอบคลุมลักษณะทางการเกษตรสำคัญรวมกว่า 70 ยีน ใน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มยีนที่ควบคุมคุณภาพข้าว กลุ่มยีนต้านทานโรคและแมลง กลุ่มยีนทนทานต่อสภาวะแวดล้อมวิกฤต และกลุ่มยีนที่ควบคุมลักษณะทางการเกษตรและองค์ประกอบผลผลิต เทคโนโลยีนี้ช่วยให้สามารถคัดเลือกต้นพันธุ์ที่มียีนลักษณะดีได้ตั้งแต่ระยะต้นกล้า ทำให้กระบวนการปรับปรุงพันธุ์มีความรวดเร็ว แม่นยำ เพิ่มผลผลิต และลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ได้พันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ และได้ถ่ายทอดสู่เกษตรกรแล้ว
นอกจากนี้ สวทช. ผนึกกำลังกับกรมการข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเครือข่ายพันธมิตร ขับเคลื่อนเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนมในข้าว การพัฒนาข้าวหอมของไทย รวมทั้งการพัฒนาพันธุ์ข้าวและระบบการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำให้เป็นรูปธรรม ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยระบบนิเวศที่เชื่อมโยงเกษตรกร หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนเข้าด้วยกันอย่างเกื้อกูล เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับกติกาการค้าระดับสากลและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อันเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างความมั่นคงทางอาหารและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

การดำเนินงานวิจัยครอบคลุมตั้งแต่ระดับจีโนมในห้องปฏิบัติการ การพัฒนาและทดสอบสายพันธุ์ การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพสู่เกษตรกร จนถึงการวางแผนระบบการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice) และเพื่อต่อยอดความสำเร็จดังกล่าว สวทช. มุ่งหวังที่จะสานต่อและขยายขอบข่ายการทำงานร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร โดยผนึกกำลังกับกรมการข้าวและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อขับเคลื่อนเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนมในข้าว การพัฒนาข้าวหอมไทย รวมทั้งการพัฒนาพันธุ์ข้าวและระบบการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำให้เป็นรูปธรรม เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงเกษตรกร หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนเข้าด้วยกันอย่างเกื้อกูล เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับกติกาการค้าระดับสากลและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อันเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างความมั่นคงทางอาหารและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน
การใช้ประโยชน์
1) เพิ่มประสิทธิภาพการปรับปรุงพันธุ์
- คัดเลือกพันธุ์ได้แม่นยำตั้งแต่ระยะต้นกล้า
- ลดระยะเวลาในการพัฒนาพันธุ์ใหม่
- ลดต้นทุนการทดลองภาคสนาม
2) ยกระดับคุณภาพและศักยภาพผลผลิต
- ได้พันธุ์ข้าว “หอม อร่อย ทนทาน ผลผลิตสูง”
- รองรับการปลูกได้ตลอดปี
3) เสริมความสามารถการแข่งขันระดับสากล
- รองรับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและแนวทางข้าวคาร์บอนต่ำ
- เพิ่มมูลค่าผลผลิตข้าวไทยทั้งระบบ
- สร้างความมั่นคงทางอาหารและรายได้เกษตรกร
กลุ่มเป้าหมาย
- นักปรับปรุงพันธุ์ข้าว
- หน่วยงานวิจัยและสถาบันการศึกษา
- กรมการข้าวและหน่วยงานส่งเสริมการเกษตร
- ผู้ประกอบการเมล็ดพันธุ์
- เกษตรกรผู้ปลูกข้าว
- โรงสีและผู้ค้าข้าว
สถานะปัจจุบัน
- พัฒนาองค์ความรู้และฐานข้อมูลเครื่องหมายโมเลกุล
- ถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่หน่วยงานภาครัฐและเอกชน
- มีพันธุ์ข้าวพร้อมถ่ายทอดสู่การใช้ประโยชน์ ได้แก่ พันธุ์หอมชลสิทธิ์ 2 พันธุ์ไบโอเทค 1 พันธุ์หอมสยาม พันธุ์หอมสยาม 2 พันธุ์หอมนาคา และพันธุ์ข้าวไรซ์เบอรี่ 2
- อยู่ระหว่างขยายผลสู่แนวทางการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ


