ที่มาการวิจัย
ประเทศไทยมีการเรียกใช้บริการรถพยาบาลฉุกเฉินมากกว่า 1.8 ล้านครั้งต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การนำส่งผู้ป่วยวิกฤตมักต้องใช้ความรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุและความเสียหายต่อผู้ป่วย บุคลากร และอุปกรณ์ทางการแพทย์กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) และคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จึงพัฒนาแพลตฟอร์ม Digital EMS เพื่อยกระดับความปลอดภัยและประสิทธิภาพของระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศ
โครงการ Digital EMS
พัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศไทย โดยนำมาตรฐานความแข็งแรงของโครงสร้างรถ และเทคโนโลยีดิจิทัลมาเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยกู้ชีพ รถพยาบาล และโรงพยาบาลแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจทางการแพทย์ในภาวะฉุกเฉิน ประกอบด้วย
1. โครงสร้างรถพยาบาลความปลอดภัยสูง
ออกแบบโครงสร้างห้องโดยสารให้แข็งแรง น้ำหนักเบา และประกอบแบบแยกส่วน โดยได้รับการรับรองมาตรฐาน SAE J3057 รองรับแรงกระทำได้ 2.5 เท่าของน้ำหนักรถ พร้อมชุดยึดอุปกรณ์การแพทย์ผ่านมาตรฐาน EN 1789 รองรับแรงกระทำได้ 10 เท่า เพิ่มความปลอดภัย ลดความเสียหายจากอุบัติเหตุ
2. ระบบจัดการอากาศภายในรถพยาบาล
ควบคุมการไหลเวียนและกรองอากาศตามมาตรฐานห้องปลอดเชื้อ ISO 14644 ช่วยลดความเสี่ยงการแพร่กระจายเชื้อโรค โดยเฉพาะโรคทางเดินหายใจ เสริมความปลอดภัยทั้งผู้ป่วยและบุคลากร
3. ระบบการแพทย์ฉุกเฉินดิจิทัล (Emergency Telemedical Operation: ETO)
- ระบบ CIS: รับแจ้งเหตุผ่าน 1669 พร้อมระบุตำแหน่งและวิดีโอคอล ให้คำแนะนำปฐมพยาบาลแบบเรียลไทม์
- ระบบ MIS: ส่งข้อมูลผู้ป่วย (สัญญาณชีพ ภาพ เสียง) จากรถพยาบาลไปยังศูนย์แพทย์แบบเรียลไทม์ เพิ่มความแม่นยำในการเข้าถึงเหตุ และต่อเนื่องในการรักษา
ประโยชน์และการใช้งาน
- ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของรถพยาบาลไทย
- เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน
- สนับสนุนการรักษาผู้ป่วยวิกฤตแบบต่อเนื่องตั้งแต่จุดเกิดเหตุถึงโรงพยาบาล
- รองรับสถานการณ์โรคอุบัติใหม่และภาวะวิกฤตด้านสาธารณสุข
ปัจจุบันเทคโนโลยีภายใต้ Digital EMS อยู่ในระดับ พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อขยายผลสู่การใช้งานจริงในระดับประเทศ
หน่วยงานสนับสนุน
ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และได้รับการสนับสนุนบุคลากรด้านการทดสอบภาคสนามจาก ภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) พร้อมการทดสอบมาตรฐานโดยสถาบันยานยนต์
แผนในอนาคต
ในอนาคตมีแนวโน้มขยายสู่การบูรณาการกับระบบสุขภาพระดับชาติโดยสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ และพัฒนาเป็นคู่มือสำหรับการผลิตรถฉุกเฉินให้มีมาตรฐานความปลอดภัยด้านโครงสร้างให้แก่ผู้ประกอบการในประเทศ และต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์หรือ Smart EMS ระดับประเทศ





