i4.0 CheckUp
Line
27 July 2026

I4.0 TRAINING PLATFORM คว้ารางวัลชนะเลิศประเภท Industrial Upskill Excellence Award โครงการประกวด BIDC Award 2026 ภายใต้งาน THAILAND CONTENT MARKET (TCM 2026)

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 กลุ่มแพลตฟอร์มสนับสนุนอุตสาหกรรม 4.0 (TICB) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย นายชัยวุฒิ สีทา นักวิชาการอาวุโส คว้ารางวัลชนะเลิศประเภท Industrial Upskill Excellence Award จากผลงาน I4.0 TRAINING PLATFORM ในโครงการประกวด BIDC Award 2026 ภายใต้งาน THAILAND CONTENT MARKET (TCM 2026) จัดโดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โอกาสนี้ ดร.รวีภัทร์ ผุดผ่อง ผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมืออุตสาหกรรม เป็นผู้แทน สวทช. ร่วมแสดงความยินดี ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

รางวัล Industrial Upskill Excellence Award ถือเป็นหนึ่งในรางวัลเกียรติยศสำคัญที่มอบให้เพื่อเชิดชูเกียรติแก่บุคคลที่มีผลงานโดดเด่นเป็นรูปธรรมในการยกระดับและพัฒนาทักษะ (Upskill / Reskill) บุคลากรในภาคอุตสาหกรรมไทย

การได้รับรางวัลในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ สวทช. และทีมงาน TICB ในการเตรียมความพร้อมด้านกำลังคนให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด ช่วยขับเคลื่อนการเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนเป็นกำลังสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

Admin Team
Copy link

ข่าวสารอื่นๆ

i4 Platform หนุน SMEs สู่ Green Industry ผ่านการประเมินอุตสาหกรรม

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 i4 Platform ร่วมเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนภาคธุรกิจไทย ในงานสัมมนาและนิทรรศการ “SMEs พร้อมโต เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ยกระดับสู่ Green Industry” ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) และกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ณ อาคารสำนักงานใหญ่ SME D Bank เพื่อมุ่งปลดล็อกข้อจำกัดและยกระดับผู้ประกอบการ SMEs สู่อุตสาหกรรมสีเขียว

ภายในงาน i4 Platform ได้ร่วมออกบูทนิทรรศการและนำเสนอกระบวนการทำประเมินระดับอุตสาหกรรม (Industry Assessment) โดยได้รับเกียรติจาก ดร.รวีภัทร์ ผุดผ่อง ผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมืออุตสาหกรรม EECi สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นผู้บรรยายพิเศษในหัวข้อ ยกระดับอุตสาหกรรมให้ Smart and Green และ สิทธิประโยชน์เพื่อการลงทุน พร้อมให้คำแนะนำเชิงลึกเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ธุรกิจจะได้รับจากการประเมิน เพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผนปรับปรุงกระบวนการผลิต ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของโรงงานได้อย่างตรงจุดและเป็นรูปธรรม

สำหรับภาพรวมของงาน “SMEs พร้อมโตจัดขึ้นภายใต้แนวคิดการสร้างแต้มต่อให้กับธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน โดย SME D Bank และ กรอ. ได้ร่วมกันเติมเต็มความรู้ด้านมาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียว ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุน ผ่านสินเชื่อ “SME Green Productivity” ที่ให้อัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 3% ต่อปี (คงที่ 3 ปีแรก) วงเงินสูงสุด 30 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการลงทุนอัปเกรดโรงงาน เปลี่ยนแปลงเครื่องจักร และเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด

 

การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ i4 Platform ที่พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการส่งมอบเทคโนโลยี กระบวนการประเมิน และสิทธิประโยชน์ต่างๆ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถก้าวข้ามความท้าทายยุคใหม่ และเติบโตอย่างแข็งแกร่งควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน

 

 

 

Admin Team
22 September 2026

i4.0 Platform ร่วมสื่อสารการยกระดับอุตสาหกรรม 4.0 ในงาน NECTEC-ACE 2026 ชวนผู้ประกอบการเช็กความพร้อม ก้าวสู่ Industry 4.0 อย่างเป็นระบบ

วันที่ 3 กันยายน 2569 ณ พารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน – ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงานประชุมวิชาการและนิทรรศการเนคเทค ประจำปี 2569 หรือ NECTEC-ACE 2026 ภายใต้แนวคิด “NECTEC 40 Years – Legacy & Beyond วันนี้ที่สร้างไว้ เพื่อก้าวต่อไปที่ยั่งยืน” พร้อมฉายภาพทิศทางเทคโนโลยีแห่งอนาคต เสนอแนวคิด 3 เทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Frontier Tech) ที่น่าจับตามอง ได้แก่ เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) การสื่อสารผ่านอวกาศ (Space Communication) และ Physical AI เพื่อร่วมค้นหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในการเตรียมรับมือกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต พร้อมสำรวจโอกาสที่จะนำมาใช้เป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. นำทีมผู้บริหารกระทรวงฯ ร่วมงานและเยี่ยมชมนิทรรศการผลงานวิจัยจัดแสดงนำนวัตกรรมที่นำไปใช้งานจริงในหลากหลายอุตสาหกรรมของประเทศ

Power up Thailand with Frontier Technologies
ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Power up Thailand with Frontier Technologies” โดยกล่าวว่า ในอีก 10–20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยต้องเร่งเตรียมความพร้อมรับเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม โดย อว. ร่วมกับเนคเทค สวทช. และพันธมิตร ผลักดัน 4 ทิศทางสำคัญ ได้แก่ (1) Photonic Semiconductor ภายใต้กรอบ Siam Silica เพื่อสร้างระบบนิเวศตั้งแต่การออกแบบ การบรรจุขั้นสูง ไปจนถึงการทดสอบ และเปิดทางสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ (2) Quantum Technology ที่ต้องเตรียมทั้งกำลังคน พื้นที่ทดลองใช้งาน และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยเฉพาะการเข้ารหัสที่พร้อมรับยุคควอนตัม (PQC) (3) เศรษฐกิจสุขภาพที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม เพื่อต่อยอดจุดแข็งด้านสุขภาพของไทยสู่บริการและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และ (4) Space Economy ที่มุ่งสร้างขีดความสามารถตั้งแต่การพัฒนาดาวเทียม การใช้ข้อมูลอวกาศ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศในอนาคต อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศไทยไม่เป็นเพียง ‘ผู้ใช้’ เทคโนโลยี แต่ก้าวไปสู่การเป็น ‘ผู้สร้าง’ และเปลี่ยนรากฐานที่เนคเทค สวทช. สั่งสมมาตลอด 40 ปีให้เป็นพลังสำหรับอนาคตของประเทศ

40 ปี เนคเทค จาก Deep Tech สู่ความเป็นไปได้ในการแก้โจทย์ประเทศ
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ตลอด 40 ปี เนคเทค สวทช. ได้พิสูจน์แล้วว่า งานวิจัยขั้นสูงไม่ใช่เรื่องไกลตัวและไม่ได้หยุดอยู่เพียงบนหิ้ง แต่ได้เข้าไปบุกเบิกโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลตั้งแต่ยุคแรก และเติมเต็มระบบนิเวศนวัตกรรมที่ไทยยังขาด เพื่อผลักดันเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) ให้ออกจากห้องปฏิบัติการ มาแปรเปลี่ยนเป็นนวัตกรรมที่สามารถแก้โจทย์จริงของประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม วันนี้โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่เทคโนโลยีอุบัติใหม่ ทั้ง AI และดิจิทัลขั้นสูง เข้ามาพลิกโฉมทุกอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ภารกิจของ สวทช. ในฐานะ National Research Engine ซึ่งมีเนคเทคเป็นเครื่องยนต์หลักด้านอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล คือ การเร่งสร้างความพร้อมให้ประเทศตั้งแต่วันนี้ ทั้งศักยภาพของคน โครงสร้างพื้นฐาน และการผนึกกำลังกับพันธมิตร เพื่อทำให้เทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Frontier Technology) ไม่ใช่แค่สิ่งที่นำเข้ามาใช้ แต่ต้องถูกนำมาพัฒนาต่อยอดเพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศและแก้ปัญหาประชาชนได้จริง ซึ่งประสบการณ์และผลงานวิจัยตลอด 40 ปีของเนคเทค ถือเป็นรากฐานและมรดกทางเทคโนโลยี หรือ ‘Legacy’ ที่แข็งแกร่งที่สุด ที่จะนำพาประเทศไทยก้าวสู่นวัตกรรมแห่งอนาคต หรือ ‘Beyond’ ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ฉายภาพ 3 Frontier Tech เปิดมุมมองใหม่เพื่อต่อยอดโจทย์ประเทศ
ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. กล่าวว่า วาระครบรอบ 40 ปีเนคเทคถือเป็นโอกาสสำคัญในการทบทวนทั้งสิ่งที่ทำสำเร็จและบทเรียนตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมา เนคเทคมีบทบาทตั้งแต่การวางโครงสร้างพื้นฐานและมาตรฐานด้านดิจิทัล การผลักดันแผนไอทีระดับประเทศ ไปจนถึงการพัฒนางานวิจัยที่ถูกนำไปใช้จริงในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็น ‘Thai School Lunch’ แพลตฟอร์มดูแลโภชนาการอาหารกลางวันเด็กนักเรียน ‘KidBright’ นวัตกรรมการเรียนโค้ดดิ้งของเยาวชน ‘DentiiScan’ เครื่องเอกซเรย์ทันตกรรม 3 มิติฝีมือคนไทยที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำบริการการแพทย์ ไปจนถึง ‘TPMAP’ เครื่องมือสำคัญในการชี้เป้าแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศ เป็นต้น

สำหรับก้าวต่อไป เนคเทค สวทช.ได้เริ่มศึกษาทิศทางเทคโนโลยีที่ประเทศควรเตรียมความพร้อมล่วงหน้า โดยให้ความสำคัญกับ 3 ด้าน ได้แก่ (1) เทคโนโลยีควอนตัม มุ่งวิจัยด้านการเข้ารหัสข้อมูลสำหรับยุคควอนตัม (PQC) และ Quantum Sensing บางประเภท (2) การสื่อสารผ่านอวกาศ ที่จะมีบทบาทมากขึ้นเมื่อการเชื่อมต่อผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) เข้ามาใกล้ชีวิตประจำวัน ซึ่งไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐาน เช่นเดียวกับที่เคยทำในยุคคอมพิวเตอร์และ IoT และ (3) Physical AI สำรวจแนวโน้มการก้าวข้ามขีดจำกัดของ AI จากโลกดิจิทัลสู่โลกกายภาพ ทำให้ระบบอัตโนมัติหรือหุ่นยนต์สามารถรับรู้ เรียนรู้ และโต้ตอบกับสภาพแวดล้อมจริงรอบตัวได้อย่างชาญฉลาด ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญที่เข้ามาพลิกโฉมภาคการผลิตและบริการในอนาคต เป้าหมายของการเริ่มศึกษาเทคโนโลยีเหล่านี้ตั้งแต่วันนี้ คือ การทำให้ประเทศไทยมีความรู้และความพร้อมเพียงพอ เมื่อถึงเวลาที่เทคโนโลยีเข้าสู่การใช้งานจริง ผลงานวิจัยของเนคเทคจะต้องเดินต่อจากการทดลองไปสู่การใช้งานอย่างต่อเนื่อง และสามารถส่งต่อประโยชน์ไปถึงประชาชน ซึ่งจะเป็นโจทย์สำคัญและทิศทางของเนคเทค สวทช. ในอนาคต

NECTEC-ACE 2026 ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 18 ยังคงได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือเป็นอย่างดีจากพันธมิตรภาครัฐมากกว่า 30 หน่วยงาน โดยมีผู้สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานมากกว่า 3,000 คน โดยเปิดพื้นที่ให้ร่วมค้นหาบทต่อไปของเทคโนโลยีที่จะพลิกโฉมสังคมไทย พร้อมสัมผัสโซลูชันที่นำไปใช้งานจริงจากเนคเทคและพันธมิตรที่ครอบคลุมตั้งแต่ AI, ควอนตัม, นวัตกรรมเพื่อการเกษตรและการแพทย์ ไปจนถึงโลกการผลิตในยุคอุตสาหกรรม 5.0

ในโอกาสนี้ i4.0 Platform ร่วมจัดแสดงนิทรรศการภายในงาน นำเสนอแพลตฟอร์มและบริการสนับสนุนการยกระดับองค์กรสู่ Industry 4.0 ตั้งแต่การประเมินความพร้อมขององค์กรผ่าน i4.0 CheckUp การให้คำปรึกษาและวางแนวทางการพัฒนา การเชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญและผู้ให้บริการเทคโนโลยี ตลอดจนการเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และบริการที่ช่วยให้องค์กรสามารถวางแผนการเปลี่ยนผ่านสู่ Industry 4.0 ได้อย่างเหมาะสมและเป็นระบบ

ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมบูท i4.0 Platform เพื่อทำความรู้จักเครื่องมือและบริการต่าง ๆ พร้อมพูดคุยกับทีมงานเพื่อค้นหาแนวทางการยกระดับองค์กรให้สอดคล้องกับบริบทและเป้าหมายของแต่ละองค์กร
เริ่มต้นเส้นทางสู่ Industry 4.0 ด้วยการประเมินความพร้อมขององค์กรวันนี้…
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อีเมล : i4Platform@nstda.or.th
ไลน์ : @i4Platform เว็บไซต์: www.nstda.or.th/i4Platform

ภายหลังการจัดงาน ยังเปิดให้ผู้ที่สนใจที่ไม่สามารถมาร่วมงานได้ สามารถติดตามสรุปและบันทึกการสัมมนาย้อนหลัง ได้ที่เว็บไซต์ www.nectec.or.th/ace2026

อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่นี่

Admin Team
6 September 2026

บีโอไอผนึก 4 หน่วยงานรัฐ ปลดล็อกโจทย์ลงทุนภาคตะวันออก รับคลื่นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

บีโอไอเดินหน้าสร้าง “ระบบนิเวศการลงทุน” ในภาคตะวันออก รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมผนึกกำลัง สทนช. กกพ. กนอ. และ สวทช. ในงานสัมมนา “Eastern Thailand: Unlocking the Next Investment Frontier” ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ มิราจ บีช รีสอร์ท พัทยา จังหวัดชลบุรี เร่งแก้ข้อจำกัดสำคัญด้าน น้ำ พลังงาน พื้นที่รองรับการลงทุน และการพัฒนาบุคลากร ควบคู่การยกระดับฐานการผลิตเดิมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถใน
การแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในช่วงปี 2566–ครึ่งแรกของปี 2569 ภาคตะวันออกมีมูลค่า
คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนกว่า 2.6 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณ ครึ่งหนึ่งของมูลค่าคำขอรับ
การส่งเสริมการลงทุนทั่วประเทศ สะท้อนศักยภาพของพื้นที่ในการเป็นฐานการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ ว่า ทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและพลังงานสะอาด รวมถึงการเติบโตของเทคโนโลยีสำคัญ อาทิ AI หุ่นยนต์
เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีชีวภาพ ส่งผลให้เกิดการกระจายฐานการลงทุนมายังอาเซียนมากขึ้น
ภาคตะวันออกครองแชมป์ลงทุน 3 ปีครึ่ง ทะลุ 2.6 ล้านล้านบาท
ในช่วงปี 2566 ถึงครึ่งแรกของปี 2569 ภาคตะวันออกมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 4,566 โครงการ มูลค่ากว่า 2.6 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งประเทศ โดยจังหวัดชลบุรีมีเงินลงทุนสูงสุดกว่า 1.29 ล้านล้านบาท รองลงมา ได้แก่ ระยอง 837,000 ล้านบาท ปราจีนบุรี 235,000 ล้านบาท และฉะเชิงเทรา 228,000 ล้านบาท
อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุด ได้แก่ ดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า และยานยนต์และชิ้นส่วน สะท้อนศักยภาพของภาคตะวันออกในฐานะพื้นที่ยุทธศาสตร์และ Gateway สำคัญสำหรับเชื่อมโยงประเทศไทยสู่ตลาดโลก

บีโอไอผนึกกำลัง 4 หน่วยงาน เตรียมระบบนิเวศภาคตะวันออกรับคลื่นลงทุนไฮเทค

นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า สทนช.
เร่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำในพื้นที่ EEC รองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม โดยคาดว่าปี 2580 ความต้องการใช้น้ำจะเพิ่มขึ้นเป็น 3,615 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเพิ่มขึ้น 22% จากปี 2567 ขณะที่
ความต้องการใช้น้ำภาคอุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้นถึง 58% จึงเตรียมพัฒนาแหล่งน้ำและเชื่อมโยงโครงข่ายน้ำ (Water Grid) รวมถึงระบบสูบและผันน้ำ เพื่อรองรับการลงทุนใหม่ในระยะยาว


นายกัลย์ แสงเรือง รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า ภาครัฐเตรียมความพร้อมด้าน Energy Transition รองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Data Center ซึ่งร่างแผน PDP 2026 คาดการณ์ความต้องการไฟฟ้าราว 6,800–8,800 เมกะวัตต์ พร้อมพัฒนากลไก Direct PPA, Utility Green Tariff (UGT), IPS และ Thailand Power Map เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงพลังงานสะอาดและเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า กนอ. มุ่งยกระดับนิคมอุตสาหกรรมให้มีความพร้อมรองรับการลงทุน ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค และบริการ One Stop Service และ Digital Licensing พร้อมนำเทคโนโลยี Digital Twin มาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ รวมถึงเตรียมระบบนิเวศรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย RE100

ดร.รวีภัทร์ ผุดผ่อง ผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมืออุตสาหกรรม EECi สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. เดินหน้ายกระดับภาคการผลิตไทยสู่ Industry 4.0 ผ่าน “ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center: SMC)” ณ EECi จ.ระยอง โดยให้บริการตั้งแต่การประเมินความพร้อมโรงงาน การพัฒนาทักษะบุคลากร การให้คำปรึกษาและคัดเลือกเทคโนโลยี การทดสอบโซลูชัน ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีไปใช้จริง เพื่อเพิ่มผลิตภาพและ
ขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย

ช่วงบ่ายเปิดเวทีให้คำปรึกษาเชิงลึกแบบ One-on-One เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนได้หารือกับผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี โดยมุ่งให้คำแนะนำที่ตรงกับความต้องการของแต่ละธุรกิจ ทั้งด้านการลงทุน เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนแนวทางการพัฒนาและยกระดับกระบวนการผลิต ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลไปวางแผนและต่อยอดการลงทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม
กิจกรรมดังกล่าวถือเป็นอีกกลไกสำคัญของบีโอไอในการเชื่อมโยง “นโยบาย–หน่วยงานรัฐ–ผู้ประกอบการ” ให้เกิดการขับเคลื่อนการลงทุนในพื้นที่ภาคตะวันออกอย่างเป็นรูปธรรม และรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ฐานอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต

Aussawin Phaoumnuaywit
18 August 2026