1. ถอดรหัสพันธุกรรม: พลิกฟื้นป่าชายเลนไทยสู่ความยั่งยืนด้วยเทคโนโลยีจีโนม
- ครั้งแรกของการจัดทำฐานข้อมูลจีโนมพืชป่าชายเลนไทย เพื่อใช้ประโยชน์จากข้อมูลพันธุกรรมอย่างเป็นระบบในการอนุรักษ์และฟื้นฟู
- การปลูกป่าแบบเดิมอาจไม่ยั่งยืน หากไม่เข้าใจ “รหัสพันธุกรรม” ที่สะท้อนความเหมาะสมของพืชแต่ละชนิดกับพื้นที่ปลูก
การใช้ประโยชน์
- โครงสร้างและองค์ประกอบยีนของจีโนม ช่วยให้เข้าใจ “กลไกการปรับตัว” ของพืชป่าชายเลนต่อสภาพภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมชายฝั่งของไทย
- ความหลากหลายทางพันธุกรรม ช่วยประเมินความเปราะบางของชนิดพันธุ์ เฝ้าระวังการสูญเสียความหลากหลาย และจัดลำดับความสำคัญของชนิดพันธุ์ที่ควรอนุรักษ์อย่างเร่งด่วน
- ใช้องค์ความรู้นี้ประกอบการกำหนดเขตพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการเก็บรักษาพันธุ์แท้ และคัดเลือกแหล่งพันธุกรรมที่เหมาะสมสำหรับการปลูกฟื้นฟู
“เราไม่ได้เพียงปลูกป่า แต่กำลังสร้างป่าที่แข็งแรงและยั่งยืน ด้วยฐานข้อมูลพันธุกรรมที่แม่นยำ”
ความสัมพันธ์เชิงวิวัฒนาการของพืชป่าชายเลน
2. แพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับเก็บข้อมูลต้นไม้
ยกระดับการจัดการข้อมูลภาคสนาม (Field Data) สู่ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ
ช่วยลดความผิดพลาดและขั้นตอนเอกสารในการเก็บข้อมูลภาคสนามของงานป่าชายเลนให้สามารถดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว
- Transitioning from Paper to Digital
- ผลิกโฉมการเก็บข้อมูลภาคสนาม โดยเปลี่ยนจากการจดบันทึกด้วยมือ มาใช้แอปพลิเคชัน JotForm ที่แม่นยำ สะดวกและรวดเร็ว
- Real-Time Biodiversity Dashboard
- เพื่อทราบผลความคืบหน้าในการทำงานภาคสนามได้อย่างฉับไว และนำข้อมูลนั้นไปวิเคราะห์ ประมวลผลได้ทันท่วงทีสำหรับใช้ประกอบในการวางแผนการทำงาน หรือวางกลยุทธ์
- Proven Success in Ranong
- ประสบความสำเร็จในแปลงทดลองขนาด 9 เฮกตาร์ ในจังหวัดระนอง และมีแผนจะขยายไปอีกหลากพื้นที่ ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี ตราด และสุราษฎร์ธานี เป็นต้น
3. Wireless Sensor Network เพื่อการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลสิ่งแวดล้อมชายฝั่ง
แพลตฟอร์ม AI และระบบเซนเซอร์เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงชายฝั่งแบบ Real-time
ประกอบด้วย
- ระบบเซนเซอร์ตรวจวัดคลื่นและสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยประเมินประสิทธิภาพโครงสร้างชะลอคลื่น
- วัดอุณหภูมิ ความเค็ม และความขุ่นของน้ำ เพื่อเฝ้าระวังและแจ้งเตือน “ปะการังฟอกขาว”
- ติดตามการเปลี่ยนแปลงของแนวชายฝั่งและการทับถมของตะกอนอย่างละเอียด ด้วย 3D Point Cloud
- ระบบนับไม้ไผ่อัตโนมัติ ใช้ภาพถ่ายตรวจสอบความสมบูรณ์ของแนวรั้วไม้ไผ่ เพื่อวางแผนซ่อมบำรุงได้ทันที
4. นวัตกรรมโครงสร้างและระบบป้องกันและฟื้นฟูการกัดเซาะชายฝั่ง (Coastal Fences)
นวัตกรรมวัสดุชีวภาพสำหรับโครงสร้างชะลอคลื่นและดักตะกอนชายฝั่ง
- ลดการกัดเซาะชายฝั่งและชะลอความรุนแรงของคลื่น: ช่วยชะลอคลื่นและลดพลังงานคลื่นก่อนถึงชายฝั่ง
- ช่วยเพิ่มการสะสมของตะกอนในระบบนิเวศชายฝั่ง: ทำให้เกิดการสะสมของดินตามธรรมชาติ ซึ่งเอื้อต่อการฟื้นตัวของพื้นที่ชายฝั่งและป่าชายเลน
- เพิ่มความทนทานและยืดอายุการใช้งานของโครงสร้าง: มีสมบัติเชิงกลเหมาะสมกับการรับแรงคลื่น มีอายุการใช้งานประมาณ 10-15 ปี
- เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดปัญหาขยะทะเล: ช่วยลดการสะสมของขยะพลาสติกในทะเลและสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน
- ลดภาระการรื้อถอนโครงสร้างหลังการใช้งาน: ไม่จำเป็นต้องรื้อถอน ลดต้นทุนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
Towards Sustainable Coastal Ecosystems
ทิศทางความร่วมมือระยะ 5 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2569 – 2574)
“ความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ ทช. ไม่ใช่เพียงงานวิจัยเชิงวิชาการ แต่คือการขับเคลื่อนประเทศไทยด้วย นวัตกรรมอัจฉริยะ เพื่อส่งมอบทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์สู่คนรุ่นต่อไป”
2 ยุทธศาสตร์หลัก
งานวิจัยป่าชายเลนและบลูคาร์บอน (Blue Carbon)
เทคโนโลยีป้องกันระบบนิเวศชายฝั่ง
4 กลไกขับเคลื่อนความสำเร็จ
Data-Driven Decision
บูรณาการข้อมูลวิทยาศาสตร์สู่การตัดสินใจเชิงพื้นที่ที่แม่นยำ
Smart Monitoring
ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะเฝ้าระวังภัยคุกคามสิ่งแวดล้อมแบบ Real-time
Nature-based Innovation
ต่อยอดนวัตกรรมที่กลมกลืนกับระบบนิเวศ และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม
Capacity Building
ยกระดับศักยภาพบุคลากรและเครือข่ายความร่วมมือทุกภาคส่วน

















